Kafka in Komiks : เมื่อคาฟคาส่องทางให้ศิลปิน

 

คาฟคา นักเขียนเยอรมัน-ยิว
เกิดที่กรุงปราก (ปัจจุบันคือสาธาณรัฐเชก) ผู้ขึ้นชื่อด้านงานเขียนที่ยากแก่การตีความ
สับสนด้วยการเล่นกับโครงสร้างของภาษา และแปลกประหลาดด้วยการสร้างเรื่องเหนือจริง ทั้งแก่นแกนสำคัญของเรื่องก็เต็มไปด้วยความหดหู่
อึดอัด กดดัน

แค่จะอ่านให้เข้าใจตรงกัน
ยังถกเถียงกันตั้งแต่ระดับมัธยมจนถึงปริญญาเอก
ไม่นับชีวประวัติที่ค่อนข้างมีความซับซ้อน

แต่การนำงานเขียนของคาฟคามาเป็นคอมมิกส์
หรือการ์ตูน นี่น่าจะยิ่งโคตรๆๆ ยาก เพราะต้องผ่านการตีความตัวอักษรมาเป็นภาพ
และแน่นอน เนื้อเรื่องคงห่างไกลคำว่าอ่านเอาสนุกแน่ๆ

 

ช่วงเทศกาลงาน
Unfoldering Kafka
Festival 2017

คืองานเทศกาลที่เรียกได้ว่า
คือ “ศิลปะส่องทางให้แก่กัน” โดยมีงานเขียนของคาฟคา เป็นจุดศูนย์กลาง
และแผ่ขยายแตกหน่อแตกผลออกมาเป็นงานศิลปะต่างๆ ที่มาจากคาฟคา ไม่ว่าจะ ละคร
ภาพยนตร์ และงานการ์ตูน

เทศกาลนี้จัดขึ้นที่กรุงเทพฯและเชียงใหม่
ช่วงเดือนพฤศจิกายน ซึ่งมีกิจกรรมหลายอย่างมาก ทั้งละครเวที ภาพยนตร์ และนิทรรศการต่างๆ
เสียแต่ว่าการประชาสัมพันธ์อาจจะไปถึงคนรักคาฟคาช้าไปนิด
ด้วยเป็นช่วงจังหวะกระชั้นชิด และมีกิจกรรมหลายส่วนมาก อาจมีการสับสนอยู่หลายงาน

 

สำหรับ Kafka Kommiks นี้ จัดที่สถาบันเกอเธ่
เป็นการแสดงผลงาน และสื่อนิทรรศน์เกี่ยวกับการ์ตูน หรือ คอมมิคส์
ที่มาจากงานเขียนของคาฟคา  3 คน คือ

Chantal
Montellier
ชาวฝรั่งเศส (ฉันอยากเรียกชื่อเขาว่านายจัลฑาล)

David Zane
Rowitz 
ชาวเยอรมัน

Robert Crumb ชาวอเมริกา

Jaromir 99 ชาวเชก

ทั้งสี่นายนี้
สร้างงานคอมมิกส์จากงานเขียนของคาฟคา

อย่างที่กล่าวไว้
มันห่างไกลจากคำว่าสนุกสนาน
ผลงานแรกที่มุ่งตรงไปหา เป็นของนายจัลฑาล หรือ
Chantal Montellier ศิลปินฝรั่งเศส ที่เขียนคอมมิกส์หลายเรื่อง
อย่างเรื่อง เซ็กส์และความสัมพันธ์ ซึ่งนิทรรศการจัดทำได้น่าสนใจ
เป็นตู้เล็กที่มีช่องสำหรับสอดส่องสายตาไป เหมือนเราแอบมองช่องประตูเข้าไปดูเซ็กส์ในห้อง
และแน่ล่ะ เป็นภาพคอมมิกส์ของเขา

ถัดมาเป็นภาพหน้าคาฟคาใหญ่ยักษ์ปูเต็มพื้น
ทอดทางไปสู่ภาพคอมมิกส์อีกเรื่อง คือเรื่อง The Trial

ลายเส้นออกไปทางอึดอัด
รูปร่างหน้าตาดูรวดร้าวไปหมด สมกับเป็นงานที่แปรรูปมาจากงานเขียนของคาฟคาจริงๆ

 

ศิลปินคนต่อมามีผลงานจัดแสดงที่ทางเดินไปห้องสมุด ในนามแฝงชื่อ Jaromir 99

 

เขาเป็นศิลปิน และยังมีวงดนตรีของตัวเองในชื่อ Priessnitz (ลองเข้าไปส่องดูสิ เขาใช้งานสไตล์เดียวกันในการทำปกผลงานด้วย)
ลองเสิร์จดูตอนหลังพบชื่อวง
Kafka Band น่าจะเป็นของเขาเช่นกัน
(หรือวงเดียวกัน ไม่แน่ใจ) และงานชิ้นนี้คืองานที่จัดแสดง

https://www.youtube.com/watch?v=fymn_pdIXW8

เข้าใจว่านำเนื้อเรื่องส่วนหนึ่งมาใส่ทำนองเลย เพราะลงเครดิตไว้ว่า

Lyrics: Franz
Kafka (Das Schloss — The Castle / Zámek)

งานของเขาคงโทนสีดำเทา คนนี้เท่ตรงทำเพลงเองด้วย และทำภาพแอนนิเมชั่นเอง เท่มากๆ

 

ผลงานสุดท้ายแสดงในห้องสมุด
ของ
David Zane
Rowitz 
ชาวเยอรมัน และ Robert Crumb ชาวอเมริกา มาเป็นคู่

ทั้งสองร่วมกันเขียนคอมมิกส์ขึ้น ลายเส้นหม่นมืดเช่นเดียวกัน ผลงานชื่อ
Kafka (เข้าใจว่าเป็นชีวประวัติ)

หลายภาพแสดงถึงความเจ็บปวดและกดดัน
ของชีวิตนักเขียนที่ชื่อคาฟคา ทั้งความรู้สึกอยากตายหลายช่วง
เป็นงานชุดที่ดูแล้วแทบอยากร้องไห้ (ขณะเขียน ฟังเพลงวง
Kafka Band ไปด้วย ย้อนดูรูปไปด้วย นี่เศร้าเลย)

 

มันไม่ใช่เรื่องสนุกสนานเลยล่ะ

ทั้งคาฟคาและเมล็ดพันธุ์ที่งอกมาจากคาฟคา แต่มั้นกลับกินลึกข้างใน ค่อยๆ ซึมลงมา
แล้วก็พบว่า มนุษย์พร้อมเสมอที่จะหม่นมืด…

เยี่ยมร้านหนังสือ ร้านสวนเงินมีมา

สวนเงินมีมา  ลองมาสิมา

“สวนเงินมีมา” ครั้งแรกที่ฉันได้ยินชื่อนี้
ฉันใช้เวลาตีความหมายไปพักใหญ่ แปลว่าอะไรนะ? ฉันลองนั่งตีความหมายชื่อนี้โดยใช้สมองอันน้อยนิดของฉันก็ได้ความว่า

“ถ้าไม่ใช่สถาบันการเงิน  ก็คงเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมล่ะ มีคำว่า สวนนี่นะ”

ผิดหมดทุกอย่างที่กล่าวมา…

“สวนเงินมีมา” หลังจากหาข้อมูลแล้ว  ชื่อสวนเงินมีมา
มาจากชื่อของ ยายเงิน ยายมี และ ยายมา ยายของ อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์
ผู้ให้การสนับสนุนการก่อตั้งโดยมีคุณวัลภา แวนวิลเลียนส์วาร์ด เป็นผู้บริหารตั้งแต่เริ่มต้น
เป็นสำนักพิมพ์ และร้านหนังสือ ที่ตั้งตัวอยู่ในตึกแถวริมถนนเฟื่องนคร  เยื้องๆกับประตูหลังวัดราชบพิธฯ

ตอนนี้ฉันมายืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับสวนเงินมีมา

คิดว่าถ้าใครมายืนอยู่จุดเดียวกับฉันสิ่งแรกที่คิดได้เหมือนฉันคงเป็น “ตึกนี้น่ารักจัง”
เพราะภาพที่ฉันเห็นคือ ตึกสีเขียว ที่อยู่ท่ามกลางตึกเก่าที่ดูเคร่งขรึม และเวลานี้อากาศและแดดก็ร้อนจนแสบผิวไปหมด
ตึกเล็ก ๆ สีเขียวให้ความรู้สึกสดชื่นนั้นกำลังเรียกฉันให้เดินเข้าไปหลบแดดหลบอากาศร้อน
และจุดมุ่งหมายของฉันในวันนี้คือ การมาตามหาหนังสือของ อ.ชมัยภร…..

เมื่อฉันได้ก้าวเข้าไปสิ่งแรกที่เห็นคือเคาท์เตอร์คิดเงินที่เต็มไปด้วยผลไม้หลายอย่าง
เช่น แตงโม กล้วย พร้อมป้ายสีสันสดใสที่เขียนตัวโต ๆ ว่า “ผลไม้อินทรีย์” มองไปทางซ้ายของเคาท์เตอร์

เจอชั้นวางธัญพืชต่าง ๆ ที่ใส่ขวดไว้เพื่อจำหน่าย มองไปทางขวาเจอตู้เย็นแช่ผัก น้ำผักและผลไม้

แซนวิชหน้าตาน่ากิน และ….ชั้นวางผลิตภัณฑ์บำรุงผิวพรรณ
และเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ที่ทุกอย่างผลิตมาจากธรรมชาติ

เดี๋ยวนะ….

สวนเงินมีมา เป็นชื่อสำนักพิมพ์และร้านหนังสือนะ แล้วหนังสืออยู่ไหน? ตั้งแต่ก้าวเข้ามา
เจอแต่ของกินของใช้

คงเป็นคำถามที่ใครหลายๆคนสงสัย
ใจเย็นๆ…ลองละสายตาจากผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติเหล่านั้นแล้วมองผ่านช่องประตูด้านซ้ายมือก่อนสิ….นี่มันห้องสมุดชัดๆ

เมื่อเดินผ่านช่องประตูเข้าไปภายในบริเวณฝั่งซ้ายมือ

มีโต๊ะกลมวางอยู่หลายชุดทีเดียว ดูน่ารักเหมาะกับร้าน บนโต๊ะมีแจกันดอกไม้ดอกเล็ก
ๆ ส่งให้โต๊ะดูน่ารักและสดชื่นน่านั่ง ฝั่งขวามือนี่ล่ะ ขุมทรัพย์นั่งอ่านเลย
เพราะหนังสือหลายร้อยเล่มวางตัวกันอยู่เต็มทุกชั้น ด้านในสุดติดกำแพงมีชั้นหนังสือ…ไม่สิ
เรียกว่ากำแพงหนังสือดีกว่า ตั้งตระหง่านทอดตัวยาวเต็มทั้งกำแพง
หนังสือเยอะแยะมากมายวางอย่างเป็นระเบียบเต็มทุกช่องทุกชั้น

ฉันเดินสำรวจไปเรื่อย ๆ

เจอหนังสือหลายเล่มที่เป็นของสวนเงินมีมาเอง เน้นไปที่หนังสือประเภท   แนวปรัชญา
การใช้ชีวิต พัฒนาสังคม สิ่งแวดล้อม และการเปิดมุมมองใหม่ๆในการใช้ชีวิต เช่น วิถีแห่งซูฟี
ศาสตร์แห่งภาวนา : การหลอมรวมพุทธศาสนากับประสาทวิทยา วิถีสีเขียว : ผู้ผลิต
ผู้ประกอบการ ผู้บริโภค

เดินวกกลับมาในโซนกลางร้าน

ตรงนี้มีหนังสือหลายประเภทวางอยู่ ทั้งนวนิยาย หนังสือแปล หนังสือวิชาการ เป็นโซนหนังสือแนะนำและหนังสือขายดีของร้าน

แล้วในที่สุดฉันก็เจอกับสิ่งที่ทำให้ฉันมาที่ร้านสวนเงินมีมาแห่งนี้

หนังสือของ อ.ชมัยภร มีหลายเล่มเลยล่ะ เช่น หยาดน้ำค้างพันปี
ที่ได้รับรางวัลเซเว่นบุ๊กส์ อวอร์ดส์ ในเวิ้งฟ้าอันไพศาล
เล่มที่ทำให้คนอ่านน้ำตาร่วง ชีวิตที่มีเรา หนังสืออ่านง่าย ๆ
แต่ได้ข้อคิดธรรมะเต็มเปี่ยม หรือหนังสือธรรมะแบบเด็ก ๆ อย่างขวัญสงฆ์ก็มี

นอกจากหนังสือของ

อ.ชมัยภรที่ฉันมาตามหาแล้ว ระหว่างที่ยืนดูหนังสืออยู่ ฉันได้ยินเสียงแว่ว ๆ
จากพนักงานในร้านว่า “หยดน้ำหวานในหยาดน้ำตา เล่มใหม่ของ อุรุดา โควินท์ มาแล้วนะครับ”

อ่า

… เล่มนี้ฉันเพิ่งเห็นข่าวเปิดตัวจากในเฟซบุ๊กของฉันไปเมื่อไม่กี่วันก่อนนี่

ฉันเดินดูหนังสือสักพักจึงมองหาที่นั่ง

ฉันเลือกโต๊ะที่อยู่หน้าเคาท์เตอร์  เพราะจะได้ไม่ไปรบกวนลูกค้าคนอื่น ๆ ในร้าน
เนื่องจากเหล่าผู้ร่วมทางของฉันเป็นสายสนทนากันทั้งกลุ่ม (ฮา)

ร้านสวนเงินมีมา

มีจุดเด่นของร้านอีกอย่างที่นอกเหนือจากหนังสือหลายร้อยเล่มแล้ว คืออาหารที่มีจำหน่ายในร้านด้วย อย่างที่บอกไปตอนแรกว่า สวนเงินมีมามุ่งเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาติ ดังนั้นอาหารของร้านนี้จึงเป็นอาหารที่มาจากพืชผักออร์แกนิกล้วน ๆ โดยทางร้านจะขายเป็นอาหารชุด มีข้าว กับข้าว และเครื่องดื่ม ทางร้านจะมีเมนูประจำแต่ละวัน ผลัดเปลี่ยนกันไป แต่เพราะฉันทานอาหารจากที่อื่นมาแล้ว ฉันเลยไม่ได้สั่งอาหารมาลอง สั่งเป็นกาแฟเย็น ๆ หนึ่งแก้วแทน แต่แอบเห็นลูกค้าคนอื่น ๆ สั่งนะ หน้าตาดีน่ากินมากทีเดียว

ฉันนั่งอยู่สักพักจนเริ่มรู้สึกว่าร่างกายที่เหนื่อยล้าจากสภาพอากาศข้างนอกดีขึ้นแล้ว คงถึงเวลาที่ฉันจะบอกลาร้านหนังสือสีเขียวแห่งนี้สักที สิ่งที่ฉันคิดได้จากการมาที่ร้านแห่งนี้คือ เรากับธรรมชาติ อยู่ใกล้กันมากนะ แต่ทำไมพวกเราถึงผลักไสธรรมชาติ ไปหาสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหลายกันจัง

ลองนะ
ลองมานั่งที่ร้านหนังสือสีเขียวนี้ ลองมาใช้ มากินของที่มาจากธรรมชาติกันบ้าง
เพราะธรรมชาติมันอยู่ใกล้ตัวเรามากจริง ๆ ลองมาให้อาหารสมอง เปิดมุมมองใหม่ ๆ
เพื่อพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิต ด้วยหนังสือดี ๆ ในร้านดูเถอะ

หากมีโอกาสได้มาเยี่ยมเยือนถนนเฟื่องนคร
อย่าลืมแวะเข้าไปเพิ่มพลังสมอง ถนอมสุขภาพกันที่ร้านสวนเงินมีมาแห่งนี้นะ……

ร้านสวนเงินมีมา                                                                                           77,79 ถนนเฟื่องนคร แขวงวัดราชบพิธ เขตพระนคร
กรุงเทพฯ 10200

โทรศัพท์. 02-622-0955, 02-622-0966, 02-622-2495-6

โทรสาร. 02-622-3228

Facebook : ร้านสวนเงินมีมา http:////www.facebook.com/suanspirit/

Website : http:////www.suan-spirit.com

เยี่ยมร้านหนังสือ ร้าน Book Buri (บุ๊คบุรี)

Book Buri (บุ๊คบุรี)  มุมอ่านย่านเทเวศร์


ย่านเทเวศร์ เป็นชุมชนเก่าแก่ มีทั้งตลาด วัด
หอพัก สถาบันการศึกษา สถานที่ราชการ พลุกพล่านไปด้วยผู้คนหลากหลาย
ร้านค้าส่วนใหญ่เป็นร้านอาหาร ร้านขนมเก่าแก่ ร้านกาแฟสมัยใหม่ แต่มีใครทราบไหมว่า
ไม่ไกลจากสี่แยกเทเวศร์ บนถนนกรุงเกษม (ใกล้เทเวศร์ซอย
1) มีร้านหนังสือเล็กๆ
ร้านหนึ่ง รอให้นักอ่านแวะมาเยี่ยมชม


Book Buri (บุ๊คบุรี)
เป็นร้านหนังสือ
เล็กๆ หนึ่งคูหา ตึกแถวตรงข้ามคลองผดุงกรุงเกษม สังเกตได้ง่ายจากป้ายหน้าร้านเป็นแมวการ์ตูนตัวอ้วนสีน้ำตาล
มีแผงหนังสือนิตยสารรายสัปดาห์และหนังสือพระวางเด่น หน้าร้านเปิดโล่งไม่ติดกระจก
ไม่มีแอร์ บรรยากาศเย็นสบายด้วยพัดลมตั้งพื้น
3 ตัว ภายในร้านตกแต่งผนังด้วยสีชมพู
มีแมวตัวอ้วนห้อยอยู่กลางร้าน

มองเข้าไปภายในร้านเห็นคุณลุงคุณป้าที่นั่งอ่านหนังสืออยู่คนละมุมเป็นประจำ
บรรยากาศร้านดูเป็นกันเอง มีหนังสือหลากหลาย
มากันจากหลายสำนักพิมพ์
ทั้งมติชน นาคร เคล็ดไทย เช่น
วรรณกรรมของผาด พาสิกรณ์  อุรุดา โควินท์  มองเห็นกวีนิพนธ์ของอังคาร กัลยาณพงศ์
วางอยู่ข้างกันกับเจ้าชายน้อย มี
หนังสือเกี่ยวกับบ้านและสวน หนังสือนิยาย การ์ตูน
 ที่น่าตื่นเต้นคือ มีหนังสือของสำนักพิมพ์คมบาง
งานเขียนของ อ.ชมัยภร แสงกระจ่าง เต็มชั้นเลยทีเดียว เท่านั้นไม่พอ
ยังมีเสื้อเวอร์จิเนีย วูล์ฟ ขายด้วย ว้าว …


ใครตามหาหนังสือเล่มไหนเป็นพิเศษ
สามารถสอบถามลุงกับป้าได้ โดยเฉพาะป้าใจดี เป็นกันเองมาก เมื่อถามหาหนังสือที่สนใจ
คุณป้าได้แนะนำว่าสามารถสอบถาม หรือสั่งซื้อหนังสือผ่าน
Fan page : Bookburi ของทางร้านได้ คุณพิมพ์สุดาลูกสาวของคุณลุงคุณป้าจะเป็นคนให้คำแนะนำ ร้านนี้เป็นของลูกสาว
ลูกสาวเป็นคนชอบอ่านหนังสือและสะสมหนังสือ


เดินส่องหนังสืออื่นๆ ในร้านก็รู้ว่า เจ้าของร้านให้ความใส่ใจกับการจัดหนังสือมาก
ดูเรียบง่าย เพราะร้านค่อนข้างมีพื้นที่จำกัด
แต่มีชื่อนักเขียนติดไว้ที่ชั้นวางหนังสือ ทำให้มองเห็นได้ชัด หาง่าย

ด้วยความที่มีพื้นที่จำกัดมาก
แต่หนังสือหลากหลายสารพัดสารพัน ดังนั้นนอกจากหนังสือที่อยู่บนชั้นวางแล้วยังมีหนังสือที่ตั้งกองอยู่บนพื้นให้นั่งเลือก
ดูสบายๆ กันเอง เหมือนนั่งรื้อหนังสืออยู่ที่บ้านเลยทีเดียว ชิลๆ กันเลยค่ะ

คุณป้าเจ้าของร้านเล่าว่า
ลูกค้าส่วนใหญ่ของร้านบุ๊คบุรีเป็นข้าราชการ ทหาร และนักศึกษา
เพราะร้านตั้งอยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยและกระทรวงศึกษา หนังสือขายดีเป็นหนังสือจำพวกวรรณกรรมไทย
วรรณกรรมคลาสสิค เห็นพี่ทหารคนหนึ่งก็มาด้อมๆ มองๆ ชั้นวรรณกรรมอยู่เหมือนกันค่ะ
(เอ๊ะ หรือจะมาหา
1984 ก็ไม่ทราบ)


หากใครสนใจหรือผ่านไปแถวเทเวศร์สามารถแวะไปหาหนังสืออ่านได้ที่ร้านบุ๊คบุรี
ร้านหาไม่ยาก มีแมวอ้วนนั่งอ่านหนังสือ กวักมือเรียกอยู่หน้าร้านค่ะ
ลองแวะไปกันค่ะ ซื้อเล่มไหนกันมา เอามาอวดกันบ้างนะคะ

ร้านหนังสือบุ๊คบุรี 102/3 ถนนกรุงเกษม แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200

เปิดวันจันทร์ถึงเสาร์ เวลา 8.00-20.00 น. ปิดวันอาทิตย์
Tel.0-2282-4916 Mobile (พิม) 081-649-2214

เยี่ยมร้านหนังสือ ร้านศึกษิตสยาม

3 ชั่วโมงกับ
ศึกษิตสยาม


*คุณได้รับข้อความใหม่*

บก. :  ไปเจอกันที่เคล็ดไทยตอนเที่ยงนะ

นางสาวร็อคกบฏ : ได้เลยจ้า

 

สิ่งแรกที่เกิดขึ้นในหัวหลังจากตกปากรับคำ
บก. เรียบร้อยแล้วคือ “ไปยังไงวะ…..”

ถ้าถามว่าฉันเคยไปเคล็ดไทยไหม?
เคยสิ ฉันเคยไปเคล็ดไทย ฉันเคยไปที่นั่นมาแล้ว
1 ครั้ง
แต่ครั้งนั้นฉันไปด้วยแท็กซี่ ฉันทราบข้อมูลที่ตั้งของเคล็ดไทยเพียงแค่
‘อยู่ถนนเฟื่องนคร ตรงข้ามหลังวัดราชบพิธฯ’ ครั้งนั้นฉันจึงตัดสินใจ …“ไปแท็กซี่เถอะแม่ร็อคกบฏ”….
ซึ่งการตัดสินใจเดินทางด้วยวิธีนี้ก็สอนฉันว่า การนั่งแท็กซี่จากอ่อนนุชไปฝั่งพระนคร
คือเรื่องที่ไม่ควรที่สุด ฉันจ่ายเงินค่าโดยสารไปเกือบ
300 บาทและเผชิญรถติดใช้เวลาเดินทางไปเกือบ 2 ชั่วโมง….

ครั้งนี้ฉันจึงศึกษาข้อมูลการเดินทางใหม่และเลือกวิธีที่ง่ายและรวดเร็วที่สุด
คือการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า (เพื่อประหยัดเวลา) ไปลงที่สถานีสนามกีฬา แล้วโบกแท็กซี่
บอกพี่คนขับว่า “ไปหลังวัดราชบพิธฯค่ะ” และเพียงราว ๆ
10 นาที ฉันก็จ่ายเงินค่าแท็กซี่ไปเพียง 70 บาท หากรวมกับค่ารถไฟฟ้าแล้ว
ฉันจ่ายเงินสำหรับการเดินทางมาที่เคล็ดไทยเพียง
112 บาท
เท่านั้น รวดเร็วและประหยัดกว่าครั้งก่อนเกือบ
2 เท่า…..โถ
แม่ร็อคกบฏ

                เป้าหมายของการมาเคล็ดไทยครั้งนี้
ไม่ได้มาเพื่อติดต่อหารือเรื่องการฝากขายหนังสือกับเคล็ดไทยแต่อย่างใด  แต่ฉันมาที่แห่งนี้เพื่อประชุมกองบรรณาธิการ
(นัยว่าเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ) ที่ร้านหนังสือเล็กๆ  ในเครือของเคล็ดไทยแห่งนี้ “ร้านศึกษิตสยาม”

                “โอ ฉันอยู่ตรอกไดแอกอนหรือนี่?”
(ตรอกของโลกพ่อมดแม่มดแห่งหนึ่งในวรรณกรรมเรื่องแฮรี่ พอตเตอร์ )
คงเพราะฉันเป็นแฟนตัวยงของแฮรี่ พอตเตอร์ ทันทีที่เห็นประตูของร้านศึกษิตสยาม
ที่เป็นประตูกระจกกรอบไม้บานเดียวสไตล์ร้านอังกฤษยุคเก่า และชั้นหนังสือตู้กระจกขนาดใหญ่หน้าร้านที่ด้านในวางโชว์หนังสือแนะนำของร้าน
มันทำให้ฉันนึกถึงร้านขายไม้กวาด และอาจด้วยร้านหนังสือนี้ตั้งอยู่บนถนนเฟื่องนคร
ถนนสายเก่าแก่ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่
4
ตึกรามในละแวกนั้นก็ล้วนเป็นตึกเก่าที่ตั้งอยู่มาตั้งแต่สมัยคุณปู่คุณย่าผสมผสานกับการจราจรที่วุ่นวาย
ถนนเล็ก ๆ สาย นี้ ทำให้ฉันก็นึกถึงตรอกมหัศจรรย์นั้นขึ้นมาทันที


เป้าหมายหลักของการมาร้านศึกษิตสยามครั้งนี้คือ
มาเพื่อประชุมความคืบหน้างานของสำนักพิมพ์ ดังนั้น เมื่อเราก้าวเข้าร้าน สิ่งที่ฉันและ
บก. ทำเป็นสิ่งแรกหลังจากเปิดประตูเข้ามาคือ “สั่งข้าวกินกันเถอะ”

ใช่
ฉันและ บก. กำลังสั่งข้าวในร้านหนังสือ

ทำไมล่ะ!? ก็ในเมื่อที่ร้านศึกษิตสยามไม่ได้มีแต่หนังสือนี่
ร้านนี้ไม่ใช่แค่ร้านหนังสือ แต่ร้านนี้เป็นร้านหนังสือที่มีอาหารขายด้วย ดังนั้น
ก่อนที่เราจะเริ่มใช้สมอง เรื่องปากท้องก็สำคัญนะ ถ้าปล่อยให้ท้องร้อง สมองก็ไม่แล่นสิ….จริงไหม?
เราเริ่มมองหารายการอาหารของร้านทันที

อืม….แม้เมนูมีให้เลือกไม่มากเท่าไรนัก ไม่ถึง 10
 รายการส่วนใหญ่คือส้มตำประเภทต่าง ๆ แต่ก็เข้าใจได้
พราะแต่เดิมร้านศึกษิตสยามเป็นร้านขายหนังสืออย่างเดียว
เพิ่งมีการขายอาหารด้วยเมื่อไม่นานมานี้ ที่เจ๋งมากคือ
แม่ครัวของที่นี่ก็ไม่ใช่ธรรมดา เป็นแม่ครัวที่มีตำแหน่งเป็นผู้จัดการฝ่ายขายของบริษัทเคล็ดไทยเชียวนะ…

ฉันไล่อ่านเมนูก็พบกับเมนูหนึ่งที่ฉันจำได้แม่นว่า
ทั้งชีวิตฉันเคยกินมันแค่ครั้งเดียว นั่นคือ “เต้าคั่ว” อาหารภาคใต้ ฉันนึกถึงหน้าตาอาหารคล้ายยำมีเส้นหมี่กับเต้าหู้เป็นส่วนประกอบหลัก
มีกุ้งและผักบุ้งลวกเป็นกำลังเสริม เติมไข่ต้มอีกซีก
คลุกเคล้าด้วยน้ำปรุงรสเปรี้ยวหวานกำลังดี  

ส่วนราคาอาหาร
บ้าไปแล้ว
! ร้านนี้ตั้งอยู่บนถนนเก่านะ ค่าที่แพงนะ
ค่าไฟแพงนะ แอร์ในร้านก็เปิดเย็นฉ่ำขนาดนี้ ทำไมราคามันถึงถูกขนาดนี้
(ราคาอาหารเริ่มต้นที่
30
บาท) เอาสิ
ถ้าราคาอาหารจะถูกขนาดนี้ วัดกันที่รสชาติไปเลย ฉันและ บก. สั่งอาหารไป
3-4 อย่าง ระหว่างที่รออาหาร
ฉันจึงพอมีเวลาให้ได้เดินสำรวจรอบๆ ร้าน


สิ่งที่ฉันเริ่มสำรวจเป็นอย่างแรกคือ
หนังสือของ อ.ชมัยภร นักเขียนประจำสำนักพิมพ์ที่ฉันทำงานอยู่ตรงไหนกันนะ?

เหมือนละครไทยชะมัด

เพียงแค่นึกถึงและกำลังจะลุกออกจากโต๊ะอาหารกลางร้านเพื่อตามหาหนังสือของ
อ.ชมัยภร ในจังหวะที่จะเอี้ยวตัวลุกขึ้นยืน เพียงแค่หันทางขวามือ
ฉันก็เจอเข้ากับหนังสือของ อ. แล้ว  หนังสือหลายเล่มของ
อ.ชมัยภร  ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบเป็นสัดส่วนชัดเจนบนชั้นข้างๆโต๊ะอาหารนั้นเอง
มีหลายเล่มทีเดียว เล่มที่เป็นกระแสหรือเป็นที่นิยมอย่าง อาม่าบนคอนโด ขวัญสงฆ์
ในเวิ้งฟ้าอันไพศาล ก็มี หรือจะเป็นเล่มที่เพิ่งออกใหม่อย่าง คุณย่าติดไลน์
คุณยายติดเฟซ ก็มา เรียกได้ว่าครบทุกเล่มที่นักอ่านหลายคน บอกว่า “ดีมาก”  


นอกจากหนังสือของสำนักพิมพ์คมบางแล้ว
ใกล้ ๆ กัน ฉันก็เจอเข้ากับงานวรรณกรรมผจญภัย แฟนตาซี ในดวงใจของใครหลาย ๆ
คนอีกด้วย นั่นก็คือ วรรณกรรมชุด ล่องไพร นั่นเอง 
หลายคนคงบอกว่าล่องไพร แล้วไง? มันก็ไม่แล้วไงหรอกเพียงแต่ที่ร้านนี้
“มีครบทุกเล่ม” เท่านั้นเอง……

สิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกสะดุดตามากที่สุดในร้านนี้คือ
โต๊ะอ่านหนังสือกลางร้าน ที่อยู่ใกล้กับโต๊ะอาหาร ที่ว่าสะดุดตาเพราะ จะเรียกว่าโต๊ะก็ไม่เชิง
เพราะมีชั้นวางหนังสือด้วย ฉันเองก็เรียกมันไม่ถูกเหมือนกัน ให้ลองนึกภาพห้องสมุดใหญ่
ๆ แล้วมีจุดนั่งอ่านหนังสือที่มีหนังสือวางอยู่บนหัวนั่นล่ะ ใช่เลย
หนังสือที่อยู่บนโต๊ะชั้นหนังสือนี้ (ฉันเรียกมันแบบนั้น
เพราะฉันเห็นมันเป็นแบบนั้น) มีหลายเล่มที่ทำให้ฉันเห็นแล้ว “โอ เจ๋ง”
งานแปลของนักเขียนระดับโลกอย่างงานของ ลีโอ ตอลสตอย ก็อยู่บนนั้นด้วย


ละจากจุดอ่านหนังสือกลางร้าน
ฉันก็เดินต่อเข้าไปที่ด้านในของร้าน เป็นมุม ๆ หนึ่ง เจอกับชั้นวางหนังสือล้อมรอบ
บรรยากาศตรงบริเวณนั้นเลยจะดูเงียบ ๆ ดูเป็นส่วนตัวขึ้นมาทันที
ในบริเวณนี้จะเป็นโซนที่จัดวางหนังสือเด็ก หนังสือนิทาน และหนังสือต่าง ๆ
ที่เหมาะกับเด็กและเยาวชน มองขึ้นไปบนชั้นวางหนังสือจะเจอป้ายไม้ใหญ่ ๆ
ที่ดูขลังและเก่าแก่ เขียนตัวหนังสือสีทองใหญ่โตชัดเจนว่า “ศึกษิตสยาม”
อารมณ์ตอนนี้ฉันกำลังรู้สึกเหมือนกำลังมองดูคุณปู่ป้ายไม้ที่กำลังนั่งอบรมเด็ก ๆ
ที่เป็นหนังสือนิทานอย่างไรอย่างนั้นเลย ฮ่า ๆ


ฉันใช้เวลาสำรวจหนังสือและบรรยากาศร้านศึกษิตสยามอยู่พักใหญ่
ก็ได้ยินเสียงเรียก “อาหารมาแล้วค่า”

อ่า…ถึงเวลาแล้วสินะที่เราจะได้ลิ้มรสฝีมือการทำอาหารของผู้จัดการฝ่ายขายของเคล็ดไทย

เราใช้เวลาในการทานอาหารไม่นานนัก
แล้วก็ได้ข้อสรุปสำหรับอาหารในร้านหนังสือแห่งนี้ว่า “อร่อย”
ไม่ผิดหวังเลยสักนิดกับรสชาติอาหาร 
อีกทั้งยังราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อ
ดังนั้นสำหรับการทานข้าวในร้านหนังสือครั้งนี้ ฉันให้ผ่านได้ไม่ยาก

อ้อ
นอกจากอาหารแล้ว ร้านศึกษิตสยามมีไอศกรีมแท่งหลากรสให้ลองกันด้วยนะ เช่น รสชาไทย
รสทุเรียน รสลอดช่อง และอีกหลายรสที่กินแล้วจะต้องนึกถึงรถเข็นขายไอศกรีมสมัยโบราณแน่นอน
แต่….ฉันไม่ได้ลองชิมหรอกนะ….แหะ ๆ

หลังจากให้อาหารกระเพาะกันไปแล้ว
เราจึงเริ่มประชุมทีมกองบรรณาธิการกัน การประชุมค่อนข้างเคร่งเครียดพอสมควร
(สำหรับฉัน) ฉันต่อสู้กับความเครียด และความง่วง (ที่เริ่มก่อตัวหลังจากกินอิ่ม)  ได้สักพัก
เราหยุดการประชุมแล้วพากันวิ่งออกไปหน้าร้าน
ไม่ได้วิ่งออกไปกายบริหารยืดเส้นยืดสายคลายง่วงอะไรหรอก แต่เราวิ่งไป เพราะขบวนแห่เทียนพรรษาสวยงามคณะใหญ่ของน้อง
ๆ โรงเรียนวัดราชบพิธฯ เคลื่อนผ่านมาพอดี ฉันรู้สึกตื่นเต้นกับเสียงกลองและขบวนแห่นะ
แต่ไม่เท่ากับการที่มีน้องนักเรียนคนหนึ่งเดินถือบาตรพระมากับขบวนแห่นั้น
ฉันยื่นแบงค์จำนวนหนึ่งใส่ลงในบาตรนั้นเพื่อร่วมทำบุญกับน้อง ๆ
ในใจก็พลางอธิษฐานว่า “ขอให้ บก. ของหนูลืมเรื่องที่จะบ่นหนูทีเถอะค่า
เพี้ยง”…….

เราใช้เวลาอยู่ในร้านศึกษิตสยามราว
ๆ เกือบ
3 ชั่วโมง ฉันว่ากำลังดีนะ
ถ้าให้ฉันให้คะแนนร้านหนังสือที่ขายอาหารด้วยแห่งนี้ ฉันให้คะแนน
8.5 เต็ม 10
นะ
เพราะด้วยบรรยากาศในแบบที่ให้กลิ่นไอความเก่าแก่ ความวินเทจ
ที่ได้รับจากบรรยากาศรอบข้างที่เป็นถนนเส้นเก่า ตึกเก่า มันทำให้ฉันผู้ชอบในความโบราณชื่นชมร้านนี้ได้ไม่ยาก
ส่วนคะแนนที่หักไปคงเป็นเพราะการเดินทางจากบ้านของฉันมาที่นี่ค่อนข้างไกล
และหากคนไม่แม่นเส้นทางอาจจะหาตำแหน่งร้านยากไปสักนิด และที่สำคัญวันนี้ฉันโดน บก.
ดุฝากกลับบ้านไปหลายกระบุงโกย ฮ่า

มาเถอะ
ลองมานั่งหาอาหารสมอง หาอาหารกระเพาะกันที่ศึกษิตสยามแห่งนี้เถอะ เชื่อสิ
ยังมีอีกหลายอย่างเลยที่หลายคนเห็นแล้วจะต้องร้อง “ว้าววว”  มาเถอะนะ มาเยือนย่านเก่านี้สักครั้ง
มาเยือนร้านหนังสือศึกษิตสยามสักหน แล้วจะได้อะไรกลับไปให้รู้สึกอิ่มใจไปได้อีกหลายวันแน่นอน

By นางสาว ร็อคกบฏ 

ร้านศึกษิตสยาม
ที่อยู่ : 11​3 ถนนเฟื่องนคร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ไทย
 เบอร์โทรศัพท์ :

เปิดตัวหนังสือ และ E-book คุณย่าติดไลน์ คุณยายติดเฟซ

“วรรณกรรมโลกใสวัยสวยเพื่อคนสูงวัย”กว่าจะเป็น
คุณย่าติดไลน์ คุณยายติดเฟซ  โดย ชมัยภร  แสงกระจ่าง 
สุวรรณา เกรียงไกรเพ็ชร์  นรีภพ
สวัสดิรักษ์  ดำเนินรายการโดย จรูญพร
ปรปักษ์ประลัย


จรูญพร : ทำไมถึงหยิบเรื่องของเทคโนโลยี ทั้งเฟซบุ๊กและไลน์ หรือสื่อออนไลน์อื่น ๆ
มาเป็นประเด็นของนวนิยายเล่มนี้

ชมัยภร : เราเป็นคนที่เล่นไลน์ เล่นเฟซ ทีหลังอาจารย์สุวรรณา
เกรียงไกรเพ็ชร์ อาจารย์จะเทคโนโลยีก้าวหน้ามาก
ตอนที่อาจารย์เขียนอีเมลมาหาสมัยที่อาจารย์อยู่ญี่ปุ่น มีความรู้สึกไม่สบายใจเลย
อ่านแล้วมันรู้สึกไม่เหมือนจดหมาย มันไม่ใช่จดหมาย เราจะไปเก็บมันไว้ที่ไหน
เราจะทำอย่างไรให้มันออกมาเป็นสัญลักษณ์ว่ามันมาจากอาจารย์มาถึงเราได้
รู้สึกหงุดหงิดมากว่า อ่านไปก็ ฉบับนี้มันสั้นไปนะ เราคิดแบบนั้น
แต่ว่าหลังจากที่เทคโนโลยีทั้งหลายมันก้าวเข้ามาจนติดตัวเรา เราไม่มีทางเลือก
เราก็บอกลูกว่า เราจะเริ่มแล้วนะ ทุกคนก็มาช่วยกัน ใช้คอมพิวเตอร์ครั้งแรก
ลูกต้องคอยฟังเสียงแม่ตลอดเวลา เพราะว่าจะมีเสียงเรียกโวยวายว่า “ช่วยด้วย ๆ
ไปไหนหมดแล้ว” มีอยู่ครั้งหนึ่ง ทำไป
9 หน้า
แล้วก็ปิดพร้อม ๆ กับบันทึก (
save)
แล้วมันก็หายวับไปเลย เพราะมันปิดไปด้วย มันก็เลยไม่บันทึก ก็ตะโกนเรียกลูก
“ช่วยด้วย ๆ เร็ว ๆ มันหายไปหมดเลย” ลูกชายก็ทำเสียงเย็นๆว่า “แบ็ค ๆ”
จะทำได้ยังไง ก็บอกไปว่า แม่ไม่รู้ แม่ทำพร้อมกันหมดเลย ลูกก็บอกว่า “ไม่ยาก ๆ
เขียนใหม่เลย เพิ่งทำไม่ใช่เหรอแม่ ก็ทำใหม่เลย เร็วกว่าไปหาอีก” เราก็เรียนรู้ว่า
การใช้คอมพิวเตอร์ต้องพึ่งตนเอง เราอย่าไปพึ่งคนอื่นมาก
วิธีที่ดีที่สุดก็คือไปหาคนที่ไม่ใช่ลูก คือเวลาเราใช้เครื่องแล้วมีปัญหา
เราจะโทรไปหาน้องที่เป็นนักเขียน น้องเขาก็จะเกรงใจเรามาก เขาก็จะบอกว่า
อาจารย์กดตรงนี้นะ  ตรงนั้นนะ
ก็สำเร็จอยู่หลายครั้ง จนเราต้องบอกเขาว่า ขอโทษนะที่รบกวนบ่อยๆ จริง ๆ ลูกก็รู้
แต่ลูกสอนแม่ไม่ได้ น้องนักเขียนตอบว่า ไม่เป็นไรครับผมเข้าใจดี
เพราะว่าผมก็สอนแม่ผมไม่ได้ ของแบบนี้มันเข้ามาตลอดเวลา
แล้วจะไม่ให้เขียนได้อย่างไร ชมัยภรได้ชื่อว่าอะไรที่อยู่รอบตัวก็เขียน
อะไรที่อยู่ใกล้ตัวก็เขียน หมู หมา กา ไก่ ที่บ้าน ก็ไปเป็นตัวละครไปตาม ๆ กัน
เพราะฉะนั้นแค่เรื่องออนไลน์ที่เราทำได้บ้างไม่ได้บ้างทำไมเราจะไม่เป็น
เกมก็เข้าไปอยู่ตั้งแต่เรื่องในเวิ้งฟ้าอันไพศาล ก็เอาของพวกนี้มารวมกันไว้
แล้วมีความรู้สึกว่ามันกำลังเป็นปัญหา แต่ตอนนั้นยังไม่ได้คิดจะเขียน
วันที่คิดจะเขียนคือวันที่ขึ้นพูดบนเวทีกับน้องคนหนึ่ง คือเขามีลูกเล็ก
ลูกเขาอยู่ชั้น ป.
1 ป.2 เขาบอกว่า “พี่หนูมีความรู้สึกว่า แม่ของหนูตอนนี้เขารักหลานน้อยลง
เขาสนใจหลานน้อยลง เพราะเขามีไอแผ็ด” พอเขาพูดเราก็จับประเด็นได้เลยว่า
มันคือสิ่งที่มันเกิดขึ้นจริง ๆ  และเมื่อมันเกิดขึ้น
เราถามตัวเราเองว่า คุณย่าคุณยายที่เล่นเกมเขาจะกลับมาไหม เราจะปลุกอย่างไรให้ประเด็นนี้มันเกิดขึ้นมาได้
พอมีเรื่องที่เราเอามาเข้าประเด็นได้เราก็เปิดเรื่องได้ วิธีการผูกเรื่อง
ให้มีเด็ก ให้มีลูกชายอะไรแบบนี้ก็เป็นวิธีที่ทำอยู่เป็นประจำ เรื่องคุณย่าติดไลน์
คุณยายติดเฟซ  ตอนที่ลงสกุลไทยมันยับเยินซึ่งคุณนรีภพอาจไม่เห็น
เพราะมันถูกเกลาไปแล้วด้วยฝีมือลูก มันจะมีอะไรที่ตก ๆ หล่น ๆ เขาก็จะเกลาให้
เพราะฉะนั้นที่เห็นรวมเล่มก็จะเรียบร้อยขึ้นมาก ส่วนที่เป็นองค์ประกอบรายละเอียด
ก็จะเป็นหน้าที่ของบรรณาธิการ อ.สุวรรณา เกรียงไกรเพ็ชร์  ขอเรียกว่าเป็นบรรณาธิการส่วนตัว คุณนรีภพ สวัสดิรักษ์
จะเป็นบรรณาธิการจริง ๆ หมายถึงว่าเป็นบรรณาธิการที่อ่านตอนลงสกุลไทย แต่ว่า
อ.สุวรรณานี่อ่านตลอดชีวิต คือมีเรื่องอะไร อ. ก็จะอ่านทะลุหมด
เพราะว่าได้อ่านต้นฉบับก่อนด้วยในบางเรื่อง แต่คุณย่าติดไลน์ คุณยายติดเฟซ อ.
ได้อ่านจากสกุลไทย

จรูญพร : คุณนรีภพในฐานะที่เป็นบรรณาธิการ หลังจากที่ได้อ่านคุณย่าติดไลน์
คุณยายติดเฟซแล้วเป็นอย่างไรบ้าง

นรีภพ : ในส่วนของวรรณกรรมคนสูงวัยของคุณชมัยภร
ที่เริ่มตั้งแต่ อาม่าบนคอนโด มาจน สุภาพบุรุษสุดลำบากส์ส์ส์ จนมาถึงคุณย่าติดไลน์
 คุณยายติดเฟซ
ก่อนอื่นจะขอพูดถึงคุณย่าติดไลน์  คุณยายติดเฟซ
ที่เริ่มลงเมื่อปี
2557 ช่วงนั้นกระแสของโลกโซเชี่ยลกำลังเริ่มแรงมาก
ก็คุยกับคุณชมัยภรว่า
เดี๋ยวนี้กระแสของโลกโซเชี่ยลกับคอมพิวเตอร์เริ่มมีคนใช้กันมาก
ตั้งแต่เด็กไปจนถึงคน
70 80 เราน่าจะมีนวนิยายเกี่ยวกับทำนองนี้
ก็เกริ่น ๆ ไว้กับคุณชมัยภร แล้วหลังจากนั้นไม่นาน คุณชมัยภรก็โทรมาบอกว่า
คิดได้แล้วว่าจะเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ คิดชื่อเรื่องได้แล้ว เรื่องคุณย่าติดไลน์
คุณยายติดเฟซ  ก็เล่าให้กองบรรณาธิการฟัง
ทุกคนก็กรี๊ดกันใหญ่ ชื่อเรื่องคือโดนใจมาก หลังจากนั้นไม่นานเราก็ได้รับต้นฉบับ
ซึ่งคุณชมัยภรส่วนใหญ่จะส่งมาทีละ
4 ตอน อ่านตอนแรกทีละ
4-5 ตอน เราอาจจะไม่เห็นอะไรมาก
พอมาอ่านตอนรวมเล่มอีกครั้ง  คุณย่าติดไลน์คุณยายติดเฟซ
ให้หลายอารมณ์กับเรามาก ให้ภาพหลายภาพ
อย่างแรกก็คือกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของคนแต่ละวัย 
โดยเฉพาะเรื่องที่ว่าเราจะดูแลคนสูงวัยที่อยู่ร่วมกับเราอย่างไร
ตัวเอกของเรื่องนี้คือคุณย่าเทวีที่มีหลานสาวชื่อน้ำอุ่น เด็กวัย
9 ขวบ อยู่ ป.3 แล้วก็มีตัวเชื่อมอีกคนหนึ่งก็คือพี่สมศักดิ์เป็นผู้ที่มาดูแลคุณย่า
เป็นผู้ที่ทำให้มีสีสันของเรื่อง
ขณะเดียวกันพี่สมศักดิ์ก็เป็นตัวที่มาประสานเรื่องราวต่าง ๆ ระหว่างคุณย่ากับคุณพ่อของน้ำอุ่น
เรื่องราวที่ผูกไว้คือคุณย่ามาอยู่ที่บ้านของน้ำอุ่น เพราะว่าคุณปู่เสีย
คุณพ่อของน้ำอุ่นก็กลัวคุณย่าจะเหงาเลยซื้อไอแผ็ดให้
คุณย่าก็เริ่มที่จะเล่นไอแผ็ดโดยมีหลานน้ำอุ่นมาช่วย ตรงนี้เป็นจุด ๆ หนึ่งที่เรามองเห็นว่า
คุณพ่อเขาฉลาด เพราะแทนที่เขาจะมาสอนเอง แต่เขาให้เด็ก
9 ขวบเข้ามาแทนเพื่อให้คนสองวัยได้เชื่อความสัมพันธ์กันแล้วก็เกิดกระบวนการเรียนรู้กันและกัน

จรูญพร : อ.สุวรรณาในฐานะที่เป็นบรรณาธิการส่วนตัวตามที่คุณชมัยภรบอก
จากที่คุณชมัยภรเขียนเรื่องคนสูงวัยมา อ. เห็นอะไรบ้างในงานเขียนของคุณชมัยภรเกี่ยวกับเรื่องนี้

อ.สุวรรณา : คุณชมัยภรเขียนนิยาย
จะมีนวนิยายเยาวชนอยู่หลายเรื่อง ซึ่งนวนิยายเยาวชนจะเป็นบุคลิกของคุณชมัยภรมาตลอด
เพราะว่าคุณชมัยภรจะเป็นนักเขียนที่เขียนระดับเดียวกับสายตาผู้อ่าน
คือไม่ได้มองขึ้นไปสูงส่ง อุดมการณ์ล้ำเลิศเหมือนหนังสือระดับโลก
และขณะเดียวกันก็ไม่ได้มองลงมาที่ผู้คนทุกข์ยากชนิดที่ชีวิตรันทดมาก
แต่ว่ามองในสายตาระดับคนทั่ว ๆ ไป
เพราะฉะนั้นเรื่องของคุณชมัยภรจึงเป็นเรื่องของครอบครัว เรื่องของผู้คนมันก็จะมองเห็นผู้คนทั้งหลายรอบ
ๆ ตัว พอมาเป็นนวนิยายเยาวชนมันก็เข้ามาอยู่กับตัวละครแล้ว คือสองรุ่นจริง ๆ
ตัวละครรุ่นกลางมักจะเป็นตัวเชื่อมบท เสริมบทตรงกลาง
เมื่อก่อนคุณชมัยภรเขียนตัวละครเด็กได้ค่อนข้างเป็นเด็ก
มาตอนหลังตัวละครเด็กของคุณชมัยภรจะฝืนวัยขึ้น
คือจะบอกว่าตัวละครเด็กมีสถานภาพเป็นผู้เล่าเรื่องมีความสำคัญมาก
เพราะว่าคุณชมัยภรจะติดใจกับตัวละครที่เป็นเด็กกับคนแก่มานาน
เรื่องของตัวละครเป็นเรื่องที่น่าสนใจ
ลองย้อนกลับไปดูตัวละครที่มีชีวิตชีวาที่สุดของคุณชมัยภรคือเด็ก
ซึ่งเมื่อก่อนเขียนได้เป็นเด็กจริง ๆ
แต่เดี๋ยวนี้ตัวละครเด็กจะมีความเป็นผู้ใหญ่ชนิดที่เขาเรียกว่า แก่แดด ซึ่งนั่นจริง
ๆ คือตัวคุณชมัยภร คือตัวละครที่เล่านั่นคือตัวผู้เขียน จริง ๆ แล้วเรื่องในระยะหลังที่เป็นตัวละครเด็กของคุณชมัยภรก็คือตัวคุณชมัยภร
อย่างเช่นตัวแงซาย จากสุภาพบุรุษสุดลำบากส์ส์ส์
จะพบว่าตัวแงซายไม่ค่อยลงไปในอารมณ์จริง ๆเหมือนน้ำอุ่น
เพราะว่าน้ำอุ่นมีความเป็นธรรมชาติของเด็กผู้หญิงในอดีตส่วนหนึ่งของคุณชมัยภร
รวมไปถึงบาทของคุณย่า ของแม่ ที่รวมอยู่ในตัวของน้ำอุ่นเยอะ
ตัวละครเด็กของคุณชมัยภรเป็นตัวละครของผู้เล่า เพราะฉะนั้นความเป็นนวนิยายเยาวชนจะค่อนข้างชัดเจน
แต่ไม่ได้แปลว่าเวลาที่เขียนนวนิยายเยาวชน จะต้องเอาตัวละครเด็กมาเล่า
มันออกมาเองที่ผู้เขียนมีความสนใจตัวละครเด็กมานาน
ตัวละครโชคจากอาม่าบนคอนโดนี่น่าสนใจมาก เป็นตัวละครเด็กผู้ชายที่สมบูรณ์แบบมาก
มันทำให้คุณย่าติดไลน์ คุณยายติดเฟซ ไม่ไปทาบหรือไม่ไปลอกเลียนแบบของเรื่องอื่น ๆ ที่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับคนแก่
เรื่องของครอบครัว โชคน่าสนใจตรงที่เป็นวัยรุ่นจริง ๆ
มีความประพฤติที่มีความขัดแย้งสูงมาก
ซึ่งความขัดแย้งแบบอาม่าบนคอนโดมันทำให้สะท้อนสังคมไปอีกแบบหนึ่ง แต่คุณย่าติดไลน์
คุณยายติดเฟซ จะเป็นความขัดแย้งแบนิ่ม ๆ ระหว่างเด็กผู้หญิงกับคุณย่า แม้ว่าจะมีตัวละครอีกคู่หนึ่งคือคุณตากับเรียว
ก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์เด่นชัด
เพราะว่าคุณตาไปทำอุบัติเหตุให้เกิดขึ้นแก่ชีวิตของเรียว
ก็เลยต้องรับเรียวมาเลี้ยงก็เป็นความสัมพันธ์ในฐานะอุปถัมภ์ คุณชมัยภรไม่เคยอุปถัมภ์ใครแบบนั้น
เพราะฉะนั้นถ้ามองว่านักเขียนเขียนจากเรื่องรอบตัวหรือเปล่าก็อาจจะมีส่วน
แต่ก็ไม่ใช่นักเขียนเขาจะมีตาอีกดวงหนึ่งซึ่งเขาจะมองเห็นอะไรบางอย่างที่ถึงแม้ไม่ได้เกิดกับเขาหรือเขาไม่ได้ทำ
เขาก็สามารถจะรับเอาสิ่งเหล่านั้นจากรอบข้างมาได้
แต่เผอิญในเรื่องนี้คุณตากับเรียวไม่ใช่ตัวเอกเพียงแต่เป็นตัวเชื่อมบาทอีกอย่างก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์เด่นชัด
งานเขียนของคุณชมัยภรจนมาถึงคุณย่าติดไลน์ คุณยายติดเฟซ เป็นเรื่องที่มีพัฒนาการ
ไม่ใช่แค่นวนิยายเยาวชนชุด
หรือนวนิยายเยาวชนที่ผู้เขียนเขียนแบบนิทานอีสปที่รู้ชัดเจนว่าจะลงกรอบเรื่องอย่างไร
มันมีปมขัดแย้งข้างในของตัวเอง มีลีลา มีตัวละครที่ต่างออกไป ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งที่เป็นตัวแกนของเรื่อง
พล็อตเรื่องที่เกี่ยวกับครอบครัว เรื่องของคนต่างวัย หรือเป็นเรื่องของตัวละคร
งานเขียนของคุณชมัยภรมีพัฒนาการ เรื่องของไอทีที่เข้ามามันเป็นกลไกที่ทำให้เดินเรื่อง
แต่จริง ๆ แล้วปมขัดแย้งมันก็คือเรื่องความสัมพันธ์ของครอบครัว
ซึ่งในเรื่องนี้อาจจะดูอ่อนโยนหน่อย แต่ก็ไม่ขาดสีสัน

จรูญพร : นอกจากประเด็นที่ทั้งสามท่านกล่าวมายังมีอีกประเด็นหนึ่งที่เป็นภาวะสังคม
คือประเด็นสังคมผู้สูงอายุ เมื่อมีผู้สูงอายุในจำนวนมาก
เรื่องราวหรือการเขียนที่มีผู้สูงอายุจำเป็นไหมที่ต้องมีเยอะขึ้น
เพื่อที่จะทำให้เกิดความเข้าอกเข้าใจในคนที่เป็นผู้สูงอายุ
และการอยู่ร่วมกับผู้สูงอายุในภาวะที่สังคมเปลี่ยนไป

ชมัยภร : มันจะมีเยอะหรือไม่มีเยอะก็ได้
มันเป็นไปตามธรรมชาติ ทุกวันนี้เวลาไปไหนมาไหน จะเห็นคนแก่ที่จูงมือกันไปกินข้าว
หรือว่าเป็นพี่น้องกัน หรือเป็นคู่สามีภรรยากัน
เรารู้เลยว่าสังคมเต็มไปด้วยคนสูงอายุ 
มันไม่ใช่ว่าเราจะเขียนแล้วให้ไปตรงกับคนสูงอายุ
แต่คนสูงอายุเหล่านี้เขาไม่ใช่แค่เดินไปกินข้าว แต่เขาต้องทำอะไรในชีวิตด้วย
เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายที่เป็นผู้สูงวัยถึงเวลาแล้วที่ต้องถ่ายทอดประสบการณ์
ถ่ายทอดเพื่อคลี่คลายตัวเอง และในขณะเดียวกันก็คลี่คลายคนอื่นด้วย เราจะบอกหลาย ๆ คนเวลาที่ไปอบรมงานเขียนว่า
เราอยากให้เขาเล่าประสบการณ์ ยิ่งสูงอายุมาก ๆ ประสบการณ์ชีวิตมันต้องเข้มข้น
แต่หลายคนก็จะมองว่าเราไม่เห็นมีประสบการณ์อะไรเลย เวลาไปอบรมก็จะกระตุ้น จะถาม
ถามไปถามปรากฏว่าแต่ละคนไม่เหมือนกันเลย และมีแบบชนิดที่เรียกว่า
เราเป็นผู้ที่ได้ยินอย่างเดียวเราเขียนไม่ได้ เขาต้องเขียนเอง
ถ้าเขาเขียนเองมันก็จะทำให้เขารู้สึกดี แต่มีวิธีเล่าหน่อย
ทำอย่างไรให้เขาเล่าแล้วมันน่าสนใจ และมันเป็นประโยชน์ต่อตัวเขาเองเป็นอันดับแรก
และเป็นประโยชน์ต้อสังคมเป็นอันดับสอง แค่ได้สื่อสารออกไปมันก็มีความหมายแล้ว
กรณีที่มีคนสูงอายุมากขึ้นมองว่างานเขียนก็น่าจะไปช่วยคนสูงอายุเหล่านั้นในด้านใดด้านหนึ่งเท่าที่จะช่วยได้
ไม่ได้หมายความว่าเขาจะต้องมานั่งอ่านหนังสือ เพราะคนแก่ทั้งหลายตาจะเริ่มมีปัญหา
จะให้มาอ่านหนังสือนานๆ หรืออ่านหนังสือตอนกลางคืนก็มองไม่เห็นแล้ว
แต่เขายังมีปะสบการณ์ที่ยังอยู่ และประสบการณ์เหล่านั้นเหมาะที่จะถ่ายทอด
เหมาะที่จะเล่า การเล่าของผู้มีประสบการณ์ไม่ไ

ด้แปลว่าตัวเขาต้องเป็นคนเล่าเองตลอด
เขาอาจจะเป็นเพียงแค่กระตุ้นข้าง ๆ ลูกหลาน หรือคนหนุ่มสาวเป็นคนเขียนก็ยังได้
เพราะฉะนั้นมันมีหลายกลวิธีที่เราจะนำเสนอสิ่งเหล่านี้ออกมาในสังคมคนสูงวัย


จรูญพร : คุณย่าติดไลน์ คุณยายติดเฟซ ในความตั้งใจแรก ตั้งใจจะเขียนให้ใครอ่าน

ชมัยภร : ตั้งใจเขียนให้คนในสังคมออนไลน์ จริง ๆ คือทุกคน
จะบอกว่าให้คนแก่อ่านก็ไม่แน่ใจว่าคนแก่อ่านแล้วจะมีความสุข
แต่ที่รู้แน่คือถ้าเราอ่านผ่านคนแก่คือคุณย่าจะไม่สนุก
อาม่าบนคอนโดตอนที่เลือกเล่าผ่านโชค ก็เลือกนานเพราะว่าถ้าเราเลือกไปเล่าผ่านคนแก่
มันก็คงแห้งแล้งสำหรับคนอ่าน เราก็ถามตัวเองว่าถ้าเราจะเขียนเรื่องอาม่าเฉย ๆ มันก็คือการเล่าเรื่องคนแก่ที่ไม่สบาย
แต่ถ้าเล่าเรื่องแค่คนแก่ไม่สบายมันก็เป็นสารคดี ถ้าเล่าผ่านโชคที่เป็นวัยรุ่น
เรารู้สึกเลยว่ามันมีชีวิตชีวา
ในขณะเดียวกันก็ต้องดูเรื่องก่อนหน้านั้นว่าเราเล่าผ่านใคร
ถ้ามันใกล้กันมากตัวละครมันจะไปสวมกันโดยอัตโนมัติ
เพราะก่อนหน้านั้นคือคุณยายหวานซ่าส์ที่ตัวละครเป็นวัยรุ่นผู้หญิง
พอมาเป็นอาม่าบนคอนโดก็เลยเป็นโชค จริง ๆ อยากเล่าเรื่องคนแก่นั่นแหละ
แต่เล่าผ่านตัวละครเด็ก เพื่อให้มันมีชีวิตชีวา มีสีสัน มันเป็นความหวัง
เล่าผ่านคนแก่มันไม่เป็นความหวัง  ถ้าเราจะเขียนให้มันเป็นวรรณกรรมที่มีกำลังใจมันต้องมีเด็ก
คุณปู่คุณย่าทั้งหลายของเราเลยต้องมีกำลังใจเป็นเด็ก

จรูญพร : หลังจากลงในนิตยสารสกุลไทยกระแสตอบรับจากผู้อ่านเป็นอย่างไรบ้าง

นรีภพ : ตอนที่ลงไปได้สักระยะ
นักเขียนจะตอบจดหมายผู้อ่าน โดยจะมีเสียงมาจากอีเมลมาบ้าง โทรศัพท์มาบ้าง
จดหมายมาบ้างว่า คุณชมัยภรเขียนเรื่องทันสมัยมาก และเรื่องนี้ให้อะไรหลาย ๆ อย่างกับเขา
แต่เสียงส่วนใหญ่บอกว่าสนุกมาก เขียนเรื่องได้เข้ากับยุคสมัยมาก คุณย่าติดไลน์
คุณยายติดเฟซ เราจะเห็นภาพ ภาพทั้งกระบวนการที่เราจะอยู่ร่วมกับคนสูงวัยอย่างไร
เห็นภาพของการเลี้ยงดูบุตรหลาน
เห็นภาพของการอยู่ในโลกโซเชี่ยลว่าเราควรจะอยู่อย่างไร อยู่ในโลกของความเป็นจริงอย่างไร
อยู่ในโลกของอินเตอร์เน็ตอย่างไร ใช้อย่างไร อยู่อย่างมั่นคงอย่างไร
ก็มีเสียงสะท้อนมาว่าเราได้อะไรจากเรื่องนี้บ้าง เรื่องของโซเชี่ยลก็เป็นกลไกที่สนุก
เป็นกลไกที่สอนว่าเราจะอยู่อย่างไร ใช้อย่างไร

 

 

 

จรูญพร : อย่างที่ อ. สุวรรณาบอกว่าทุกตัวละครมีความเป็นคุณชมัยภรอยู่ในนั้น
คือเป็นเรื่องปกติของการเล่าเรื่องใช่ไหม

อ.สุวรรณา : ตัวละครจะมีตัวคนเขียนไปแขวนไว้อยู่เสมอแล้วแต่ในช่วงของเหตุการณ์หรือบุคลิกนั้น
ๆ แต่เมื่อสักครู่ที่บอกไปนั้นคือผู้เล่า
เพราะผู้เล่าคือเสียงสำคัญที่เป็นเสียงพื้นฐาน ถ้าใครได้อ่านงานของคุณชมัยภร
ให้ลองหาตัวละครที่เขาไม่ตั้งใจจะเขียน 
เขาจะใส่ทุกอย่างแต่มัน เหมือนทำยำใหญ่ มีทุกอย่างอยู่ในนั้นแล้วมันอร่อย
ก็ประหลาดดี มันอะไรก็ได้ไม่ต้องเป็นตัวตามประเพณีพิธีกรรม
ตัวพี่สมศักดิ์เป็นตัวละครที่คนสมัยนี้เขาเรียกว่า ขโมยซีน คือเข้ามาอยู่ในทุกวาระ
ทุกโอกาส แล้วก็จะเป็นตัวที่คอยพลิกเรื่อง เป็นตัวที่ตบเรื่อง เข้ามาตลอด
ซึ่งเป็นความสามารถของคนเขียน ว่าจะสอดใส่เข้าไปตรงไหน สิ่งที่ทำให้นวนิยายมีชีวิตชีวาก็คือตัวละคร
บรรดาปมขัดแย้งอะไรพวกนั้นมันคาบลอยกันมาทั้งนั้น  เพราะฉะนั้นนวนิยายแต่ละเรื่องที่มันต่างกันก็คือตัวละครและพฤติกรรม

                ในฐานะที่เป็นคนรักการอ่านนวนิยายและเรื่องสั้นมาก
อยากบอกว่าอย่าอ่านแล้วพยายามแยกมันออกมาว่า ตรงนั้นเป็นอย่างนี้ ตรงนี้เป็นอย่างนั้น
มันรวมกันอยู่ทั้งหมดเหมือนชีวิตเราปกติ มันแทรกซึมไปอยู่เรื่อย ๆ
ก็เหมือนชีวิตในนิยาย

                การเปิดตัวหนังสือ                  คุณย่าติดไลน์ คุณยายติดเฟซ
ก็มีความรู้สึกยินดีมาก เพราะว่ามันแสดงถึงคุณภาพของผู้เขียน
ว่าเขายังรักษาคุณภาพในการที่จะมองชีวิต แล้วก็เสนอชีวิตออกอย่างที่เขาบอกว่ามันเป็นประสบการณ์
สิ่งที่เขาสะท้อนออกมาเหมือนตามประกาศเกียรติคุณศิลปินแห่งชาติที่บอกว่า
การมองโลกในแง่ดี การมองโลกในแง่มีความหวัง เป็นสิ่งสำคัญของงานคุณชมัยภร
ซึ่งก็อยากให้สิ่งนี้มันปรากฏ มันไม่ใช่ว่ามองโลกในแง่ดีเลิศ แต่ว่าให้มองโลกว่ามันคือธรรมชาติ
นี่มันคือสิ่งที่ชีวิตเราต้องเรียนรู้ คือการมีทัศนคติต่อชีวิต
มีแง่ที่ดีต่อผู้อื่น
มันก็เป็นสิ่งที่ผู้เขียนหรือเรื่องที่เราอ่านควรจะนำเสนอออกมาได้
แต่ไม่ใช่ว่าไม่พูดในแง่ที่มันเป็นความจริง ความจริง ความงาม
และความดีมันอยู่ด้วยกันตลอดเวลา มันไม่ได้แยกจากกัน สิ่งไหนที่เป็นเรื่องจริง
และเป็นเรื่องที่งาม มันก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่อยากจะฝากไว้ในโลกของหนังสือก็คือ
เราไม่จำเป็นที่จะต้องเขียนหนังสือที่มีแต่ความสุขของชีวิต
หรือว่าเขียนหนังสือที่มีเสียงหัวเราะความรื่นรมย์ตลอด สิ่งเหล่านี้มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต
นวนิยายเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้เราเห็นว่าชีวิตมันมาแล้วก็ผ่านไป
ก็ขอบคุณคุณชมัยภร ขอบคุณคุณนรีภพไว้ในที่นี้ด้วย ที่ขอบคุณก็เพราะว่าเรามีหนังสือดี
ๆ ให้อ่าน ขอบคุณโลกของหนังสือ แล้วก็ขอบคุณคนอ่าน

บทสัมภาษณ์ ชมัยภร แสงกระจ่าง จาก Mix Magazine

อาจไม่ใช่เรื่องยากหากใครสักคนจะสร้างสรรค์วรรณกรรมออกมาสักชิ้นหนึ่ง แต่คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะยืนอยู่บนเส้นทางนี้ไปตลอด หากไม่สามารถสร้างมาตรฐานผลงานให้สม่ำเสมอได้ก็แทบไม่มีความหมายอะไร และถ้านักเขียนเปรียบเสมือนนักวิ่งมาราธอน คุณชมัยภร แสงกระจ่าง ก็คงเป็นนักวิ่งระยะยาวผู้อดทนพิสูจน์ให้เห็นด้วยผลงานผ่านกาลเวลาต่อเนื่องหลายสิบปี

มีทั้งเรื่องสั้น นวนิยายบทวิจารณ์บทกวี สารคดี ฯลฯ ซึ่งเป็นที่มาของนามปากกาอันหลากหลาย อาทิ ชมจันทร์, นศินีวิทูธีรศานต์, ไพลิน รุ้งรัตน์, บัวแพน, นันทพิสัย แสนดาว,ชมัยภร แสงกระจ่าง และนี่เองคืออีกหนึ่งเหตุผลว่าทำไม รางวัลศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี พ.ศ.2557 สมควรเป็นของท่าน



คุณชมัยภรเกิดที่ตำบลท่าช้าง อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี โดยมีคุณแม่เป็นครูประชาบาล ส่วนคุณพ่อเคยเป็นครูประชาบาลเหมือนกัน แต่ภายหลังตัดสินใจลาออกมาเพื่อทำสวน เมื่อเทียบกับชาวบ้านในสมัยนั้นท่านทั้งสองท่านจึงถือว่ามีการศึกษาในหมู่บ้านพอสมควร



“คุณพ่อกับคุณแม่เป็นคนชอบอ่านหนังสือ ที่บ้านจึงมีหนังสืออยู่เยอะ เช่นนิยาย สารคดีบทความ บทกวี พอดิฉันอายุ 11-12 ปี ก็เริ่มอ่านหนังสือในบ้านทั้งหมด มันเหมือนกับว่าตัวหนังสือที่อ่านนั้นฝังอยู่ข้างในตัวตลอด เหตุการณ์ที่ทำให้ดิฉันชอบเรื่องของอักษร และบทกวี บางส่วนได้รับอิทธิพลมาจากคุณพ่อแต่ท่านอาจไม่รู้ตัว โดยปกติท่านชอบทำสวนพอตกเย็นมาก็ดื่มเหล้า หลังจากดื่มเหล้าเมื่อเห็นลูกสาว 3 คน ท่านก็นึกครึ้มท่องบทกลอนของสุนทรภู่ให้ลูกฟัง ‘ผู้ใดเกิดเป็นสตรีอันมีศักดิ์ บำรุงกายไว้ให้เป็นผล สงวนงามตามระบอบให้ชอบกล  จึงจะพ้นภัยพาลการนินทา เป็นสาวแซ่แร่รวยสวยสะอาด ก็หมายมาดเหมือนมณีอันมีค่า แม้แตกร้าวรานร่อยถอยราคา จะพลอยพาหอมหายจากกายนาง’ เท่าที่จำได้ยังมีอีกบทนึงที่ชอบมากคือ ‘ครืนครืนใช่ฟ้าร้อง เรียมครวญ หึ่งหึ่งใช่ลมหวน พี่ไห้ ฝนตกใช่ฝนนวล พี่ทอดใจนา ร้อนใช่ร้อนไฟไหม้ พี่ร้อนรนกาม’  พอฟังจบก็ชอบมากแล้วประหลาดใจว่าคุณพ่อมีอะไรแบบนี้ด้วยเหรอ

“ปกติที่บ้านจะรับหนังสือสัปดาห์วิจารณ์เป็นหนังสือประจำบ้าน เราก็ได้อ่านหนังสือพวกนี้เยอะ เวลาไปโรงเรียนก็ไปตะลุยอ่านหนังสือในห้องสมุดจนไม่เหลือ เรียกว่าเป็นนักอ่านตัวยงตั้งแต่สมัยนั้นเลยค่ะ นักเขียนในยุคนั้น
ที่ถือว่าอยู่ในดวงใจเลยคือ คุณสุนทร บุนนาค ท่านใช้ภาษาไพเราะมาก มีนิยายอยู่เรื่องหนึ่งที่ท่านเขียน ตัวละครเป็นนางเอกบอบบาง แล้วมีคุณยายเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็คิดไปเองว่าเหมือนตัวดิฉันทุกประการเลย ขาดไปเพียงข้อเดียวคือ นางเอกต้องไปเรียนคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อเป็นแบบนี้เลยถามคุณพ่อว่า อยากไปเรียนจุฬาฯ ท่านก็ขำออกมาแล้วบอกว่า ไปเรียนตัดเสื้อผ้าดีกว่าไหม ตรงนี้เองที่เป็นแรงผลักดันให้อยากเข้าเรียนที่นั่นเพื่อจะได้เหมือนกับตัวละคร

“เมื่อเรียนอยู่ชั้น มศ. 3 มีหนังสือชัยพฤกษ์ที่คุณพ่อรับประจำอยู่แล้ว ด้วยความที่อ่านเยอะแล้วอยากเขียนมากดิฉันก็ลองเขียนเรื่องส่งไป เป็นเรื่องราวง่ายๆ เกี่ยวกับเพื่อนที่อยู่ในโรงเรียน ปรากฏว่าได้รับการตีพิมพ์ก็ดีใจมาก เพราะว่าเป็นเรื่องสั้นเรื่องแรกของตัวเอง หลังจากนั้นพอคิดอะไรได้ก็เขียนเก็บเอาไว้ตลอดเลย 


“ดิฉันเริ่มเข้าใกล้สิ่งที่ฝันไว้คือการเดินตามชีวิตของตัวละคร เริ่มจากสอบเข้าได้ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เวลานั้นก็อ่านหนังสือในโรงเรียนอย่างสนุกสนาน เพราะเป็นห้องสมุดใหญ่มาก พออ่านหนังสือเยอะๆ มันก็เกิดความหลากหลายทั้งในเรื่องของวิชาการ และวรรณกรรม ด้วยความมุ่งมั่นดิฉันก็สอบเข้าได้ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เหมือนที่ตั้งใจเอาไว้ได้สำเร็จ อยู่ที่นั่นก็เริ่มเขียนกลอนทุกวัน อย่างน้อยวันละหนึ่งบท อยากบอกว่ากลอนมันคือพื้นฐานที่ดีมากของการเขียนหนังสือ เพราะว่ามันต้องอยู่ในสัมผัส เราต้องเลือกคำที่อยู่ในหัวของเราออกมาใช้ ถ้าเราอ่านน้อย คำที่มีให้เลือกใช้มันก็น้อย เพราะฉะนั้นจึงต้องหมั่นฝึกซ้อมเรื่องเหล่านี้เป็นประจำ 

“แต่ช่วงที่เรียนอยู่ตรงนั้นมันไม่ได้สวยหรูทั้งหมด เพราะมีการเรียนที่หนักมากถึงวันละ 8 ชั่วโมง คือเรียนตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น ความใฝ่ฝันว่าเราจะเป็นนิสิตมหาวิทยาลัยที่มีเวลาว่างก็จบลง แล้วอาจารย์จะให้เรียนแต่ตำราโบราณ ดิฉันก็คิดว่าทำไมให้ของแบบนี้ แล้วต้องอ่านหนังสือเยอะมากจนทำให้มีความรู้สึกว่าไม่น่าอ่านสักนิด” 

เมื่อก้าวเข้าสู่โลกของการทำงานจริง คุณชมัยภร ก็ต้องขอบคุณอาจารย์ที่ถ่ายทอดวิชามาให้เพราะถูกบ่มเพาะพื้นฐานด้านอักษรศาสตร์อย่างหนักหน่วง เมื่อเริ่มทำงานจริงจังจึงเป็นเรื่องไม่ยากเย็นนักที่จะสร้างผลงานคุณภาพ โดยมีผลงานทยอยออกมาสู่สาธารณะชน เช่น เขียนงานวิจารณ์รวมเรื่องสั้นและบทร้อยกรองชุด ความเงียบ ของสุชาติ  สวัสดิ์ศรี  เขียนวิจารณ์ในนิตยสารประชาชาติ เขียนงานเรื่องสั้น และบทกวี ฯลฯ ซึ่งเริ่มเป็นยอมรับในสมัยนั้นแล้ว ไม่นานนักคุณชมัยภรก็มีโอกาสเข้ารับราชการ ที่กองกลางสำนักเลขาฯ คณะรัฐมนตรี  สำนักนายกก็รัฐมนตรี ระหว่างที่ทำงานด้วยความปกติสุข ก็เหมือนโชคไม่เข้าข้างที่เธอต้องโดนคดีที่เกี่ยวกับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซึ่งตัวเองไม่ได้ก่อขึ้น แต่ก็ต้องติดร่างแหไปด้วยเป็นเหตุให้ต้องออกจากราชการ เป็นมรสุมชีวิตทำให้เป็นที่ทุกข์ใจอยู่นานหลายปี

“ตอนนั้นดิฉันเป็นข้าราชการระดับ 7 แล้ว พอเรารู้ว่าเกิดเรื่องขึ้นมันเหมือนการขับรถบนทางเรียบ อยู่ดีๆรถก็พลิกคว่ำตกเหว ถ้าคดีนี้ยาวนาน 26 ปี ดิฉันอยู่ในคดีถึง 23 ปีลองคิดดูว่ามันยาวนานขนาดไหน แต่เมื่อเจอเรื่องร้ายๆถ้าเรามัวแต่คิดลบตลอดเวลาชีวิตเราจะอยู่ไม่ได้ เพื่อนคนหนึ่งจึงพาดิฉันไปฟังธรรมมะกับคุณหมออมรา มลิลา แล้วท่านพูดว่า จงจำไว้นะว่า “อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นกับเรานั้นดีเสมอ” ดิฉันก็ย้อนถามท่านว่าถูกจับดำเนินคดีนี่นะคะ คุณหมอก็บอกว่าใช่ คำนี้มันก็ติดหูมาตลอดเลย 20 กว่าปี

“ถ้าดิฉันไม่เอาตัวเองออกจากตรงนั้น สิ่งดีๆ ในชีวิตมันจะหายไปเลย ก็ลองเอาคำจากที่คุณหมอพูดมามองดูเหตุการณ์ในแต่ละวันว่ามันเกิดอะไรที่ดีบ้าง เช่น เหตุการณ์ยื่นใบเสียภาษี ซึ่งไม่มีการเรียกให้ไปจ่าย พอนานวันเข้าก็เลยต้องเดินไปพบเอง เมื่อถามเจ้าหน้าที่ว่าทำไมไม่มีใบเสียภาษีมาที่บ้าน เขาตอบว่าทำไมไม่มาดูเอง ซึ่งถ้าเป็นเมื่อก่อนจะโกรธมาก ดิฉันก็คิดหามุมดีๆ ว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวดิฉันจะได้มีตัวละครแบบนี้สักตัวหนึ่ง พอคิดได้อย่างนั้นก็อารมณ์ดีขึ้นทันที ในระหว่างที่ต้องคดีก็เหมือนเป็นคนไม่ดีในสายตาคนอื่น มีอยู่ช่วงหนึ่งดิฉันไม่อยากออกงานสังคมเลย สามีก็บอกว่าไปเถอะไม่เห็นเป็นไรเลย ดิฉันบอกว่าเดี๋ยวคนเขาจะนินทาอย่างนั้นอย่างนี้ สามีตอบกลับว่าแล้วเราเป็นหรือเปล่าล่ะ ใช่แล้ว! เรารู้อยู่แก่ใจว่าไม่ได้เป็นแบบที่คนอื่นคิด อยากทำอะไรเราก็ทำไปเลยส่วนคนอื่นก็ไม่ต้องใส่ใจ”

เหมือนพลิกวิกฤตเป็นโอกาส คุณชมัยภรได้ถ่ายทอดความรู้สึกทุกข์ทนแต่มองโลกในแง่ดี นำมาจัดร้อยเรียงเรื่องราวเป็นตัวหนังสือแทน โดยหนังสือเล่มที่ท่านชื่นชอบเป็นพิเศษคือเรื่อง ขวัญสงฆ์ เป็นงานวรรณกรรมที่เขียนเป็นกลอนนิยาย ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากการไปฝึกสมาธิที่สวนโมก 

“เรื่องของขวัญสงฆ์เป็นเด็กกำพร้า ที่ถูกนำไปวางไว้ที่หน้าวัด โดยมีพระท่านเก็บไปเลี้ยงแล้วตั้งชื่อว่าขวัญสงฆ์ ระหว่างที่ขวัญสงฆ์เริ่มโต พระท่านจะสอนเรื่องธรรมะให้กับเด็กคนนี้ตลอด ตอนเขียนเรื่องนี้ดิฉันมีความสุขมาก เพราะมันเป็นส่วนผสมระหว่างความทุกข์ และธรรมะที่ทำให้เข้าใจชีวิตมากขึ้น


“ถ้าคุณมีความทุกข์คุณอ่านขวัญสงฆ์แล้วจะสนุก แต่ถ้าคุณทุกข์จริงๆ แล้วอยากได้คำตอบคุณต้องอ่าน “หยาดน้ำค้างพันปี” ซึ่งเป็นนวนิยายเกี่ยวกับคดีความ เป็นจินตนาการที่ดิฉันเอาอารมณ์ของเราใส่เข้าไป ตัวละครต้องถูกขึ้นศาล หมกมุ่นอยู่กับตัวเองโดยมีการปักคอสติสสีดำ เป็น 10 ปี คือเราเขียนเป็นเชิงสัญลักษณ์ จึงเหมือนเป็นคู่มือการก้าวออกจากความทุกข์ที่น่าสนใจ

“บางคนอาจคิดว่ามีแต่นิยายแนวชีวิตเหรอ แนวหวานโรแมติกก็มีค่ะ เช่น เรื่องจดหมายถึงดวงดาว ซึ่งถูกนำไปทำเป็นละครโทรทัศน์ สาเหตุที่มีนวนิยายรักโรแมนติกได้เพราะเขียนตอนอายุยังน้อย เรื่องนี้ตัวละคร 3 ตัวเป็นผู้หญิง พ่อแม่เสียชีวิตอยู่ได้เพราะเพื่อนบ้านซึ่งเป็นเพื่อนของพ่อมาชวยเลี้ยง คือสถาบันครอบครัวอาจไม่ได้อยู่แค่ญาติเราเท่านั้นยังมีคนอื่นที่มีน้ำใจด้วย

“พอเขียนนิยายแนวนี้ออกไปก็มีคนบอกว่าดิฉันเป็นนักเขียนโลกสวย แต่มันเป็นสิ่งที่เรารู้สึกว่าถ้าเราบ่มสิ่งที่ไม่ดีให้คนอ่านมันจะเป็นไฟร้อนที่ติดตัวเขาไป แล้วการเป็นนักเขียนต้องรับผิดชอบสังคมส่วนหนึ่งด้วย วรรณกรรมจึงเป็นศิลปะแขนงหนึ่งทำหน้าที่แก้ปัญหาในการดูแลจิตใจมนุษย์ มันสามารถเยียวยาบอบช้ำของใจมนุษย์ให้เข้าถึงตัวเองและผู้อื่นมากขึ้น สิ่งที่ดิฉันทำต่อไปคือเชื่อมั่นมากว่างานของเราไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อทุกคน 

“ดิฉันจึงเป็นห่วงสังคมปัจจุบัน เพราะคนรุ่นใหม่เกิดขึ้นมาจากสังคมที่บางครั้งฉาบฉวย เขารู้สึกว่าความไม่ดีผ่านเข้าไปเร็ว จนไม่มีเวลามาหาสาเหตุว่าเกิดจากอะไร ลองดูการทะเลาะกันในข่าวมีการฆ่ากันตาย บางสาเหตุมันง่ายมากที่เกิดเรื่องแบบนี้ เพราะขาดความยั้งคิดไม่ได้คิดถึงอนาคต”

นอกจากการทำงานที่ต้องคำนึงต่อสังคมส่วนรวมแล้ว เคล็ดลับการทำงานอย่างหนึ่งของคุณชมัยภรคือเรื่องวินัย เห็นได้จากการเขียนงานที่ยาวนานต่อเนื่องกว่า 20 ปี จากนิตยสารสกุลไทยและขวัญเรือน ซึ่งถือได้ว่าน้อยคนนักในประเทศไทยที่ทำได้แบบนี้

“เคล็ดลับจริงๆ ถ้าคือคุณหยุดเขียนคุณจะไม่มีรายได้(หัวเราะ) คือสกุลไทยเป็นหนังสือรายสัปดาห์ ถ้าคุณได้ลงมือเขียนไปแล้วคุณหยุดไม่ได้หรอก ดิฉันเขียนไปครั้งแรกก็ทำรวดเดียวเลย 19 ตอน เมื่อเขียนครั้งที่ 2 ก็ทำต่อเนื่องอีก 20 ตอน รวมเป็น 39 ตอน คราวนี้ก็ว่างเลย เพราะนิตยสารเขาจะทยอยลง แต่พอผ่านไปหลายปีมีบางครั้งที่ไม่สามารถเป็นแบบเดิมได้แล้ว มันกลายเป็นครั้งละ 4 – 5 ตอน พอนานเข้ามันก็กลายเป็นครั้งละ 2 ตอน ซึ่งต้องคอยหา
แง่มุมใหม่ๆ เพื่อไม่ให้งานเขียนหยุดอยู่ที่เดิม

“เหมือนเป็นความโชคดีที่ไอเดียของดิฉันไม่เคยตัน มีเพียงบางครั้งที่ไม่ได้ดั่งใจ เราก็ต้องมาเปลี่ยนกันใหม่ เพราะนักเขียนจะเป็นนักวิจารณ์อยู่ในตัวทุกคน เวลาที่เราคิดว่ามันไม่ดีก็ต้องพยายามทำใหม่ให้ได้ แต่ถ้าเขียนนวนิยายไม่ออกรู้สึกไม่โอเคกับงานที่ทำก็ใหัไปเขียนบทกวีก่อน แล้วไม่นานก็จะกลับมาเขียนได้เอง

“งานเขียนหรือเรื่องแต่งเป็นงานที่ทำได้ตลอดเวลา ไม่จำเป็นต้องทำเฉพาะหน้าคอมพิวเตอร์เท่านั้น คุณแค่เดินออกไปนอกบ้านก็มีนวนิยายในหัวได้ มันคือการทำตลอดเวลาทุกนาที พอสั่งสะสมเอาไว้มากๆ เมื่อมาถึงหน้าคอมพิวเตอร์ก็เขียนได้เลย หากนักเขียนบอกว่าไม่มีอารมณ์แสดงว่ายังบ่มไม่พอ บางคนอาจบอกว่ายังไม่ตกตะกอนจึงเขียนไม่ได้ แต่ถ้าตกตะกอนแล้วมีความอยากทำยังไงก็ทำได้

“แม้ว่ากาลเวลาจะผ่านไปมีเทคโนโลยีใหม่ๆ แทรกเข้ามา แต่เราก็ต้องตามโลกให้ทันปรับตัวให้เข้ากับสังคมให้ได้ ปัจจุบันดิฉันเริ่มเขียนงานใหม่ให้กับสกุลไทย เรื่องคุณย่าติดไลน์คุณยายติดเฟส มันมาจากตอนนี้มีไลน์เพื่อนๆ และกลุ่มต่างๆ เยอะ แล้วแต่ละคนก็มีเรื่องราวแปลกๆ ที่น่าสนใจ

“ซึ่งถือว่าเป็นข้อดีเวลาเขียนเป็นนิยายเด็กจะเข้าใจคนแก่มากขึ้น และคนแก่ก็เข้าใจเด็กมากขึ้น เหมือนที่ดิฉันลองหันมาเล่นเกมยังเข้าใจลูกเลยว่าเด็กติดเกมเขาคิดอย่างไร ลูกก็เข้าใจคนแก่อย่างเรามาคอยสอนให้เล่นแบบนั้นแบบนี้ มันเกิดกระบวนการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ดิฉันอยากบอกคนรุ่นใหม่ที่อยากเป็นนักเขียนด้วยว่า ต้องอ่านหนังสือให้เยอะ มันไม่มีทางที่จะเขียนได้โดยไม่ต้องอ่าน การอ่านมันเป็นการเรียนรู้ทั้งความชีวิตที่คนอื่นเขาถ่ายทอดมาแล้ว โดยมีกลวิธีในการเขียนซ่อนอยู่ ถ้าเราอ่านมาเรายิ่งมีกลวิธีมาก 

“ในขณะเดียวกันงานการเขียนคืองานศิลปะที่ออกมาจากใจคุณต้องหัดสังเกตใจตัวเองสังเกตภาวะอารมณ์ตัวเองให้ได้ ความจริงมันทำนองเดียวกับการปฏิบัติธรรมว่าจิตกำลังทำอะไร ถ้าคุณสามารถบรรยายได้คุณเข้าจะเข้าใจมนุษย์ถึงระดับคุณจะสุดยอดเลย” 

เกี่ยวกับชีวิตและผลงาน

ชมัยภร แสงกระจ่าง เป็นชื่อสกุลจริง ภายหลังได้เปลี่ยนสกุลเป็น บางคมบาง ตามสามีอีกครั้ง

ในขณะที่เรียนคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท่านเคยดำรงตำแหน่งประธานชมรมวรรณศิลป์

ท่านคือหนึ่งในผู้ร่วมจัดตั้งกลุ่มวรรณกรรมพินิจขึ้น เป็นการรวมตัวของชาววรรณศิลป์ จุฬาฯ 

นามปากกาไพลิน รุ้งรัตน์ ใช้เขียนบทวิจารณ์ประมาณ 17 ปี มีผลงานมากกว่า 500 ชิ้น

ผลงานหนังสือ วรรณพินิจ : กฤษณา อโศกสิน เป็นการรวมบทวิจารณ์ผลงานของกฤษณา อโศกสิน รวมเล่มเมื่อปี พ.ศ.2532 ภายหลังได้รับรางวัลชมเชยประเภทสารคดี จากการประกวดหนังสือประจำปี ของคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ 

หนังสือ บ้านหนังสือในหัวใจ ได้รับรางวัลชมเชย ประเภทสารคดีสำหรับเยาวชน ประจำปี พ.ศ.2533 

อ่านหนังสือเล่มนี้เถอะ…ที่รัก นวนิยายว่าด้วยเรื่องของนักอ่าน ได้รับรางวัลชมเชย ประเภทบันเทิงคดีสำหรับเยาวชนเมื่อ พ.ศ.2539

มิเหมือนแม้นอันใดเลย (บทกวี) ได้รางวัลชมเชย ประเภทบทกวี จากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ

เด็กหญิงแห่งกลางคืน (นวนิยายเยาวชน) ได้รางวัลชมเชย ประเภทบันเทิงคดีสำหรับเด็กอายุ 14 – 18 ปี จากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ พ.ศ.2548

นวนิยาย บ้านไร่เรือนตะวัน , หน้าต่างสีชมพู ประตูสีฟ้า กระท่อมแสงเงิน, รังนกบนปลายไม้ ฯลฯ ถูกนำมาสร้างเป็นละครโทรทัศน์



จาก : MIX MAGAZINE ISSUE.103

ประวัติ ชมัยภร แสงกระจ่าง

ชมัยภร แสงกระจ่าง หรือ ไพลิน รุ้งรัตน์ เกิดเมื่อปี ๒๔๙๓ ที่จังหวัดจันทบุรี จบการศึกษาชั้นประถมและชั้นมัธยมต้นที่จังหวัดจันทบุรี แล้วจึงมาที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพญาไท กรุงเทพฯ และสอบเข้าเรียนในคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี ๒๕๑๑ ในปี ๒๕๔๙ ได้รับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาภาษาไทย จากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์

เป็นคนสนใจการอ่านมาแต่เยาว์วัย เพราะแม่เป็นครู พ่อชอบเขียนกลอน สนใจการอ่านทั้งคู่ ในบ้านมีหนังสือนวนิยายและสารคดีเป็นจำนวนมาก เมื่อเรียนชั้น ม.ศ.๓ ได้ครูภาษาไทยกระตุ้นเร้าการอ่านการเขียน ทำให้หัดเขียนเรื่องสั้นไปลงชัยพฤกษ์ เมื่อเข้าเรียนคณะอักษรศาสตร์ สนใจกิจกรรมชมรมวรรณศิลป์ จุฬาฯ ได้ดำรงตำแหน่งประธานชมรมวรรณศิลป์ เมื่อเรียนชั้นปีที่ ๔ และในปีเดียวกันนั้นได้เรียนวิชาวรรณกรรมวิจารณ์กับอาจารย์ชลธิรา สัตยาวัฒนา ซึ่งเป็นผู้กระตุ้นให้ลงมือเขียนบทวิจารณ์ งานวิจารณ์ชิ้นแรกที่ได้ตีพิมพ์ในอนุสารวรรณศิลป์ จุฬาฯ คือ บทวิจารณ์รวมเรื่องสั้นและบทกวีชื่อ ความเงียบ ของสุชาติ สวัสดิ์ศรี

ต่อมาเมื่อเรียนจบหันมาสนใจการเขียนเรื่องสั้น เขียนไปลงสตรีสารได้สองสามเรื่อง อาจารย์ชลธิรา (สัตยาวัฒนา) กลัดอยู่ ก็ได้ชวนไปเขียนบทวิจารณ์ในนิตยสารประชาชาติรายสัปดาห์ ใช้ชื่อ ชมัยภร แสงกระจ่าง เขียนอยู่ประมาณ ๑ ปีก็เลิกเขียน ต่อมาได้ช่วยเขียนบทวิเคราะห์ให้ชมรมวรรณศิลป์ จุฬาฯ ในการจัดนิทรรศการวรรณกรรมแนวประชาชน ในปี ๒๕๑๘ และผลงานนั้นได้รวมเล่มเป็น วรรณกรรมแนวประชาชน ใช้นามปากกาว่า นศินี วิทูธีรศานต์ ซึ่งภายหลังเหตุการณ์วันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ได้กลายเป็นหนังสือต้องห้ามใน ๑๐๖ รายการของคณะปฏิวัติ

หลังเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ประมาณปี ๒๕๒๑ สิทธิชัยและชมัยภร แสงกระจ่าง ได้จัดตั้งกลุ่มวรรณกรรมพินิจขึ้น เป็นการรวมตัวของชาววรรณศิลป์ จุฬาฯ ประมาณ ๑๕ คน และได้มีการอ่านเรื่องสั้นและบทกวีในรอบปีที่ตีพิมพ์ในนิตยสารต่าง ๆ ในรอบปี และคัดเลือกขึ้นมาประกาศเป็นวรรณกรรมยอดเยี่ยมประจำปี คุณสุชาติ สวัสดิ์ศรี เคยขอให้กลุ่มเขียนเป็นบทรายงานสั้น ๆ ลงนิตยสารโลกหนังสืออยู่ระยะหนึ่ง กลุ่มวรรณกรรมพินิจได้คัดเลือกเรื่องสั้นอยู่ ๒ ปี ก็เลิกรากันไปเพราะคนในกลุ่มออกไปทำงานต่างจังหวัดหลายคน ในปี ๒๕๒๔ คุณพรชัย วีระณรงค์ บรรณาธิการนิตยสารสยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ในสมัยนั้นได้เปิดคอลัมน์ให้กลุ่มวรรณกรรมพินิจ ทำให้เกิดกลุ่มนักวิจารณ์ ชมัยภร แสงกระจ่าง ใช้นามปากกา ไพลิน รุ้งรัตน์ วิจารณ์หนังสือ พร้อมด้วย วิจักขณ์ ประกายเสน เวณุวัน ทองลา กรรแสง เกษมศานต์ ชีรณ คุปตะวัฒนะ เพียงทัศน์ พินทุสร คำดี เขมวนา เป็นต้น นับแต่นั้นมากลุ่มวรรณกรรมพินิจก็มีคอลัมน์วิจารณ์ประจำในสยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ และมีไพลิน รุ้งรัตน์ เป็นผู้เขียนบทวิจารณ์เจ้าประจำ ส่วนคนอื่น ๆนั้น ๆ ค่อยเขียนน้อยลง ๆ และเลิกราไปในที่สุด

ไพลิน รุ้งรัตน์ เขียนบทวิจารณ์ระหว่างปี ๒๕๒๑ จนถึงปี ๒๕๓๘ (สิ้นสุดปีที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ถึงแก่อนิจกรรม และมีการเปลี่ยนตัวบรรณาธิการบริหารนิตยสาร)) รวมระยะเวลาที่เขียนบทวิจารณ์ประมาณ ๑๗ ปี บทวิจารณ์ที่ไพลิน รุ้งรัตน์ เขียนมีมากกว่า ๕๐๐ ชิ้น ทั้งหมดเป็นการวิจารณ์หนังสือเล่มในแต่ละยุคแต่ละสมัย มีการรวมเล่มเพียงครั้งสองครั้งคือ ปรากฎการณ์แห่งกวี เป็นการรวมบทวิเคราะห์กวีนิพนธ์ร่วมสมัย รวมเมื่อปี ๒๕๓๐ กับ วรรณพินิจ:กฤษณา อโศกสิน เป็นการรวมบทวิจารณ์ผลงานของกฤษณา อโศกสิน รวมเมื่อปี ๒๕๓๒ เล่มหลังได้รับรางวัลชมเชยประเภทสารคดี จากการประกวดหนังสือประจำปี ของคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ

ส่วนผลงานอื่น ๆที่เกี่ยวข้องกับการอ่านที่ใช้นามปากกา ไพลิน รุ้งรัตน์ และรวมเล่มก็คือบ้านหนังสือในหัวใจ อันเป็นบันทึกความทรงจำของนักอ่านเกี่ยวกับหนังสือที่ได้อ่านมา ได้รับรางวัลชมเชย ประเภทสารคดีสำหรับเยาวชน ประจำปี ๒๕๓๓ อ่านหนังสือเล่มนี้เถอะ…ที่รัก นวนิยายว่าด้วยเรื่องของนักอ่าน ได้รับรางวัลชมเชย ประเภทบันเทิงคดีสำหรับเยาวชนเมื่อปี ๒๕๓๙ นับแต่ปี ๒๕๓๙ เป็นต้นมา ชมัยภร แสงกระจ่างเขียนนวนิยายต่อเนื่องอย่างจริงจัง โดยเป็นนักเขียนนวนิยายประจำในนิตยสารสกุลไทย และนิตยสารขวัญเรือน หลังจากตีพิมพ์เป็นตอน ๆแล้วจึงรวมเล่ม

  • ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๙
  • ได้รับเลือกให้เป็นนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ๒ สมัย (๒๕๕๐-๒๕๕๔)
  • ได้รับเลือกให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปีพุทธศักราช ๒๕๕๗

ปัจจุบันเป็นนักเขียนอิสระ

(จาก บล็อค Chamaiporn Writer)

หนังสือชมัยภรออนไลน์ไปเป็น E-book โดย คุณรวิวร มะหะสิทธิ์ จาก Meb ผู้นำด้าน E-book และ กว่าชื่น บางคมบาง จาก สำนักพิมพ์คมบาง

คนวงการสิ่งพิมพ์เราจะพูดกันอยู่เสมอว่า
หนังสือตายแล้ว
E-Book กำลังมา
บางคนก็บอกว่า
E-Book ไม่เกิดหรอก
เพราะเรายังอ่านสิ่งพิมพ์อยู่ เรายังอ่านอะไรที่เป็นเล่ม ๆ อยู่
จริงหรือไม่จริงอย่างไร คุณไช้ รวิวร  มะหะสิทธิ์
ผู้บริหาร แอพพลิเคชั่น 
Meb  แอพพลิเคชั่น E-Book  อันดับหนึ่งของเมืองไทย
จะเป็นผู้บอกเล่า เรื่องราวเกี่ยวกับ 
E-Book
 ในครั้งนี้

กว่าชื่น : ด้วยเหตุใดคุณไช้ถึงมองว่าตลาด E-Book ในประเทศไทยจะไปได้ และก่อตั้ง  Meb
ขึ้นมา

รวิวร : เราไม่ได้คิดว่าเราจะมาได้ไกลหรือยิ่งใหญ่อะไร
มันเริ่มต้นมาจากสมัยที่เราทำ
ASK 
Media เราก็เป็นสำนักพิมพ์เล็กๆแห่งหนึ่ง
โดยพื้นฐานเราเป็นวิศวกร แต่เราก็รักในงานสิ่งพิมพ์
แล้วเราก็ทำสำนักพิมพ์เล็กๆประมาณ
20-30 คน
ตอนที่ทำเราก็เป็นบรรณาธิการเล่มด้วยตัวเอง เราก็จะเห็นขั้นตอนการทำงานหลาย ๆ
อย่าง ซึ่งมันก็ท้าวความไปถึงว่า พอเราเป็นวิศวกร แล้วพอเราทำสิ่งพิมพ์ เราก็เห็นข้อจำกัดหลาย
ๆ อย่าง ข้อจำกัดที่เราไม่สามารถแก้ได้ด้วยเทคโนโลยี หรือไอที
เราเห็นข้อจำกัดอย่างหนึ่งที่ชัดเจนมากของคนทำหนังสือ
คือหนังสือที่เอาไปวางตามร้านหนังสือ ซึ่งร้านหนังสือก็จะมีที่จำกัด
หนังสือที่ขายดีก็จะมีแนวโน้มที่จะอยู่ในร้านได้นานกว่า
หนังสือที่ความเคลื่อนไหวต่ำหรือว่าไม่ใช่กระแสก็จะถูกเคลียร์ออกไปค่อนข้างรวดเร็ว
และถึงแม้จะเป็นหนังสือขายดี ก็ยังต้องหมุนเวียนออกไปเหมือนกัน
มันเรื่องข้อจำกัดของกายภาพ พอเราทำหนังสือแล้วเราเจอปัญหานี้แล้วว่าทำไมหนังสือของเรามันไม่อยู่ในทุกสาขา
ทำไมถึงอยู่บนแผงเห็นหน้าปกอยู่ไม่กี่วัน ไม่กี่สัปดาห์  และสุดท้ายก็โดนเอาออกจากแผงไป
ดังนั้นในช่วงท้าย ๆ ที่เราทำ  
ASK  Media เราก็คิดว่า
ถ้าเราทำต่อไปแบบนี้สงสัยเราจะตัน ในฐานะที่เรารู้เรื่องทางไอที ทางอิเล็คทรอนิค
แล้วก็รู้ว่าจริงๆแล้ว หนังสือมีข้อจำกัดที่บีบให้เราไปไม่ได้คืออะไร
สิ่งนั้นมันตกผลึกออกมาก็คือคำว่า 
E-Book

                E-Book
ก็เป็นเหมือนหนังสือที่เราอ่าน เพียงแต่ว่ามันไม่ได้ตั้งอยู่ตามร้าน
มันไม่จำเป็นต้องพิมพ์ออกมาเป็นกระดาษ แต่ว่ามันสามารถอ่านได้สาสน์เดียวกันกับหนังสือที่เป็นกระดาษ
ดังนั้น
E-Book มันบอกอะไรกับเรา มันบอกเราว่า
การพิมพ์เล่มหนังสือที่ทุกวันนี้ค่าครองชีพก็สูงขึ้นเรื่อย ๆ  มีแนวโน้มว่าหนังสือจะแพงขึ้น ก็เป็นเรื่องปกติ
ค่ากระดาษขึ้น ค่าขนส่งขึ้น ค่าแรงบุคลากรที่ทำหนังสือก็ขึ้น แนวโน้มหนังสือมันถูกบังคับว่าจะแพงขึ้นเรื่อย
ๆ โดยธรรมชาติ แต่ว่าในมิติของไอที มิติของคอมพิวเตอร์
พื้นที่การเก็บข้อมูลมันถูกลงเรื่อย ๆ
ดังนั้นหมายความว่าถ้าเราสามารถเอาหนังสือมาใส่ในระบบคอมพิวเตอร์ได้
แปลว่ามันมีที่เก็บไม่อั้น มูลค่าราคาที่เก็บมันจะถูกลงเรื่อย ๆ
หมายความว่าข้อจำกัดเดิม ๆ ว่าหนังสือไม่มีที่วาง หนังสือก็จะแพงขึ้น
มันก็จะกลับด้านกัน คือ
E-Book
มีที่วางไม่อั้น หนังสือก็มีแนวโน้มจะลดลงได้
อย่างน้อยมันก็ไม่เพิ่มขึ้นเร็วโดยปัจจัยภายนอก เช่น ค่ากิน ค่าขนส่ง นั่นคือ 
E-Book
นั่นคือสิ่งที่มันเป็น

กว่าชื่น : จากที่เริ่มทำมาจนถึงตอนนี้ ผลตอบรับเป็นอย่างไร

รวิวร : ผลตอบรับ E-Book
ถ้านับตั้งแต่จุดเริ่มต้น ตั้งแต่ประมาณปี 
2011 พอเราเริ่มปีนั้นก็น้ำท่วมทันที
เราไปหาเพื่อนที่ทำหนังสือทุกคนเศร้าหมองกันหมด ตอนนั้นเราก็รู้สึกว่า หรืออะไร ๆ
มันจะไม่ดี แต่พอเวลาผ่านไป จุดเริ่มต้นนี้มันเป็นปัจจัยบวกของ
E-Book อย่างรุนแรง มันทำให้เราระลึกว่า เราไม่มีที่เก็บหนังสือ
หนังสือที่เราถนอมไว้ในบ้านมันลอยไปตามน้ำซะเยอะ บางคนก็หนีไปอยู่ที่สูง ๆ
แต่ว่าหนังสือไปไม่ได้ ดังนั้น
มันเป็นจุดกระตุ้นว่า  E-Book เป็นทางเลือกทางหนึ่งคือไม่ต้องเก็บหนังสือในบ้าน
และจากตอนนั้นถึงตอนนี้อัตราการเติบโตของผู้อ่าน
E-Book
โตอย่างต่อเนื่อง แต่กระนั้นทิศทางของ
E-Book มันโตขึ้น
แต่ในการคาดการณ์มันก็เข้าสู่
5-10% ของยอดขายหนังสือเล่ม
ก็คิดว่ามันเป็นส่วนผสมที่กำลังลงตัว คือคนก็ไม่ได้เทมาหา
E-Book กันทั้งหมด เพราะยอดขายหนังสือก็ยังอยู่ในที่สูง ไม่ได้เป็นศัตรูกัน
และก็ต้องบอกว่าคนก็ยังให้การตอบรับสิ่งใหม่ ๆ อยู่ดี
เรามองว่ามันจะไม่เป็นศัตรูเพราะ มันช่วยให้สำนักพิมพ์มีวิธีการขายแบบใหม่ ๆ
คิดว่ามันเป็นทางออก

ทางแก้ปัญหาของสำนักพิมพ์มากกว่า เราอย่าไปมองว่าสิ่งใหม่ ๆ
สิ่งที่แปลกปลอมที่เราไม่เคยเจอคือศัตรูเรา บางทีมันจะนำมาซึ่งโอกาสใหม่ ๆ
ทำให้เกิดวิธีการขายแบบใหม่ที่เราไม่เคยเจอ คือโอกาสมันมารอแล้ว
แค่รับโอกาสนั้นไปมันก็จะเป็นประโยชน์ เป็นผลดี แต่ถ้าคนที่มีโอกาสมาแล้ว สมมติผลักโอกาสมันทิ้ง
อาจจะเริ่มรู้สึกว่า คนที่คว้าโอกาสไว้
กับคนที่ไม่คว้าโอกาสก็จะเริ่มมีความแตกต่าง
ดังนั้นสิ่งที่ควรจะทำก็คือเปิดรับโอกาสตรงนี้ สิ่งใหม่ๆตัวนี้

กว่าชื่น : ปัญหาในเรื่องลิขสิทธิ์วรรณกรรม
เวลามันมาอยู่ในเครื่องแล้วจะมีปัญหาไหม

รวิวร : คำถามเรื่องลิขสิทธิ์นี่เป็นคำถามคลาสสิคของคนทำหนังสือมาก
ในยุคก่อนที่ระบบดิจิตอลหรือระบบคอมพิวเตอร์มันจะดีขนาดนี้ เราก็จะพูดกันน้อยลง
หนังสือกระดาษเราก็จะบอกว่าใครจะมาบ้าตัดหนังสือมาถ่ายเอกสาร
เพราะเรารู้ว่าค่าถ่ายเอกสารมันแพงกว่าค่าพิมพ์เยอะ แต่ยุคหลัง ๆ ที่สแกนเนอร์มันดีมาก
ตัดหนังสือ วางแล้วแป้บเดียวออกมาเป็นไฟล์เลย
แต่ด้วยเทคโนโลยี E-Book มันก็ปกป้องงานพวกนี้ได้ดีพอสมควร ในระบบของ Meb เราก็มีการป้องกันไม่ให้มีการละเมิดลิขสิทธิ์
แต่ไม่ว่าในยุคสมัยไหน มันก็ยังต้องมีคนไม่ดีปะปนอยู่บ้าง
แต่เราคิดว่าเราจะกลัวสิ่งนั้นจนเราไม่ไปต่อมันไม่ได้ เพราะอัตราการละเมิดลิขสิทธิ์
เราเชื่อว่าต่อให้เป็น
E-Book ต่อให้ไม่ป้องกันอะไรเลย ซึ่ง Meb
ป้องกัน อัตราการละเมิดลิขสิทธิ์มันก็ไม่ได้สูงนัก เราไม่เคยเห็นใครถูกละเมิดลิขสิทธิ์จนเจ๊งไปเลยจากจุดนั้น
  มันทำให้เสียความรู้สึก
มันทำให้คนทำหนังสือหวาดกลัว ใช่
แต่คนที่มักจะละเมิดลิขสิทธิ์
คนที่ไปอ่านของเลียนแบบ หมายความว่าเขาไม่เคารพนักเขียน เขาไม่รักในงานเขียนนั้น
คนที่ไม่เคารพนักเขียน เขาก็จะไม่ซื้อเล่มนั้น นั่นคือสิ่งที่เราเจอมา ดังนั้นมองว่าในปัจจุบัน
หนังสือเป็นเล่ม หรือหนังสือที่เป็น 
E-Book ถ้าจะละเมิดก็คงยากพอ ๆ กัน หรือว่าถ้าง่ายก็ง่ายพอ
ๆ กัน การที่จะต่อต้านการละเมิดลิขสิทธิ์ที่ดีที่สุด
คือการทำให้หนังสือเข้าถึงง่ายที่สุด
ตัดข้ออ้างของการที่แบบว่า ผมก็อยากจะซื้องานของคุณหรอกนะ
แต่ซื้อไม่ได้ หนังสือขาดตลาด สำนักพิมพ์ก็ไม่พิมพ์เพิ่ม เราควรมาแก้กันในทางบวก
อย่าไปแก้ด้วยการลบแล้วไม่กล้าเดินไป

กว่าชื่น : อย่างของสำนักพิมพ์คมบางก็จะมีเป็นหนังสือเรียนนอกเวลา
ก็จะมีบางโรงเรียนที่คุณครูก็ทำไฟล์
PDF ให้นักเรียนเรียบร้อย
ซึ่งเราก็ไม่ไปจับครูหรอก และเราก็ไม่ไปฟ้องครูหรอก ก็หลายร้อยคนนะที่เป็นแบบนี้
กรณีนี้เราก็เข้าใจว่า
1. เขาหาซื้อไม่ได้ 2. เด็กนักเรียนเขาไม่สะดวก เขาไม่มีเงินอะไรแบบนี้
ก็มีปัญหาแบบนี้เกิดขึ้นอยู่เหมือนกัน

รวิวร : อย่างที่คุณกว่าชื่นบอก
ถ้ารู้ว่าเขาไปสแกน  เราบอกครูว่าเดี๋ยวเราทำ
E-Book นะ แล้วเราส่งให้เขาอ่านกันเลย อาจจะดีกว่า เราทำเป็น
E-Book  ถือว่าเพื่อสนับสนุนการศึกษา
ทางสำนักพิมพ์ก็ไม่ต้องส่งหนังสือไปให้เขา เพราะเราอาจจะไม่มีสต็อค
เรามาใช้โอกาสนี้ในการสอนนักอ่านว่าหนังสือของคมบางหลาย ๆ เล่มที่หาไม่ได้แล้ว
คุณยังสามารถหาอ่านได้นะ
คือเราสามารถทำบางอย่างให้เขาไม่ต้องถูกบังคับให้ไปละเมิดลิขสิทธิ์เราได้
สร้างทางเลือกให้เขา ให้ราคาที่เด็ก ๆ ก็เข้าถึงได้
ให้เขาเคยชินกับการซื้อของถูกลิขสิทธิ์ เราต้องหาทางใดทางหนึ่งให้
คือว่าถ้าคุณครูบอกหาไม่ได้ เราก็ช่วยหาวิธีให้เขาดีกว่า
หนังสือถ้าเขาอ่านแล้วเขาชอบเล่มนั้นมันจะมีความรักเกิดขึ้น ความรักในตัวนักเขียน
รู้สึกขอบคุณที่สำนักพิมพ์ออกงานดี ๆ มาสร้างแรงบันดาลใจให้เขา
สิ่งแรกการละเมิดลิขสิทธิ์เป็นการเข้าถึงงานเราได้ง่าย
เข้าถึงเจตนารมณ์ที่นักเขียนจะสื่อได้ง่าย แล้วพอเขารัก เขาชอบผลงาน เขาจะไปซื้อ
เขาจะไปอุดหนุนเอง


กว่าชื่น : คุณไช้บอกถึงเรื่องโอกาส สิ่งนี้จะหมายถึงโอกาสของนักเขียนหน้าใหม่
ที่อยากจะเผยแพร่งานเขียนโดยไม่ต้องพิมพ์ เราจะสามารถใช้โอกาสนี้ได้ไหม
ต้องทำอย่างไร

รวิวร : ยุคนี้สำหรับนักเขียนมองว่าช่วงนี้เป็นยุคทองของนักเขียน
คือเราย้อนหลังไปสัก
15 ปี
คนที่เขียนหนังสือได้แล้วจะได้เผยแพร่งานมาสู้สาธารณะชน  มันต้องผ่านขั้นตอนหลาย ๆ อย่าง
คือต้องส่งไปพิจารณาเพื่อไปคัดเลือกลงนิตยาสารบ้าง
ต้องส่งไปพิจารณาเพื่อจัดพิมพ์บ้างอะไรบ้าง ซึ่งงานที่เข้ากับแนวทางของสำนักพิมพ์
ของนิตยสารนั้น ๆ ก็จะได้รับการจัดพิมพ์ไป 
แต่ในหลาย ๆ ครั้ง งานเขียนหลาย ๆ งานเป็นงานที่ดี
แต่มันเป็นงานที่มีกลุ่มนักอ่านชัดเจน แต่ก็ไม่ถึงขนาดเป็นมวลชนใหญ่ ๆ งานส่วนมากจะได้ออกมาเป็นเล่มยาก
แต่ในยุคนี้มันมีช่องทางมากมาย ไม่ว่าจะเป็นทางโซเชี่ยล ทางอินเตอร์เน็ต
ที่ให้เรานำเสนองานเขียนของเราออกมาได้ แต่ช่องทางโซเชี่ยลคุณเอาไปลง
คุณไม่ได้เงินนะ เขียนให้คนอ่านฟรีมันใช่ แต่มันไม่ทำรายได้ ดังนั้น
E-Book มันเลยมาเติมเต็มว่าคนที่มีงานเขียนแนวตลาด ก็เอามาลงได้
ส่วนงานเขียนแนวทางเลือก แนวที่มีกลุ่มนักอ่านชัดเจนแต่ไม่ใช่กลุ่มใหญ่นัก
ก็สามารถลงขายกับ
E-Book ได้
โดยเขาสามารถเอางานมาลงได้โดยที่เขาไม่ต้องพิมพ์เป็นเล่ม
ก็ตัดข้อจำกัดเรื่องเงินทุนออกไป แล้วถ้าเขาเอามาลงแล้วได้รับผลตอบรับที่ดีพอสมควร
เขากับได้รับฟีดแบคที่ดี จาก
E-Book เพื่อเอามาปรับปรุงแล้วทำเป็นเล่มออกมาเพื่อคนที่ต้องการสะสมแบบเป็นเล่มก็ได้

กว่าชื่น : แล้วถ้ามีคนสนใจที่จะทำ E-Book
จะต้องทำอย่างไรบ้าง

รวิวร : ง่ายมาก
เพียงแค่เข้าไปที่  
www.mebmarket.com
แล้วก็สมัครสมาชิกได้เลยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ตอนสมัคร
ตอนวางขายก็เอาหนังสือเข้าระบบได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายเหมือนกัน
และเมื่อขายได้รูปแบบของ
E-Book คือ เมื่อขายได้ค่อยแบ่งกัน
ซึ่งตรงนี้นักเขียนจะมีความเสี่ยงน้อย โจทย์มันกลับกลายเป็นว่า
เราเขียนได้หรือเปล่า แทนที่เรามีการพิมพ์หรือเปล่า แต่ก่อนมันก็จะมีว่า
เขียนงานได้ไหม ใครจะมารับพิมพ์ให้เราได้ไหม จะขายออกไหม
เดี๋ยวนี้เปลี่ยนมาเป็นเขียนงานได้ไหมอย่างเดียว

กว่าชื่น : ก็เป็นโอกาสว่าผู้อ่านต่อไปจะเป็นอย่างไรก็เป็นโอกาสต่อไป
ผู้อ่านจะมาติดตามหรือไม่นักเขียนก็ต้องบอกผู้อ่านของตัวเองด้วย

รวิวร : เมื่อสักครู่ก็เป็นมิติของนักเขียนอิสระ
ส่วนมิติของนักเขียนมืออาชีพ รูปแบบ
E-Book
ก็ปฏิเสธมันไม่ได้ คือนักเขียนหลาย ๆ ท่านที่เป็นมืออาชีพจะมีงานเขียนเป็นร้อยเรื่อง
เคยถามนักเขียนท่านหนึ่งว่า ปัจจุบันยังมีงานเขียนนับร้อยอยู่กับตัวไหม
ท่านก็บอกว่างานเขียนสมัยสาวๆไม่มีแล้ว เพราะฉะนั้น
E-Book มันเป็นในส่วนที่ถ้าในปัจจุบัน
เรายังขายหนังสือที่เป็นกระดาษได้ เราไม่เอามันไปเก็บในที่ที่เหมาะสม ซึ่ง
E-Book
ก็เป็นรูปแบบที่เหมาะสม พอผ่านเวลาไปสัก 5 ปี 10
ปี วรรณกรรมเหล่านั้นอาจจะสาบสูญไป วรรณกรรมที่ถูกเก็บไว้
ก็เป็นวรรณกรรมที่ต้องได้รับความนิยม แต่เรื่องที่ได้รับความนิยมน้อยก็ไม่ใช้เรื่องไม่ดี
แต่มันอาจจะหาไม่ได้แล้ว ดังนั้นสิ่งนี้ก็เป็นสิ่งสำคัญ
คือตอนแรกๆก็ไม่ได้คิดถึงประเด็นนี้ แต่พอเราได้คุยกับนักเขียนมากขึ้น
เราระลึกได้อย่างหนึ่งว่า
นี่ก็เป็นอีกหน้าที่หนึ่งที่เราอยากทำให้สำเร็จ
คือการปกป้องไม่ให้วรรณกรรมมันหายไป ไม่อยากให้หนังสือมันหายไปด้วยกาลเวลา
เชื่อว่าหนังสือทุกเล่มนักเขียนเขียนด้วยความรักและมีความสุขที่ได้เขียนมัน
มันต้องไม่หาย ทีมงานของ
Meb ก็ตั้งใจทำตรงนี้มาก

กว่าชื่น : กลุ่มผู้อ่าน E-Book จริง ๆ
แล้วเรามองว่าน่าจะเป็นวัยรุ่น มันจริงไหม ที่
E-Book จะมีแต่วัยรุ่นที่อ่าน

รวิวร : จากข้อมูลของการขายใน
 Meb
นักอ่าน 67% อยู่ที่อายุ
20-40 ปี ก็ไม่วัยรุ่นนะ อยู่ในวัยทำงานและวัยกลางคน คำตอบจากชุดเลขตัวนี้
เข้าใจว่ามันเกิดจากที่เราเปิดร้านใหม่ ๆ การซื้อของออนไลน์ต้องใช้บัตรเครดิต
และคนก็ไม่ค่อยมีบัตร เด็กไม่มีบัตรเครดิต ดังนั้นคนที่อายุ
20-40 ก็จะเป็นคนที่มี ส่วนในช่วงอายุ 40 ปี
เรานึกภาพว่าเขาเป็นคนที่เกิดมากับเทคโนโลยี เทคโนโลยีที่มันเกิดมาประมาณ
10
ปีให้หลัง การอ่าน E-Book  บนสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต
ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีกำลังจ่าย มีบัตรเครดิต และมีกำลังจะจัดหาอุปกรณ์
ซึ่งกลุ่มนักอ่านระดับนี้ กลับกลายเป็นไม่ใช่วัยรุ่นแล้ว
มองว่าด้วยทิศทางปัจจุบัน กลุ่มนักอ่านตอนแรกจะเป็นยอดแหลม ๆ
จากอายุ
20-40 ปี ต่อไปมันจะขยายฐานป้านออกเป็น 50 ได้ไม่ยาก เพราะในปัจจุบันการซื้อ E-Book สามารถจ่ายด้วยเงินสดได้แล้ว
โอนเข้าบัญชีธนาคาร หรือไปจ่ายที่เค้าเตอร์ร้านสะดวกซื้อ
และในอนาคตคนที่อายุมากขึ้น ก็จะอ่านได้ง่าย เชื่อว่านักอ่านก็เป็นนักอ่าน
เขาไม่เลิกอ่านหรอก มันก็แสดงให้เห็นว่าตัว
E-Book
มันจะกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ

กว่าชื่น : ข้อดีของการอ่าน E-Book คืออะไร

รวิวร : ข้อดีในมิติของคนทำหนังสือ
คือ
E-Book มันสามารถทำให้คุณขายหนังสือที่คุณไม่มีสต็อคอยู่กับตัวได้
ขอเพียงคุณมีลิขสิทธิ์อยู่กับตัว คุณสามารถทำรายได้จากของที่ไม่มีสต็อคได้
ขายกันได้เรื่อย ๆ นั่นคือข้อดีที่หนึ่ง ส่วนข้อดีที่สองคือ
E-Book มันสามารถทำให้หารายได้กับลูกค้าที่ไม่เคยหาได้ เช่น
ลูกค้าที่อย่างประเทศ ลูกค้าที่อยู่ในจุดที่เขาไม่สามารถมาซื้อหนังสือที่คุณได้ เรียกว่าเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น
ข้อดีอย่างที่สามก็คือ
E-Book
สามารถทำให้คุณปล่อยผลงานได้หลากหลายมากกว่าแต่ก่อนได้
คือสมัยก่อนเราจะทำหนังสือเล่มหนึ่งเราต้องมองเรื่องของการลงทุน
การตลาด ถ้าเป็นหนังสือแนวทดลองของบางท่าน อยากจะลองเขียนแปลก ๆ แต่มองว่ามันขายไม่ได้
ก็ไม่เขียนดีกว่า ไปเขียนแนวตลาด ๆ ดีกว่าจะได้ขายง่าย ๆ พอเป็น
E-Book มันสามารถทำให้เรากล้าที่จะเขียนสิ่งนั้นได้
ให้มันพิสูจน์ด้วยตัวมันเองว่ามันไปได้ไหม
ถ้ามันไปได้เราอาจจะไปพิมพ์เป็นเล่มก็ทำกันไป

กว่าชื่น : ในฐานะที่เป็นเจ้าของร้าน E-Book มองว่างานของ อ.ชมัยภร หรืองานของนักเขียนนิยายต่าง ๆ ตลาดมันเป็นอย่างไร
มันเติบโตขึ้น หรือมันมีความน่าสนใจอย่างไร

รวิวร : งานของ อ.ชมัยภร
หรืองานของนักเขียนอาวุโสหลาย ๆ ท่าน มองว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพที่รอการปลดปล่อย
ที่รอการปลดปล่อยคือ นักเขียนหลาย ๆ ท่าน หรือว่าสำนักพิมพ์กลุ่มค่อนข้างใหญ่
ยังตั้งคำถามเกี่ยวกับการมีอยู่ของ
E-Book ว่ามันคืออะไร
เราจะเข้าไปหามันดีไหม ซึ่งสิ่งนี้ในหลาย ๆ สำนักพิมพ์ก็ก้าวข้ามมันไปแล้ว
และเขาก็ลุยตรงนั้นกันไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งหลาย ๆ อย่างมองว่า
E-Book มันจะรุ่งหรือไม่รุ่ง มันอยู่ที่ทัศนคติของสำนักพิมพ์
ถ้าทัศนคติเราเป็นบวก เราก็จะกล้าส่งงานมาขาย สมมติว่าส่งมา
1 เล่ม แฟนหนังสือที่เข้ามาซื้อก็อาจจะมองว่า
เข้ามาก็เก็บทั้งคอลเล็คชั่นไม่ได้ หรือได้แค่บางเล่ม ก็ไม่ค่อยอยากซื้อ
ถ้าเราลงมาขายอย่างจริงจังเต็มตัว มันก็เป็นการบอกนักอ่านว่า หนังสือที่เราคิดถึงเรากลับมาหามันได้แล้ว
มันเป็นโอกาสของสำนักพิมพ์ว่าเราจะเปิดโอกาสให้
E-Book แค่ไหน
เชื่อว่านักอ่านร้อยละ
90 ชอบอ่านกระดาษมากกว่า
แต่ถ้าถามว่าในอนาคตสำนักพิมพ์จะสามารถปล่อยในรูปแบบกระดาษในอัตราที่เหมาะสมหรือว่าออกมาได้ทั่วถึงหรือเปล่า  คือไม่อยากจะพูดว่าเราควรจะลดการพิมพ์กระดาษลง ถ้าการพิมพ์กระดาษจะลดลงมันคือการวางแผน
แต่จะบอกว่าแบบกระดาษขายไปตามแผนปกติ และ
E-Book เราก็อย่าปล่อยให้มันบกพร่อง
อย่าปล่อยให้มันพร่องไป คือแบบ
E-Book 
ขายได้ก็ดี ขายไม่ได้ สำนักพิมพ์ก็ไม่ได้เสียอะไร
เรามีต้นฉบับอยู่แล้ว เราเก็บไว้ไม่มีประโยชน์ เรามาปล่อยให้นักอ่านหน้าใหม่ ๆ
น่าจะดีกว่า

กว่าชื่น : E-Book ใช้งานยากไหม

รวิวร : E-Book มันจะต้องอ่านผ่านแอพพลิเคชั่น
เพื่อป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์อะไรพวกนี้ เพียงแค่ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นเข้ามาเพียงครั้งเดียว
หลังจากนั้นก็เข้าไปหาหนังสือในร้าน
E-Book ได้ หนังสือในร้าน
E-Book มันมีข้อดีคือ หนังสือตัวอย่างก็มีให้อ่าน หลาย ๆ
เล่มก็มีให้อ่านกันฟรี ๆ นักเขียนหลาย ๆ
ท่านก็ต้องการจะตอบแทนนักอ่านด้วยการให้อ่านกันฟรี ๆ
มันทำให้เราสามารถเข้าถึงหนังสือกันได้ง่าย ๆ โดยที่เราไม่ต้องขยับตัว
ไม่ต้องไปที่ร้านหนังสือ


สนใจ E book ของสำนักพิมพ์คมบาง


เข้าไปที่ 
https://www.mebmarket.com/index.php?action=SearchBook&page_no=1&type=all&search=%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%87&is_mag=all&price=all&sort_by=date&from_book_price=&to_book_price=&category_id=&category_name=

และ http://play.google.com/store/apps/details?id=com.askmedia.meb

เขียนถึงคาฟคา หลัง คาฟคา (มินิ) ปาร์ตี้ // Kafka Mini-Party

เขียนถึงคาฟคา หลัง คาฟคา (มินิ) ปาร์ตี้ // Kafka Mini-Party

กว่าชื่น บางคมบาง

27 พฤษภาคม 2560 วันเสาร์ที่ฝนตกทั้งกรุงเทพฯ ฉันฝ่าฝนนั่งแอร์พอร์ตลิงก์ ต่อบีทีเอสและใต้ดิน แถมด้วยเดินตากฝนปรอยๆ ไปยังสาทรซอย 1 สถาบันเกอเธ่ (Goethe-Institut Thailand) ตั้งใจมากๆ ในการไปร่วมงาน คาฟคา (มินิ) ปาร์ตี้ // Kafka Mini-Party ที่จัดโดยเกอเธ่ ร่วมกับสำนักพิมพ์ Library House

ในฐานะ บรรณาธิการ สนพ. คมบาง ที่จัดพิมพ์งานแปลของคาฟคา (ในความนิ่งนึก และ การสอบความของสุนัขตนหนึ่ง แปลโดย ดลสิทธิ์ บางคมบาง) แม้ว่าจะมิได้แปลจากภาษาเยอรมันโดยตรง แต่เราก็นับเป็นแฟนของคาฟคาเช่นกัน 

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ถนอมนวล โอเจริญ กล่าวไว้ว่า ” ทีแรกเข้าใจว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่ชอบหนังสือที่หนักสมอง แต่ก็น่าแปลกที่ยังมีคนบางกลุ่มสนใจอยู่ ทั้งๆ ที่คาฟคาถือเป็นนักเขียนรุ่นโบราณ “

จริงๆ งานของคาฟคา “หนักสมอง” หรือ

ไม่ใช่นะ สำหรับฉัน งานคาฟคาไม่ใช่เรื่องหนักสมอง แต่เป็นเรื่อง ใช้สมองและจินตนาการ เปิดโลกของความคิดให้เตลิดเปิดเปิงไปไกลแสนไกล เกินกว่าแค่ตัวหนังสือจะบรรยายอธิบายความออกมาได้

งานของคาฟคา หาใช่มีคุณค่าจากการ “ตีความ” แต่งานของคาฟค่า มีคุณค่า เพราะไม่อาจตีความได้เพียงหนึ่งเดียว ไม่มีความจริงแท้ในงานของคาฟคา แม้จะมีความจริงชุดหนึ่งอันเป็นชีวประวัติของคาฟคา แต่ความจริงชุดนั้น หาได้ครอบคุลม “การตีความ งานของคาฟคา” ได้

สิ่งที่น่าสนใจกว่าการตีความงานของคาฟคา ก็คือ “อะไรเล่าหรือ ที่ผู้อ่านต่างคิดกันไป เกี่ยวกับงานของคาฟคา”การสร้างสรรค์งานศิลปะอื่นๆ อันหลากหลาย การเล่าเรื่องซ้ำในรูปแบบต่างๆ การวิพากษ์วิจารณ์กันไม่รู้จบ การพยายามทำความเข้าใจ และการไม่เข้าใจ เหล่านี้คือคำตอบ ว่าเหตุใต คาฟคาจึงยังคงได้รับความสนใจข้ามกาลเวลา เป็น มรณกรรมของผู้เขียน ที่ปลุกการอ่านส่องทางสู่ศิลปะแขนงอื่นๆ ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

อ. ถนอมนวล เป็นนักวิชาการและนักแปล ที่กล้าหาญมาก ในการเลือกแปลงานของคาฟคา ด้วยความหลงใหลส่วนตัว (ผู้ที่ “เชียร์” ให้แปล metamorphosis ก็คือ คุณสุชาติ สวัสดิ์ศรี นั่นเอง) อ.ถนอมนวลบอกว่า ยิ่งยากยิ่งอยากรู้ เป็นเหมือนการสืบค้นวิเคราะห์ลงไปในงานเขียน โดยอ้างอิงกับชีวะประวัติส่วนตัวของคาฟคา ว่าในแต่ละช่วงของงานเขียนนั้น คาฟคามีปมและปัจจัยอะไร ที่ “อาจ” นำมาสู่งานเขียน ปมใหญ่ที่สุดของคาฟคาเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพ่อ และเรื่องของความรัก

สามารถอ่านโดยละเอียดได้จาก Paperless https://www.thepaperless.co

ชีวประวัติของคาฟคานั้น ยิ่งฟังยิ่งสะท้อนสะเทือนใจ ปมของความรักระหว่างพ่อลูก ความโดดเดี่ยวเดียวดาย จากความเป็นชนชาติยิวและศาสนายูดาห์ และน่าสงสัยเสียเหลือเกินว่า เหล่านี้สร้างความเป็นคาฟคาขึ้นมา ตัวละครที่ทุกข์ทรมานเหนือจริง เจ็บปวดอย่างประหลาด และตายแบบเหนือจริง เป็นหนทาง “เยียวยา” ความเจ็บป่วยภายในของคาฟคาหรือไม่ (อ. ถนอมนวลให้คำตอบว่า คาฟคาไม่น่าจะเป็นโรคซึมเศร้า เพราะมีวิถีชีวิตปกติ) หรือความไม่สมหวังในความรัก เพราะคาฟคาเองมีความไม่ปกติในวิถีทางเพศหรือไม่ (อ. ถนอมนวลไม่ตอบคำถามนี้ตรงๆ)

คำถามเหล่านี้แท้จริง ก็ไม่มีคำตอบ “จริงแท้” มีแต่การเดาคะเนจากการวิเคราะห์ ค้นคว้า จากชีวประวัติของคาฟคา ซึ่งฉันเองอาจจะต้องบอกว่า บางครั้งก็ดูทำให้การตีความงานคาฟคาหมดสนุกไป
จินตนาการอันเหลือเกินของเขาต่างหาก ที่ทำให้การอ่านไม่สามารถเป็นหนึ่งเดียวได้ มันแตกต่างหลากหลาย และสนุกในแบบที่ไม่น่าเชื่อ

ตัวอย่างสำคัญมาก จากคาฟคามินิปาร์ตี้นี้ ก็คือ เมนูอาหารที่ทำขึ้นจากเรื่องสั้นของคาฟคา 
เรามี
สตรอว์เบอรี่หนู จาก โยซิฟิเนอ
ถุงกล้วย จาก รายงานสำหรับสมาคมวิชาการ 
มีขนมปักเข็มฉีดยา จากหมอชนบท
มีปอเปี๊ยะมังสวิรัติ จาก คำพิพากษา
มีคานาเป้ จาก ช่างเครื่อง
มีไส้กรอกนิ้ว จากแดนลงทัณฑ์

เราไม่อาจะตีความงานเขียนได้อย่างทะลุปรุโปร่ง แต่เราสามารถต่อยอด และสร้างสิ่งใหม่ (แม้กระทั่งเมนูอาหาร) จากงานเขียนนั้น มันช่างเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นเสียนี่กระไร

สำหรับศิลปะอันต่อเนื่องจากงานของคาฟคา ในอนาคตอันใกล้กำลังจะมีงาน unfoldingkafkafestival ในช่วงเดือน พฤศจิกายน (ติดตามรายละเอียดได้ใน http://www.unfoldingkafkafestival.com/) ซึ่งเป็นอีกตัวอย่างที่ชัดเจน ของทฤษฎี ศิลปะส่องทางให้แก่กัน (ศาตราจารย์ ดร. เจตนา นาควัชระ ผู้ใช้คำนี้ในงานเขียนด้านการวิจารณ์ศิลปะ)
คาฟคา (มินิ) ปาร์ตี้ นอกจากเป็นการรวมตัวของ คนรักคาฟคาแล้ว ยังทำให้คนรักคาฟคาเองได้เรียนรู้ว่า การตีความทำได้หลากหลายรูปแบบ การตีความออกมาเป็นงานศิลปะอีกทอด ก็นับเป็นความตีความเช่นกัน

เราคงไม่ต้องไปอธิบายคนที่เพิ่งอ่านงานของคาฟคา ว่าดีอย่างไร ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้อ่าน ที่จะเรียนรู้และไม่รัก หรือ หลงรัก งานเขียนของ ฟรันซ์ คาฟคา ต่อไป
pam_150517_141911

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แจกไฟล์หนังสือฟรี “ปรีดีบรรณานุสรณ์ ๒๕๖๐”

แจกไฟล์ ฟรี

“ปรีดีบรรณานุสรณ์ ๒๕๖๐”
บรรณาธิการ: กษิดิศ อนันทนาธร
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดพิมพ์เป็นที่ระลึกในวันปรีดี พนมยงค์ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๐
ดาวน์โหลดไฟล์หนังสือฟรีได้ที่

http://http://openbase.in.th/node/15013