๔๕ ปีวรรณศิลป์ จุฬาฯ กับภาพสวยๆ ของนักอ่านและบรรยากาศงามๆ

สนุกสนานกันเหลือเกิน ในงาน 45 ปีวรรณศิลป์ จุฬา
เริ่มจาก ตั้งแต่แสงแดดยังร้อนระอุ พนักงานขาย ก็ไปเตรียมวางหนังสือ ทั้งแดดยังเปรี้ยง

บู๊ทคมบาง ของเรา มีนักเรียน และผู้ปกครอง จาก รร. ละอออุทิศ มารับหนังสือ พร้อมร่วมกันบริจาคเงินและสิ่งของ เพื่อสมทบทุนค่ายศิลปะเด็ก ที่กาญจนบุรี พร้อมกันนี้ก็ยังได้พบกับคุณชมัยภร แสงกระจ่าง นักเขียน ผู้เขียนเรื่อง เที่ยวบินยามเช้า ที่ รร. ละอออุทิศ นำไปใช้เป็นหนังสือนอกเวลาด้วยค่ะ

ดูรูปถ่ายสิคะ นักอ่านตัวน้อยๆ น่ารักทีเดียว


จากนั้น เวทีเริ่มด้วย กิจกรรมการมอบรางวัลการประกวดเรื่องสั้นละบทกวี “รางวัลเกียรตินิยมวรรณศิลป์ ครั้งที่ ๓”
ตามมาด้วย การอ่านบทกวีประกอบดนตรี (Melopoetry)

จากนั้นเป็นการเปิดตัว “ภาคีวรรณศิลป์” การรวมกลุ่มของชมรมวรรณศิลป์ 4 สถาบัน ได้แก่ จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ และ ศิลปากร

สุดท้ายปิดด้วยรายการสำคัญ คือการเสวนา “วรรณศิลป์ผลิใบ คลื่นลูกเก่า – ใหม่แห่งวรรณกรรม”

บรรดาผู้สนใจ ร่วมฟังการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับวรรณกรรมในปัจจุบัน ทั้งวรรณกรรมแนวทดลอง วรรณกรรมในโลกไซเบอร์ หนังสือทำมือ และหนังสือนักศึกษา แนวการเขียนใหม่ๆ รวมถึงการให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่กำลังฝึกเขียน ผ่านทาง 1 นักเขียนอาวุโส และ 3 นักเขียนร่วมสมัย


– ชมัยภร แสงกระจ่าง เจ้าของนามปากกา “ไพลิน รุ้งรัตน์” นักวิจารณ์หนังสือและนักเขียนชื่อดัง เจ้าของผลงาน “รังนกบนปลายไม้” ที่สร้างเป็นละครหลังข่าวภาคค่ำช่อง 3 ในขณะนี้ อายุมากที่สุดบนเวที แต่ก็คงความทันสมัย มีบล็อกของตัวเอง ทั้งยังขยันติดตามเรื่องราวในเว็บด้วย
– อรุณวดี อรุณมาศ นักเขียนหญิงคลื่นลูกใหม่ เข้าชิงรางวัลซีไรต์จากรวมเรื่องสั้น “การล่มสลายของสถาบันครอบครัวที่ความรักไม่อาจเยียวยา”

“นิ้วกลม” นักเขียนหนุ่มไฟแรง เจ้าของผลงาน “โตเกียวไม่มีขา”, “กัมพูชาพริบตาเดียว”, “เนปาลประมาณสะดือ” และความเรียง “อิฐ”

– ปณิธาน รอดเหตุภัย ยุวกวีดีเด่นแห่งชาติ ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศ Young Thai Artist Award จากรวมบทกวี “ใจกรุง” และรางวัลดีเด่นจากรวมบทกวี “แห่งห้วงฤทัยสมัย”
และกิจกรรมน่าสนใจอีกมากมาย

บรรยากาศเป็นกันเอง มีเสียงเพลงจากเวทีแอรบิคพอให้ตื่นเต้น

ค่ำแล้ว นักอ่านมาเดินงานมากขึ้น เพราะอากาศเริ่มเย็ฯสบาย เสียดายว่า พอ 20.00 น. ก็ต้องเลิกงานค่ะ


งานนี้คมบาง ออกร้านขายหนังสือด้วย เรื่องดังที่เป็นละคร คือรังนกบนปลายไม้ ดูจากพ่อหนุ่มคนนี้สิคะ


เสร็จจากงาน ก็แวะไปที่ moon shine bar เจ้าของร้าน คือ พี่เอฟ เป็นลูกศิษย์ ชมัยภร แสงกระจ่าง สมัยที่เรียน นิเทศ จุฬาฯ (โห ดูจากหน้า ต้องนานแล้วแน่ๆ เลยนะ พี่เอฟ)

เรื่องเล่าจากเชียงดาว

คนรู้จักคนหนึ่ง ที่ปัจจุบันเลื่อนสถานะมาเป็นเพื่อนของฉัน มีอาชีพอยู่ในองค์กรที่ดูแลจัดการผู้อพยพในประเทศไทย หลายต่อหลายครั้งที่เธอต้องเดินทางไปทำงานแถบชายแดน พูดจากับคนต่างภาษา ทั้งพม่า ม้ง มอญ จีนฮ่อ

เมื่อสักสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เธอไปลงพื้นที่แถบ อ. เชียงดาว จ. เชียงใหม่ ติดชายแดนพม่า เธอเล่าว่า ช่างเป็นดินแดนแห่งความต่างถิ่น มีแต่คนพูดภาษาอื่น บ้านเมืองแปลกตา ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยว จึงไม่มีของขายนักท่องเที่ยว ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นจีนฮ่อ อาชีพออกหน้าเป็นเกษตรกรรม อาชีพลับหลังเกี่ยวพันกับยาเสพติด

เธอกับทีมงาน 3 ชีวิต ต้องนอนหนาวอยู่ที่นั่นหลายคืน เช้ามาก็เดินสำรวจประชากร สัมภาษณ์แม่ชาวม้งที่มีลูกอ่อน ให้ได้ครบตามจำนวนที่ต้องการ (เธอว่ามากถึง 40 ชุด – จะหายังไงวะ)

แม้ชาวบ้านส่วนใหญ่ จะเกี่ยวข้องกับอาชีพยาเสพติด แต่เธอว่า ชาวบ้านยังน่ากลัวน้อยกว่าทหาร เพราะตลอดระยะเวลาเกือบ 1 สัปดาห์ที่นั่น ทหารหนุ่ม 2-3 นาย เวียนกันมาเฝ้าตามพวกเธอทุกฝีก้าว เมื่อว่างก็บุกเข้ามาถึงที่พักเพื่อสัมภาษณ์พวกเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า –เป็นใคร ชื่ออะไร ทำงานให้องค์กรไหน มากี่วัน นามสกุลอะไร กลับวันไหน มาทำอะไร- จนเธอเบื่อที่จะตอบ พอลงพื้นที่ก็จะเห็นเงาของทหารตามมา แม้กระทั่งเดินเที่ยวตลาดยามเช้า ก็ยังมีทหารสะกดรอยตาม ฉันแซวเธอว่า น่าจะดีใจ ที่มีชายในเครื่องแบบมาเดินตามต้อยๆ เธอหัวเราะเสียงแปร่ง

เธอเล่าว่า อยู่ที่นั่น เหมือนอยู่ต่างถิ่น แม้จะเป็นแผ่นดินไทย แต่ไม่มีใครพูดภาษาไทย จะพูดจากันต้องผ่านล่าม (ยกเว้นทหารหนุ่ม) แต่ที่นั่นก็สุขสบายดี บ้านเมืองดูสงบเงียบ

เธอส่งรูปสวยๆ มาให้ดู รูปถ่ายฝีมือเธอ สวยงาม ฉันชอบดอกพญาเสือโคร่ง ที่เหมือนดอกซากุระ เธอบอกว่า เป็นดอกไม้ประจำชาติมอญ ชาวมอญเรียกว่า ดอกเชรี ฟังเพราะ นุ่มนวล จนอยากจะเอาไปตั้งเป็นนามปากกา

คราวหน้าถ้าเธอไปที่ไหนมาอีก คงจะมีอะไรสวยๆ มาอวดอีกแน่นอน

ปล. ฉันได้ยุให้เธอเขียนเรื่องที่เธอไปผจญมา แต่เธอไม่ว่างเสียที ฉันจึงแอบเอามาเขียนเสียเอง หวังว่าเธอจะได้อ่าน

ปล. อีกที ภาพถ่ายฝีมือของเธอ เป็นลิขสิทธิ์ของเธอ กนกพร วิวัฒนาการ นะคะ กรุณาอย่าละเมิดลิขสิทธิ์ แต่หากสนใจ ติดต่อได้ที่ kporn@hotmail.com ขอบคุณค่ะ

ข้าพเจ้าไม่เคยเดินทางไปพัทลุง รำลึกถึงกนกพงศ์ สงสมพันธุ์

ข้าพเจ้าไม่เคยเดินทางไปพัทลุง และไม่เคยคิดว่าจะไปพัทลุง เนื่องด้วยมิเคยคิดว่าจะมีธุระจำเป็นอะไร แม้จะมีเพื่อนหลายคนเป็นชาวพัทลุง

ในสายตาของข้าพเจ้า คำว่าพัทลุงดูเหมือนมีร่อยรอยของความดุดัน มีเงาของความเหี้ยมโหดแฝงอยู่ ข้าพเจ้ากลัวเมืองชื่อพัทลุง

ข่าวร้ายวันมาฆบูชา 13 กุมภาพันธ์ 2549 ทำให้ข้าพเจ้าตั้งใจว่าข้าพเจ้าต้องเดินทางไปยังพัทลุง เพื่อส่งสุดท้ายแด่นักเขียนที่ข้าพเจ้ายกย่องในวิถีทางแห่งการสร้างงานวรรณกรรม ข้าพเจ้าเคารพการทำงานของเขาเสมอมา
ข้าพเจ้ายังไม่อยากเชื่อว่า กนกพงศ์ สงสมพันธ์ ได้จากไปแล้ว ข้าพเจ้าคิดถึงประโยคหนึ่งที่กล่าวกันว่า การที่เราไม่ไปงานศพ เพราะเราไม่ยอมรับความจริง ข้าพเจ้าไม่อยากยอมรับความจริง ทว่ามันเป็นความจริงอันเศร้าโศกยิ่ง

ข้าพเจ้าเดินทางไปกับคณะใหญ่ ในคืนวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2549 เป็นการเดินทางไกลลงใต้ครั้งที่สองในชีวิตของข้าพเจ้า ระยะทางยาวไกล ทว่าพวกเราก็ถึงพัทลุงในตอนเช้า ก่อนพระสวดเช้า พระพ่อของพี่กนกพงศ์มารับพวกเราด้วยตัวท่านเองเอง
ข้าพเจ้าเดินไปยังที่พี่กนกพงศ์นอนอยู่ ที่แห่งนั้นล้อมรอบด้วยดอกไม่จัดแต่งคล้ายสวนป่า ข้าพเจ้าคิดว่ามันคล้ายกับ “ป่าน้ำค้าง” ดอกไม้สีขาวก้านยาวทำให้รู้สึกเหมือนโกรอบที่นอนนั้นสว่างสดใสขึ้นมา เขียวใบไม้ที่แทรกอยู่เหมือนบอกถึงความเป็นธรรมะ-ธรรมชาติของชีวิต
หลายคนเข้าไปสวัสดีพี่กนกพงศ์ ข้าพเจ้าพยายามทำให้ทุกอย่างเป็นปกติ เราเพียงแค่ทักทายกันเมื่อพบกัน ตอนนี้ข้าพเจ้าคิดเพียงว่าข้าพเจ้ากำลังยืนอยู่หน้าพี่ที่เคารพคนหนึ่ง ข้าพเจ้ายังมิได้จุดธูป ข้าพเจ้าคิดว่าธูปมันเศร้าเกินไปสำหรับการทักทาย


ข้าพเจ้าเดินไปรอบๆ เรื่องราวของพี่ช่างมากมาย และผู้คนช่างมากมายเหลือเกินที่มาอาลัยพี่ ข้าพเจ้ามิอาจทำใจลงมือเขียนคำอาลัยใดๆ ข้าพเจ้ารู้สึกว่าข้าพเจ้าตัวเล็กเกินกว่าจะบังอาจ “กล่าวอาลัย” แด่พี่ ทว่าข้าพเจ้าคิดถึงพี่ คิดถึงรอยยิ้ม แต่ข้าพเจ้าก็พบปะและสนทนากับพี่น้อยมาก น้อยเกินกว่าที่ข้าพเจ้าจะบอกว่า “รู้จัก” กับพี่จริงๆ ข้าพเจ้ามักแอบชื่นชมพี่เสมอ แต่ก็มิค่อยกล้าเข้าไปทักทาย ด้วยรู้สึกว่าพี่ยิ่งใหญ่กว่าที่จะมามัวเล่นหัวกับข้าพเจ้า ทว่าข้าพเจ้าสนทนากับพี่ ผ่านตัวอักษรของพี่ ตัวอักษรยาวหลายหน้ากระดาษ ที่มักเรียกน้ำตาข้าพเจ้าเสมอ พี่มักสร้างแรกอึดอัดกดดันแก่ข้าพเจ้า และบางครั้งแม้มิได้ร้องไห้ แต่ก็อึ้งตะลึงไปกับเรื่องราวตัวอักษรนั้น พี่เป็นคนสร้างงานจริงๆ อีกคน
ข้าพเจ้าแอบมาจุดธูป เมื่อใครๆ พากันหายไปจากตรงที่พี่นอนอยู่ คิดแต่เพียงว่าพี่กำลังนอนสบาย

พระสวดตอน 5 โมง เย็น วัดที่นี่สวดเร็วกว่าที่กรุงเทพฯ หลายชั่วโมง คนมาร่วมงานมากมายจริงๆ เพื่อนๆ ของพี่มากมาย ตกกลางคืน มีงานเวทีใหญ่ เริ่มด้วยการจุดพลุ ทั้งดนตรี อ่านบทกวี และหนังตะลุง วันนี้นายกฯ ประกาศยุบสภา พีธีกรชื่อนันทพร ไวษยสุวรรณ คนที่พี่รู้จักดี ประกาศกลางเวที



วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา 10 โมงเช้า นักเขียนรุ่นใหญ่แถลงข่าวการตั้งกองทุน กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ จากนั้นเป็นการอ่านบทกวี แล้วเข้าสู่พิธีการทางสงฆ์
พระเทศน์เรื่องความอนิจจัง พี่ชายคนหนึ่ง นั่งข้างๆ ข้าพเจ้า ชื่อพิทักษ์ ใจบุญ นั่งฟังเงียบ ข้าพเจ้าแอบเห็นน้ำตาที่ซ่อนอยูหลังปีกหมวกแก๊ป
ถึงการวางดอกไม้จันท์ หนังสือของรำลึกพี่กนกพงศ์ ในชื่อปกว่า คืนสู่แผ่นดิน กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ไม่พอแจก
จากนั้นเขายกพี่ขึ้นไว้บนเมรุ เขาเรียกว่าเผาจริง
ธรรมเนียมของที่พัทลุงนี้ ไม่ต้องแห่รอบเมรุสามรอบ เหมือนที่ข้าพเจ้าเคยได้พบเห็นในกรุงเทพ หรือที่จังหวัดในภาคอีสาน
ร่างพี่นอนอยู่หน้าเตา เขาเปิดให้เห็นหน้าพี่กนกพงศ์เป็นครั้งสุดท้าย
ข้าพเจ้าได้ยินเสียงเพลงที่วงดนตรีแม่น้ำเล่นให้พี่ฟัง เพลง Black Magic Women ของ Santana น้าเดช เรืองเดช จันทรคีรี บอกว่าพี่ชอบเพลงนี้มาก
ข้าพเจ้าคิดเสมอว่ามิอาจมองหน้าพี่ได้ ข้าพเจ้ามิอาจทำใจมองหน้าใครก่อนจะเผาได้เลยสักครั้ง แต่ครั้งนี้ ข้าพเจ้ารู้สึกว่า ข้าพเจ้าเคยหลบเลี่ยงพี่ในบางครั้ง เพราะรู้สึกตัวเองไม่กล้าพอจะสนทนา นี่เป็นครั้งสุดท้าย ข้าพเข้ายังจะหลบเลี่ยงพี่เขาอีกหรือ… ข้าพเจ้าเดินขึ้นไปบนเมรุ ผู้คนรุมล้อมพี่อยู่ด้วยความโศกเศร้า แม่ของพี่ลงไปแล้วพร้อมเสียงร่ำไห้ที่กัดกินหัวใจ ข้าพเจ้าคิดว่าข้าพเจ้าต้องกล้าพอจะมองพี่เป็นครั้งสุดท้าย
พี่เพียงแต่นอนหลับตาอยู่ตรงนั้น สีหน้าพี่เข้มขึ้นกว่าที่เคยเห็น พี่ไม่รู้ ไม่รับรู้แล้วว่า ผู้คนรายรอบพี่โศกเศร้าเพียงใด พี่เพียงนอน—จากไป
ข้าพเจ้าเดินออกไป ข้าพเจ้ารู้ว่ามิอาจกลั้นน้ำตาอีกแล้ว พี่ชมพูยืนอยู่ตรงนั้น ข้าพเจ้าจับมือพี่ชมพู รู้สึกว่าพี่ชมพูเข้มแข็งเหลือเกิน พี่ชมพู-ผู้หญิงคนนี้ คนที่ท่วมไปด้วยความเสียใจกลับพูดกับข้าพเจ้าว่า “ไม่เป็นไรนะ” ข้าพเจ้าบีบมือพี่ชมพู ข้าพเจ้ารู้ว่าเรามิอาจปลอบใจใครได้ เพราะเราทุกคนล้วนเศร้าเสียใจเกินกว่าจะปลอบใจใคร
เสียงเพลง The End ของวง THE DOOR สะท้อนในอากาศ เศร้ากว่าเพลงงานศพใดที่ข้าพเจ้าเคยได้ยิน

เที่ยวไร่อุษาวดี ของ บุหลัน รันตี

หากใครเคยอ่านเรื่องเกี่ยวกับป่าต้องเคยได้ยินชื่อ บุหลัน รันตี ชื่อหวานเสียปานนี้ นึกว่าสาวกะเหรี่ยงที่ไหน ที่ไหนได้ เป็นนามปากกาของหนุ่มใหญ่ ลูกสอง แห่งสวนผึ้ง ราชบุรี คุณไชโย สุวรรณ์ ผู้มีประสบการณ์โชกโชนในดินแดนผืนป่าตะวันตก รัฐกะเหรี่ยงและแผ่นดินพม่า บุหลัน หมายถึงพระจันทร์ ส่วน รันตี เป็นแม่น้ำสายหนึ่งในดินแดนพม่าเชื่อมต่อประเทศไทย ซึ่งไหลไปพบกันสามสายที่ซองกาเลีย หรือที่ชาวไทยเรียกว่าสามสบ เขตอำเภอสังขละบุรี จ. กาญจนบุรี (ที่มีสะพานไม้ยาวหลายกิโลเมตร ข้ามแม่น้ำ เห็นได้ในภาพถ่ายโปสการ์ดทั่วไป)







ในงานเปิดตัวหนังสือ 7 เล่มของ บุหลัน รันตี (น่าจะเรียกว่างานฉลองเจ็ดเล่มเสียมากกว่า) ที่สวนผึ้ง บรรดานักเขียน รุ่นใหญ่ รุ่นเล็ก รวมทั้งนักข่าวระดับบิ๊กๆ ยอมลงทุนขับรถไปถึงสวนผึ้ง เพื่อเป็นเกียรติในงาน และถือโอกาสพักผ่อนไปในตัว ณ ไร่อุษาวดี ที่คุณบุหลัน รันตี เป็นผู้จัดการไร่ และใช้เป็นสถานที่สร้างสรรค์ผลงานเรื่องป่าดีๆ ออกมามากมาย 7 เล่ม ที่ออกมาให้นักอ่านชื่นชมคือ



1.ย่ำไปในไพรเถื่อน
2.เสียงเพรียกจากบังคะยู
3.แดดร่มลมโชย
4.ผีโป่งที่ทุ่งกินเจ้า
5.ผีหลวง
6.นรก 9 วันในแดนกะเหรี่ยง
7.ค่ำคืนในเหมืองร้าง



บรรยากาศสวนผึ้งในยามที่พวกเราเดินทางไปเพิ่งจะเริ่มเย็นๆ ไร่อุษาวดี เดิมเคยทำสวนกุหลาบเพื่อขาย ปัจจุบันยังคงสวนกุหลาบไว้ แต่ไว้สำหรับผู้มาพักผ่อนเท่านั้น พื้นที่ในไร่ มีห้องพักที่สวยงาม และมีลานสำหรับนักเที่ยวที่ชอบกางเต๊นท์ มีลานรับประทานอาหารที่สร้างเป็นชานยืนไปในหุบเขา มองเห็นทิวเขาล้อมรอบ ซึ่งคุณบุหลันบอกว่า ข้ามเขาไปก็ถึงเขตพม่าแล้ว





ในไร่ มีทางเดินเท้าชมไร่ เรารวมกลุ่มกันชมสวน มีพี่เจน สงสมพันธ์ เป็นผู้นำ พร้อมด้วยครอบครัว


จุดหมายปลายทางอยู่ที่น้ำตกพุเตย เดินไปได้ประมาณ 50 เมตร จะพบกับกรงกระต่ายน่ารัก ด้านขวามือเป็นบึงน้ำ เลี้ยงปลาคราฟตัวโต เดินไปอีกสัก 3 หอบ ก็มองเห็นสวนกุหลาบ ที่แม้จะแกร็นๆ อยู่บ้าง แต่ก็แข่งกันออกดอกสีสันสวยงามอวดสายตา







เลยสวนกุหลาบไปมองเห็นทางชัน นั่นล่ะ ทางไปน้ำตก พวกเราอดทนปีนบันไดกันพอหอบสัก 4 เที่ยว ก็ถึงน้ำตกเล็กๆ อากาศเย็นสบาย








พวกเราถ่ายรูปกันพอสนุกสนาน ก่อนจะเดินกลับทางเดิม ฟ้าเริ่มมืดพอดี เตรียมตัวกินเลี้ยงงานใหญ่คืนนี้

บรรยากาศ ของงานเปิดตัวหนังสือ ของ บุหลัน รันตี เต็มไปด้วยความอบอุ่น เป็นกันเอง ทั้งเพื่อนพ้องวงการวรรณกรรม หนังสือเกี่ยวกับป่า เพื่อสมัยเรียนของคุณบุหลัน และเพื่อนนักเดินป่ามากมาย หลายกลุ่มเดินทางมาจากต่างจังหวัด เช่น กลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติจากโคราช กลุ่มนักเดินป่าเพชรบุรี กลุ่มชอปเปอร์ แม้เวทีจะถูกแซวว่า เหมือนงานแต่งงาน คุณบุหลัน ก็ยิ้มรับ ว่าได้ไอเดียมาจากงานแต่งงานของเพื่อน (ฮา) งานนี้นักอ่าน ได้รู้จักตัวจริงขอองต้นเรื่องสนุกๆ ในหนังสือของคุณบุหลัน ที่โด่งดังที่สุดเห็นจะเป็น พี่ฟู เจ้าของเรื่องจริงที่คุณบุหลัน เอามาเขียนเป็น “ นรก 9 วันในแดนกะเหรี่ยง”



ปิดท้ายด้วยการแสดงจากเด็กกะเหรี่ยง น่ารัก ชวนประทับใจ เสียงเพลงของชาวกะเหรี่ยง ฟังง่ายๆ ประกอบเครื่องคนตรีไม่กี่ชิ้น แต่เสียงร้องซื่อๆ เศร้าๆ นั้น ก็ชวนให้เศร้าตามเหมือนกัน





อากาศเย็น

นานมากแล้วที่กรุงเทพฯ ห่างเหินกับอากาศเย็นในหน้าหนาว ถึงแม้มีบ้างก็เพียงแตะผิว

แต่ปีนี้ จู่ๆ อากาศก็เย็นลงแทบตั้งตัวไม่ทัน หนำซ้ำยังเย็นยาวนานนับเนื่องเกือบเดือนแล้ว

บ้านผมอยู่แถบระเบียงเมืองกรุงเทพฯ จึงรับรู้สภาวะเย็นได้อย่างเต็มอณู ตอนกลางวันแทบไม่ต้องเปิดแอร์ (เพราะไม่มีแอร์ให้เปิด) ยิ่งกลางคืนจรดเช้ามืดต้องห่มผ้าหนาๆ จึงจะนอนสบาย แต่ครั้นตื่นเช้า ผมก็ต้องออกไปเดินเล่นที่สนามหน้าบ้านด้วยชุดกางเกงนอนเสื้อกล้ามที่สวมใส่เมื่อคืน ขณะที่นักเรียนสวมเสื้อกันหนาวไปโรงเรียน คนทำงานสวมเสื้อแขนยาวทับอีกชั้น ผมกระทำดังว่า อากาศแค่นี้ไม่ครณาหรอกน่า (ก็ผมเกิดข้างตู้เย็นนี่นา)

หมาที่บ้านสองตัว ได้เสื้อคนไปใส่ตัวละตัว ตัวผู้ได้เสื้อยืดลายเสือไปสวมใส่วิ่งอวดทั่วซอย มันคงไม่รู้หรอกว่ามันดูเหมือนเสือ แต่มันก็วิ่งทั่วซอยเป็นปกติ เป็นการออกกำลังกาย ลับเล็บกับพื้นถนน ยั่วแหย่หมาอริที่ถูกกักอยู่บ้านอื่น ผมก็ไม่เห็นว่ามันลำพองเกินกว่าปกติเช่นกัน ส่วนหมาตัวเมียได้เสื้อสีเหลืองไปสวม แต่มันทนการห่อหุ้มอยู่ได้ไม่นานก็กัดเสื้อสีเหลืองจนขาดยุ่ย หลุดลุ่ยจากตัวมัน ท่าทางมันคงไม่ชอบสีเหลือง ผมคิด แต่มันคงไม่หนาวเท่าไรนักเพราะมันมีขนหนากว่าเจ้าตัวผู้

ถึงแม้ปีนี้ผมจะเห็นคนสวมใส่เสื้อกันหนาวหลากสีมากกว่าปีก่อนๆ แต่ที่ผมสังเกตและเห็นแปลกเปลี่ยนไปก็คงเป็นหมาที่สวมเสื้อกันหนาวนี่แหละ คุณลองสังเกตดูสิ แม้แต่หมาจรก็ยังมีเสื้อกันหนาวสวมใส่เลย เสื้อสีอะไร ผมคงไม่ต้องบอกกระมัง.

ปลาทองที่ความจำดีที่สุดในบ่อปลาทองของคนที่ขี้ลืมที่สุดในโลก

ผมไม่รู้ว่าผมได้ปลาทองตัวนี้มาเลี้ยงตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่จริงแล้วมันมีเพียงชื่อเรียกว่าปลาทอง แต่สีของมันเป็นสีดำเขียวๆ มีเงาเหลือบๆ เพราะองค์ประกอบเกล็ดของมัน

ในบ่อเล็กๆ (ขอเน้นว่าเป็นบ่อปลา เพราะขุดลงไปในดิน) ขนาดกว้าง 1.5 เมตร ยาวไม่เกิน 1 เมตร (เป็นเรื่องแปลกที่ความกว้างมากกว่าความยาว) มีปลาทองอยู่แล้วสามสี่ตัว ที่ผมไม่แน่ใจ เพราะบางคราวผมเห็นมันว่ายพ้นใต้กอไม้น้ำ สามตัวบ้าง สี่ตัวบ้าง บางคราวผมก็เห็นมันว่าย เพียงตัวเดียวบ้าง สองตัวบ้าง หรือไม่ผมก็ไม่เห็นพวกมันว่ายเลย มันอาจจะมีปลาทองห้าตัว หรือหกตัวก็ได้ แต่มันไม่เคยปรากฏตัวให้ผมเห็นพร้อมกันคราวเดียวถึงห้าหกตัว (ผมจำไม่ได้เหมือนกันว่าเคยเลี้ยงปลาทองไว้กี่ตัว) ปลาทองทุกตัวนั้นมีสีทอง

เมื่อครั้งที่ผมปล่อยปลาทองตัวนี้ลงบ่อ มันค่อยๆ ว่ายอ้อยอิ่งราวกับไม่อยากพรากจากถังพลาสติกใบเล็กๆ ที่ใส่มันอยู่ มันว่ายไปรวมกลุ่มกับปลาทองฝูงเดิมอย่างคุ้นเคย (ตอนนี้ผมมีปลาทองอยู่ราวๆ สี่ห้าตัวแล้ว)

บ่อปลาอยู่ใต้ต้นไม้ จึงไม่ค่อยโดนแดดแรงๆ ปลาทองทั้งสี่ห้าตัวดูจะมีความสุข ใครว่าน้ำร้อนปลาเป็น น้ำเย็นปลาตาย ช่างคิดจัง

ถึงตอนนี้ผมก็จำไม่ได้แล้วว่า…

ไปทะเล กันดีกว่า…

1.
หลังจากหักโหม ปิดเล่มหนังสือ และอยู่ร้านงานมหกรรมหนังสือมาต่อเนื่อง จนรู้สึกว่า นานนนนนนนนนน เหลือเกิน ในที่สุด พวกเราก็ได้พักสักที เฮ……

อากาศปลายฝนต้นหนาว ลมเย็นๆ แสงแดดสว่างกระจ่างทั้งวัน แล้วจะไปไหนได้ …ถ้าไม่ใช่ไปทะเล

พวกเราเลือกเกาะเสม็ดเป็นสถานที่ตากอากาศ ด้วยเหตุผล

หนึ่ง เคยไปมาแล้ว รู้ทางหนทีไล่ (ไม่ต้องไปงมโข่งหลงทาง หาที่พัก ซึ่งทำให้เสียเวลาพักผ่อน)
สอง หลังจากโทรไปสอบถามที่พักที่คุ้นเคยแล้ว ก็ทราบว่า ห้องกำลังว่าง และอากาศกำลังดีมาก
สาม ใกล้ ขับรถแป๊บเดียว ต่อเรือแป๊บเดียว ทะเลสวย



เลือกเดินทางยามเช้ามาก และมาถึงท่าเรือเสม็ดตั้งแต่ 9 โมงเช้า เรือออกเก้าโมงครึ่ง ค่าเรือ 50 บาทขาดตัว ไป-กลับ ก็ 100 บาท เช้านี้มีคนไทย 2 กลุ่ม คือเรา และอีกกลุ่มหญิงล้วน 4 คน นอกนั้นมาเป็นคู่ สวีตหวานแหววกันมาทีเดียว ส่วนชาวต่างประเทศ ก็มีคณะทัวร์เอเชียน (ดูไม่ออกว่าป้าๆ แกเกาหลี ไต้หวัน หรืออะไร) และฝรั่งผิวขาวอีก 2-3 กลุ่มที่มีเป็นครอบครัว และน่าจะเดินทางแบบไปกลับ เพราะไม่เห็นขนของพะรุงพะรังอย่างเราเลย

อีกครึ่งชั่วโมง เราก็มาถึงเสม็ด และปีนขึ้นไปนั่งอยู่ท้ายระกระบะรับจ้างเรียบร้อย พร้อมกับนักเดินทางกลุ่มหญิงสาว 4 คน ฝรั่งหนุ่มหล่อมาคนเดียว และคู่รักชาวไทยแหววหวานอีก 1 คู่ ที่หน้าด่าน เราพบว่า ค่าผ่านทางเข้าอุทยานแห่งชาติ จากที่เคยมาครั้งก่อน คนไทย 20 บาท ฝรั่ง 200 คราวนี้ขึ้นราคาเป็น คนไทย 40 บาท ฝรั่ง 400 บาท (ก็ยังถูกกว่าไปภูฏานเยอะอ่ะนะ ที่นั่นนักท่องเที่ยว ต้องเสียภาษีท่องเที่ยววันละประมาณ 4000-7000 บาท )

ฝรั่งหนึ่งหน่อลงที่อ่าวไผ่ เราลงรถที่หาดทับทิม พร้อมกับกลุ่มสาว 4 คน ค่ารถคนละ 20 บาท ส่วนคู่รักไปลงที่อ่าวลุงดำ ซึ่งต้องเสียค่ารถ 2 คน 150 บาท)

เราไม่ได้จะมาที่อ่าวทับทิมหรอก เราเดินตัดหาดทราย เลาะเชิงเขา เลยหาดทับทิมไป มีอ่าวเล็กๆ สงบเงียบ บ้านหลังน้อยๆ ประมาณ 7-8 หลัง ซ่อนตัวอยู่ที่เชิงเขา ทางเข้ามีป้ายไม้แกะสลักว่า อ่าวนวล สาว 4 คน เดินตามเรามา พร้อมคำทักทายว่า “ไปหาดเดียวกันเลย”

พี่ติ๋ว และพี่อ๋อย (ให้ทายว่าคนไหนผู้ชาย คนไหนผู้หญิง) 2 สามีภรรยา เจ้าของบ้านพักอ่าวนวล ยิ้มแย้มต้อนรับ พร้อมแซวว่า ทำไมเรามากันมากมายขนาดนั้น เพราะเข้าใจว่าสี่สาวนั้นเป็นกลุ่มเดียวกับเรา พี่ติ๋วเก็บ “บ้านโพไทร” ไว้ให้เรา ส่วนสี่สาวนั้นพักบ้านสยาม ใกล้ๆ กัน

จากนั้น เราก็นอน นอน นอน และนอน จนบ่าย เราก็ลงเล่นน้ำทะเล สมใจอยาก



อ่าวนวล เป็นหาดเล็กๆ แต่สงบเงียบ น้ำใสสะอาด แต่มีโขดหินและหอยติดโขดหินพอสมควร ซึ่งก็ทำเอาฉันได้แผลที่เท้าเพราะเซ่อซ่าไปถีบกบใกล้โขดหิน แต่โขดหินนี่เอง ที่เป็นแหล่งหากินของปลาเล็กปลาน้อย แค่เรามุดหัวลงไปใต้น้ำ ก็เห็นฝูงปลาเล็กๆ แถมด้วยปลาลายเสือตัวขนาดฝ่ามืออีก 4-5 ตัว

การได้ดำผุดดำว่ายในน้ำใสสะอาด ช่วยให้หัวสมองปลอดโปร่งโล่งสบาย

ตกเย็น เราเดินกลับไปหาดทับทิมเพื่อกินอาหารเย็นแบบครบสูตร มีทั้งปลาเผา ต้มยำทะเล ข้าวผัดปูจานยักษ์ และแน่นอน ไม่ขาดแอลกอฮอล์

เราวางแผนว่าจะพักผ่อน 4 คืน โดยการทำตัวให้ขี้เกียจที่สุด คือ นั่ง นอน เป้าหมายสูงสุดของเรา คืออ่านหนังสือที่แต่ละคนพกมาให้จบ นั่นคือ บันทึกนกไขลาน ของ มุราคามิ 2 เล่ม (หมายถึง มี 2 คนที่หยิบหนังสือเล่มนี้มา) ดลใจภุมริน ของ รงค์ วงษ์สวรรค์ และ สาวสามสิบ ของ บัลซัค

2.

เช้าวันรุ่งขึ้น ขบวนขี้เกียจของเราขยันขันแข็ง ยกทัพข้ามเขา มีเป้าหมายไปยังอ่าววงเดือน ทั้งนี้มิใช่ว่าขยันอะไรมากมาย แต่เราเป้าหมายของเราคือ ไปตามหา “ขนมปังแถว” เพื่อมาทำแซนวิช และกาแฟสำเร็จพร้อมเครื่องกาแฟ เนื่องจากฉันเอง ที่เอาเครื่องทำแซนวิชมาด้วย เราหวังว่าจะประหยัดอาหารมื้อเช้า ทว่าเราขนมปังนั้นไม่มีขายที่อ่าวทับทิม (ที่เป็นแหล่งชุมชนที่ใกล้ที่สุด) เราจึงออกเดินทางไปยังอ่าววงเดือน ที่อยู่เลยอ่าวนวลไปอีก เดินผ่านอ่าวลุงหวัง ไปก่อน ข้ามเขาเตี้ยๆ ไปยังวงเดือน

วงเดือนเป็นอ่าวที่เป็นแหล่งชุมชน มีเรือตรงมายังวงเดือน มีมินิมาร์ท มีทุกอย่างขายทั้งของกิน ชุดว่ายน้ำ เบียร์ ลูกบอล บะหมี่สำเร็จรูป เลยอ่าววงเดือนไป เป็นอ่าวแสงเทียน และอ่าวลุงดำ ที่คนน้อยลงไปอีก

ก่อนถึงอ่าววงเดือน เป็นอ่าวลุงหวัง เราเคยมาพักที่นี่เมื่อเกือบปีมาแล้ว บ้านพักไม่ประทับใจเท่าไหร่ เพราะเป็นบ้านปูน ไม่โรแมนติกเหมือนเรือนไม้ระเบียงกว้างที่อ่าวนวล แต่อ่าวลุงหวังมีสะพานท่าเรือที่สวยงาม ลึกลงไปในทะเล มองเห็นน้ำสีเขียวสด และฝูงปลาสีเงินตัวเล็กฝูงใหญ่ แถมด้วยหมาหน้าไทยๆ อีก 2-3 ตัว

เลียบเขาและบ้านพักทรงสมัยใหม่ไปอีกพอเหนื่อน ก็มาถึงอ่าววงเดือน เราตรงดิ่งไปยังร้านเล็กกๆ ใกล้ที่ทำการเจ้าหน้าที่ป่าไม้ อาจจะเพราะรู้สึกคุ้นเคยและเป็นกันเองกับร้านอาคารไม้เล็กๆ ทาสีขาวสะอาด คราวก่อนเราก็จ่ายเงินค่าชุดว่ายน้ำและเบียร์ให้ป้าไป ปัจจุบันป้าไม่ขายของแล้ว หลายชายวัยหนุ่มรับหน้าที่ขายแทน
แต่ ร้านของเราไม่มีขนมปัง มีเพียงกาแฟขวดเล็ก เราก็เลยได้เพียงกาแฟ และนมสด พ่วงด้วยบะหมี่สำเร็จรูปถุงเบ้อเร่อ ก่อนที่เราจะแวะไปกินข้าวที่ร้านอาหารใกล้ๆ เป็นร้านอาหารสไตล์หรู อาหารที่วงเดือนราคาไม่แพง อาจจะเพราะมีคนมาเที่ยวเยอะ และมีเรือประจำอ่าว ขึ้นขนของสะดวก
อิ่มท้อง คณะเราจึงถือโอกาสปูผ้าที่ใต้ต้นไม้ท้ายอ่าว ในขณะที่อีกสองคน ยอมเดินไปที่อ่าวแสงเทียน ตามหาขนมปัง



เบียร์ เป็นของแกล้มอากาศริมทะเล ไม่นาน นักตามหาขนมปังก็กลับมาพร้อมขนมปัง 2 ถุง ในราคาแพงสุดๆ ห่อละ 40 บาท (คุ้มมั้ยเนี่ย) พร้อมด้วยน้ำตาลก้อน กล่องละ 25 บาท ครีมเทียม ถุงเล็ก 20 บาท ฝ่ายรอคอยกซัดไปแล้ว 2 ขวดเล็ก ขณะนอนเล่น เพื่อนสาวบ้านใกล้เราก็เดินผ่านมา แต่เธอมากันแค่ 3 คน เราทักทายกันด้วยรอยยิ้ม
บ่ายนั้นเรานอนแช่ทราย จนเคลิ้ม ใกล้หลับก็ลงเล่นน้ำทะเล
เย็น จึงค่อยเดินกลับอ่าวนวล
เราลงทะเลล้างตัวอีกครั้งที่อ่าวนวล



จากการตะเวนวันนี้ เราพบว่า อ่าวนวล เป็นอ่าวที่น้ำใสสะอาดที่สุด อ่าวทับทิม ที่หาดมีทางน้ำเน่าๆ ออกมาจากบ้านพักหรู ไหลลงทะเล ในขณะที่เจ้าของกิจการร้านค้าบ้านพักก็ทำหน้าตาเฉย เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่ต่างจากที่อ่าวลุงหวัง ส่วนที่วงเดือนก็เช่นกัน แถมยังมีเรือสปีดโบท จอดระเกะระกะ
เราจึงสรุปกันว่า รุ่งขึ้นจะไม่ไปไหน นอนเล่นที่บ้านของเรา (อ่าวนวล) ดีที่สุด

3.

วันต่อมา
เราออกมาดูพระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ดวงสีแดงไข่เค็มลอยขึ้นมาจากทะเล แสงค่อยๆ จ้าขึ้นๆ จนแผดแรง เรากลับเข้าบ้าน ปล่อยตัวเอกเขนกอีกครั้ง หนังสือเปิดอ่านกันไปคนละเกินครึ่งเล่ม ต่างคนต่างอ่าน ขวดเบียร์เพิ่มขึ้นๆ




เรา นอน อ่านหนังสือ กินไข่ปิ้ง กินไข่ทรงเครื่อง กินส้มตำ แกล้มแอลกอฮอล์ กาแฟ และแซนวิช ร้อนๆ ก็เล่นน้ำทะเล


สังเกตเพื่อนบ้านพบว่า หญิงสาวสามคนเกาะกลุ่มกันเที่ยวเล่น เล่นน้ำ ในขณะที่อีกคนแยกออกจากเพื่อน ไปพักกับฝรั่งหน้าจืด สไตล์ผู้ดีอังกฤษ ที่กล่าวหาว่าหมอนั่นเป็นผู้ดี ก็เพราะตอนเล่นน้ำ หมอนั่นไม่ยอมถอดเสื้อยืดเบียร์ช้างออกจากตัวเลย ขณะหญิงสาวสวมทูพีซ และถูกสั่งให้สวมกางเกงนอนขาสั้นทับจีสตริงไว้
เรามองวิถีของหญิงสาวคนนั้นอย่างไม่ผิดจากความคาดหมาย ลักษณะ ท่าทางของเธอทำให้คิดได้อย่างนั้นมาตั้งแต่แรก เมื่อตอนนั่งรถรับจ้างมาพร้อมกัน เราสังเกตเห็นที่ข้อมือของเธอมีรอยแสตมป์สีน้ำเงินจางๆ เราเดาว่าเธอคนไปเที่ยวกลางคืนที่ไหนมาก่อนจะหอบสังขารโรยล้ามาเสม็ด ครั้งเมื่อมาถึงทะเล ชุดว่ายน้ำทูพีซ จีสตริงของเธอก็ชวนให้เราคิดไปทางเดียว
ตกเย็นเพื่อนๆ ของเธอเดินทางกลับ พร้อมโบกมืออำลา ในขณะที่เธอยังพักอยู่กับฝรั่งผู้ดี ที่บ้านบนเนินเขา คืนนี้เรากินไปกินข้าวที่ทับทิมอีกครั้ง

4.



รุ่งขึ้น เราพบว่าขวดเบียร์ กองมากมายจนเราขำ แต่ก็ไม่ได้ลดสปีดการดื่ม เพียงแต่ทำให้สบายๆ ลงเท่านั้น แทนที่หญิงสาวสี่คน บ้านสยามมีคู่รัก ทอมหนุ่มดี้สาวสวยมากๆ มาแทนตั้งแต่เมื่อวานเย็น ส่วนบ้านที่เยื้องขึ้นไปบนเขาใกล้บ้านเราอีกด้าน มีหญิงสาวหน้าตาดี ที่ยังถือหนังสือกวดวิชา (ชี้ทติว นี่มีสถาบันไหนมั่งที่มี) มากับฝรั่งหน้าตาละม้ายคล้ายแบรด พิทช์ ที่ถูกทุบหัวจนหน้าย่นไปเล็กน้อย นี่อีกคน หญิงสาวที่มากับฝรั่ง

บ่ายนั้น หญิงสาว ที่มากับเพื่อนสามคนที่กลับไปแล้ว เอ่ยปากทักทายชายหนุ่มกลุ่มเรา ที่เดินไปหยิบเบียรที่ร้านพี่ติ๋ว
“พี่ยังเป็นนักศึกษาอยู่รึเปล่า”
ชายหนุ่มจะหัวเราะแล้วตอบว่า “พี่สามสิบสามแล้วน้อง”
เธอถามกลับซื่อๆ ว่า “พี่รู้ใช่มั้ย ว่าหนูทำอะไร”
“ก็รู้อยู่แล้ว” เขาตอบ
บทสนทนาอย่างจริงจังก็เริ่มต้นขึ้น หญิงสาวบอกว่า เธออายุ 25 เป็นคนจังหวัดสุรินทร์ เธอเรียน รามคำแหง เอกภาษาอังกฤษ เรียนไม่จบสักที จึงต้องมาทำงานแบบนี้
“พี่ว่าอนาคตหนูควรจะทำยังไง” จู่ๆ เธอก็ขอความเห็นจากเขา
“ก็อยากทำอะไรก็ทำไป ถ้าคิดว่ามันยังดีกับตัวเอง ถ้ามันไม่ดีแล้ว ก็เปลี่ยน” เขาตอบ
หยิบเบียร์ รอบหลัง เธอบอกว่า “หนูจะกลับวันนี้แล้วนะ”
เขาได้คุยกับฝรั่งคู่ควงของเธอ ยืนยันสมมติฐานว่า หมอนั่นเป็นคนอังกฤษจริงๆ (ว่ะ)
เราไม่ได้โบกมือให้เธอเพราะไม่รู้ว่าเธอแอบเดินกลับไปทางไหน แต่ฉันจำแววตาของเธอได้ดี แววตาที่เคยเห็นมาก่อนของเพื่อนคนหนึ่งของฉัน หญิงสาวที่ทำงานแบบเดียวกัน วันนี้เพื่อนนั้นไม่ได้อยู่ที่เมืองไทยอีกต่อไปแล้ว นี่อาจเป็นความฝันสำเร็จรูปของหญิงไทยที่ทำอาชีพแบบนี้

คืนนี้ เป็นคืนสุดท้ายที่เสม็ด เราเลือกกินอาหารค่ำที่ร้านพี่ติ๋ว ก่อนจะเดินกลับมาปูผ้านอนดูดาวริมทะเล แกล้มด้วยเบียร์ จากด้านหาดทับทิม และด้านอ่าวลุงหวัง มีการปล่อยโคมเล็กๆ จึงมีดวงไฟมาจากทั้งสองฟากลอยขึ้นไปหาดวงจันทร์ ใกล้จะลอยกระทง พระจันทร์เกือบจะเต็มดวง ส่องสว่างจนแทบไม่เห็นแสงดาว

5.

เช้านี้เรานอนมองทะเล เป็นการอำลาอ่าวนวล เก็บขวดเบียร์ให้เป็นระเบียบ นับขวดเล็กได้ 26 ขวด ขวดใหญ่อีก 9 ขวด แถมด้วยบาร์คาดี 1 ขวด และ ไวตามิลค์ 1 ขวด
หนังสือที่พกมา อ่านจบไปแล้ว เป็นความสำเร็จเล็กๆ ของคนพักผ่อน
“แล้วจะมาอีกนะ”
เราบอกกับทะเล

ลิเก

ลิเกคณะสายัณห์ ยืนยง ที่เปิดการแสดง ณ ลานกลางตลาดได้สองสัปดาห์ บรรเลงความตามท้องเรื่องจักรๆ วงศ์ๆ พระเอก(เจ้าชาย) นางเอก(เจ้าหญิง) ผู้ร้าย(ราชาต่างเมือง) ต่างแสดงบทบาทของตน เมื่อจบการแสดงในแต่ละรอบ พวกเขาเข้าไปหลังเวที แล้วทยอยออกมาเก็บข้าวของ อุปกรณ์ประกอบฉาก เก้าอี้พลาสติกสีแดงระเกะระกะหน้าเวที ซึ่งแต่ละวันมีคนมานั่งดูไม่เกินสิบคน แต่ลิเกก็ยังแสดงด้วยสปิริต

คืนวันปฏิวัติ จากภาพข่าวในโทรทัศน์(ซึ่งไม่ค่อยมีภาพข่าว) เว้นแต่ช่องข่าวต่างประเทศอย่างซีเอ็นเอ็น หรือบีบีซี ที่เสนอภาพรถถังวิ่งกันครึ่กครั่กขวักไขว่ ในสายตาชาวต่างชาติ สิ่งนี้สร้างความตระหนกอกสั่นให้ไม่น้อย แต่กับคนกรุงเทพฯที่ใกล้ชิดเหตุการณ์ ถึงแม้หลายคนจะงุนงงสงสัย แต่คนส่วนใหญ่ต่างคาดคิดไว้แล้วว่าเหตุการณ์นี้คงเกิดขึ้นไม่วันใดก็วันหนึ่ง เราจึงเห็นคนยืนถ่ายรูปรถถัง ถ่ายรูปคู่กับทหาร บางคนยืนแนบใกล้ชิด หลายกลุ่มยืนดูอยู่ห่างๆ ราวกับดูมหรสพโรงใหญ่ที่มีท้องถนนเป็นเวทีแสดง

กระทั่งรุ่งเช้า หลังผ่านประกาศแถลงการณ์หลายฉบับ เหตุการณ์เคลื่อนคลาย ทุกสำนักข่าวเสนอข่าวไปในทิศทางเดียวกัน แม้สถานการณ์จะยังอึมครึมอยู่ ทว่าก็คลายความเคลือบแคลงไปได้บ้าง ผู้คนเริ่มทยอยออกมามุงดูเหตุการณ์ พระภิกษุเดินบิณฑบาตผ่านแนวรถถังอย่างเป็นปกติ มีคนมอบช่อดอกไม้ให้ทหาร รถถังหลายคันทัดดอกกุหลาบสีชมพูที่ปลายกระบอกปืน

คืนนั้น ลิเกคณะสายัณห์ ยืนยง ที่เปิดการแสดง ณ ลานกลางตลาดได้สองสัปดาห์ บรรเลงความตามท้องเรื่องจักรๆ วงศ์ๆ พระเอก(เจ้าชาย) นางเอก(เจ้าหญิง) ผู้ร้าย(ราชาต่างเมือง) ต่างแสดงบทบาทของตน ก่อนจบการแสดงในรอบนั้น พระเอกกล่าวออดอ้อนกับผู้ชม ว่าคณะของเขาจะเปิดการแสดงอีกสามวันก็จะย้ายไปที่อื่นแล้ว ไม่รู้ว่าอีกเมื่อไหร่จะได้กลับมาแสดงที่นี่อีก แล้วก็ทำท่าบีบน้ำตา เรียกเสียงเครือครวญจากบรรดาแม่ยกได้พอสมควร

สามวันถัดมา ลานกลางตลาดไม่มีเวทีลิเกตั้งอยู่ ส่วนบนถนนรถถังยังคงจอดตรึงกำลัง

ในขณะที่ลิเกลาโรง เรายังคงเฝ้าดูลิเกโรงใหญ่อยู่ต่อไป โดยที่ไม่รู้ว่าจะย้ายวิกเมื่อไร ลิเกโรงนี้บรรเลงความตามท้องเรื่องวิชาเลขคณิตคิดสนุก พระเอกเพิ่งเริ่มแสดงวิธีทำโจทย์เท่านั้น ส่วนคำตอบที่ได้ เรายังไม่รู้ว่าถูกหรือผิด คนตรวจคำตอบเท่านั้นที่รู้

สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ไปเดินเลือกซื้อหาหนังสือใหม่ๆ ลดราคาสุดๆ เหลือเวลาอีกเพียงสามวัน ช่วงวันหยุดยาวแบบนี้ เดินทางในกรุงเทพฯ รถไม่ติดด้วยนะ


พลาดงานนี้ เจอกันปีหน้านะคะ


รางวัล มนัส เศียรสิงห์ “แดง” เกียรติแห่งคนทำงานศิลปะ

รางวัล มนัส เศียรสิงห์ “แดง”
เกียรติแห่งคนทำงานศิลปะ

รางวัล มนัส เศียรสิงห์ “แดง” เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2544 ในวาระครบรอบ 25 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 โดยริเริ่มจากฝ่ายศิลปกรรม สถาบันปรีดี พนมยงค์ เพื่อมุ่งหวังส่งเสริมคนทำงานศิลปะ ที่มีความคิดและอุดมการณ์ ดังเจตนารมณ์ของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ที่มุ่งหวังส่งเสริมให้มี สันติภาพ ประชาธิปไตย ความเป็นธรรมในสังคม หรือที่อาจารย์ป๋วย อึ้งภากร ได้นำคำทั้งสามมารวมกันเป็นคำว่า “สันติประชาธรรม”

ชื่อมนัส เศียรสิงห์ “แดง” นั้น เป็นชื่อของศิลปินคนหนึ่งในแนวร่วมศิลปินแห่งประเทศไทย ที่ทำงานเพื่อส่วนรวม แต่ต้องมาจบชีวิตที่หน้าหอประชุมธรรมศาสตร์ ในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม อีก 25 ปีต่อมา กลุ่มเพื่อนและกลุ่มศิลปินเดือนตุลา ร่วมกับสถาบันปรีดี พนมยงค์จึงตั้งรางวัล มนัส เศียรสิงห์ “แดง” ขึ้น เพื่อระลึกถึงศิลปินผู้เสียสละคนนี้ ในขณะเดียวกันก็เพื่อส่งเสริมศิลปินที่ทำงานอย่างมี “สันติประชาธรรม” เพื่อต้านทานกระแสหลักที่ศิลปะมักมุ่งเน้นไปทางด้านผลประโยชน์ที่เป็นรายได้และเงิน การเชิดชูเกียรติแก่ผู้สร้างงานศิลปะอย่างมีอุดมการณ์นั้น เป็นการแสดงให้เห็นว่าสังคมมิได้ทอดทิ้งให้ศิลปินทำงานอย่างโดดเดี่ยว ทว่ายังมีองค์กรและกลุ่มบุคคลที่สนใจและส่งเสริมผู้ที่ทำงานเพื่อสังคม

รางวัลมนัส เศียรสิงห์ “แดง” นั้น มุ่งหมายมอบให้แก่ผู้ที่ทำงานศิลปะอย่างต่อเนื่อง จึงมีระยะการมอบรางวัล ครั้งละ 5 ปี เพื่อเว้นช่วงในการติดตามและพิสูจน์วิถีการทำงานของศิลปิน แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ รางวัลมนัส เศียรสิงห์ ‘แดง’ ศิลปินเกียรติยศ (HONORARY RED ART AWARD) มอบให้ศิลปินทัศนศิลป์ผู้สร้างสรรค์ผลงานสู่สาธารณะอย่างต่อเนื่อง เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 30 ปี และรางวัลมนัส เศียรสิงห์ ‘แดง’ (RED ART AWARD) มอบให้แก่ศิลปินทัศนศิลป์ผู้สร้างสรรค์ผลงานสู่สาธารณะอย่างต่อเนื่อง เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี ซึ่งนับว่าเป็นศิลปินรุ่นใหม่ที่เริ่มทำงานต่อเนื่อง

ผู้ได้รับรางวัลมนัส เศียรสิงห์ “แดง” ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2544 รางวัลมนัส เศียรสิงห์ ‘แดง’ ศิลปินเกียรติยศ ได้แก่ ทวี รัชนีกร และ ลาวัณย์ อุปอินทร์ (ดาวราย) ส่วนผู้ได้รับรางวัล รางวัลมนัส เศียรสิงห์ “แดง” ได้แก่ วสันต์ สิทธิเขตต์

[/img]

(ภาพบน ซ้าย พิทักษ์ ปิยะพงษ์ ขวา โชคชัย ตักโพธิ์
ภาพล่าง ซ้าย สุโรจนา เศรษฐบุตร ขวา สุธี คุณาวิชยานนท์)

สำหรับรางวัลมนัส เศียรสิงห์ “แดง” ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2549 นี้ ได้แก่
รางวัลมนัส เศียรสิงห์ “แดง” ศิลปินเกียรติยศ (HONORARY RED ART AWARD)
1.นายโชคชัย ตักโพธิ์
2.นายพิทักษ์ ปิยะพงษ์

รางวัลมนัส เศียรสิงห์ “แดง” ศิลปินทัศนศิลป์ดีเด่น (RED ART AWARD)
1. นายสุธี คุณาวิชยานนท์
2. นางสาวสุโรจนา เศรษฐบุตร

อาจารย์โชคชัย ตักโพธิ์ ผู้ได้รับรางวัลมนัส เศียรสิงห์ “แดง” ศิลปินเกียรติยศ เป็นศิษย์สาขาภาพพิมพ์ รุ่นแรกของเพาะช่าง มีผลงานได้รับรางวัลตั้งแต่สมัยเรียน ได้รับอิทธิพลจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 สร้างสรรค์งานศิลปะเพื่อรับใช้สังคม เข้าร่วมเป็นแนวร่วมศิลปินแห่งประเทศไทย เมื่อเรียนจบรับราชการและเป็นผู้บุกเบิกคณะศิลปกรรม วิทยาลัยอาชีวศึกษา อุบลราชธานี มีผลงานนิทรรศการมากมาย
การแสดงนิทรรศการครั้งสำคัญ เช่น นิทรรศการศิลปกรรม ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ (๒๕๑๖) นิทรรศการภาพคัตเอาท์การเมืองเดือนตุลา บนเสาไฟกินนรี เกาะกลางถนนราชดำเนินกลาง ( ๒๕๑๘) นิทรรศการศิลปกรรมแห่งประเทศไทย นิทรรศการศิลปกรรม ชุดวัดหนองป่าพง ( ๒๕๔๓-๒๕๔๔) นิทรรศการสีน้ำและวาดเส้นชุด ผาแต้ม-แต้มสี ณ หอศิลป์นิทรรศการมารศรี วังสวนผักกาด และที่อื่นๆ ( ๒๕๔๕-๒๕๔๖) นิทรรศการศิลปกรรมร่วมสมัย โชคชัย ตักโพธิ์ : กระบวนทัศน์ ๓ ทศวรรษ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหอศิลป ( ๒๕๔๖ )
ปัจจุบันเป็นอาจารย์ คณะศิลปกรรม สถาบันการอาชีวศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (วิทยาลัยอาชีวศึกษา อุบลราชธานี)

พิทักษ์ ปิยะพงษ์ ผู้ได้รับรางวัลมนัส เศียรสิงห์ “แดง” ศิลปินเกียรติยศ ลูกชาวนา ศิษย์เพาะช่างผู้มีบทบาทสำคัญในการออกแบบโปสเตอร์เคลื่อนไหวการเมืองภาคประชาชน เป็นผู้ผลักดันให้นักกิจกรรมทัศนศิลป์หนุนสร้างงานศิลป์ให้กับกิจกรรมนักศึกษาและองค์กรภาคประชาชน เป็นผู้ร่วมก่อตั้งแนวร่วมศิลปินแห่งประเทศไทย ก่อตั้งชมรมศิลปกรรมแห่งประเทศไทย และเป็นกำลังสำคัญในการจัดแสดงนิทรรศการศิลปกรรมแห่งประเทศไทย
ในด้านกระบวนการพัฒนาเทคนิควิธีการทางศิลปะ เป็นผู้เริ่มและบุกเบิกการเขียนภาพสดขนาดใหญ่ ที่มีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์สังคมการเมือง ได้คิดค้นสร้างสรรค์งานศิลปะจากดินโคลนกลางท้องทุ่งนา รวมทั้งนำเอาชันยาเรือและดินเลนมาเขียนรูปภาพ โดยยังคงกลิ่นอายจิตวิญญาณชาวนาไว้อย่างเหนียวแน่น นอกจากนี้ยังใช้นามปากกา ทาสไท พิทักษ์ชน เขียนบทกวี สะท้อนปัญหาสังคมและสภาพแวดล้อม
การแสดงนิทรรศการครั้งสำคัญ เช่น แสดงนิทรรศการร่วมกับกลุ่มศิลปินกลุ่มธรรม (2505) แสดงนิทรรศการร่วมกับกลุ่มศิลปินอิสระ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (2516) นิทรรศการชมรมศิลปกรรมแห่งประเทศไทย (2522) ได้รับเชิญไปแสดงนิทรรศการศิลปกรรมร่วมกับศิลปินญี่ปุ่น ณ เมืองเกียวโต , อิวาดะ ประเทศญี่ปุ่น มีผลงานภาพศิลปะแนวเพื่อชีวิตสะสมอยู่ในหอศิลป์ร่วมสมัย ประเทศญี่ปุ่น และอื่นๆอีกมากมาย
ปัจจุบัน นายพิทักษ์ ปิยะพงษ์ ได้อุทิศตนให้กับการสอนศิลปะให้เด็กในพื้นที่ชนบทของจังหวัดฉะเชิงเทรา

นายสุธี คุณาวิชยานนท์ ผู้ได้รับรางวัลมนัส เศียรสิงห์ “แดง” ศิลปินทัศนศิลป์ดีเด่น (RED ART AWARD) เริ่มศึกษาศิลปะที่วิทยาลัยช่างศิลป กรุงเทพฯ จบศิลปบัณฑิต สาขาภาพพิมพ์ พ.ศ. 2532 จากคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร จากนั้นไปศึกษาต่อที่ ซิดนีย์ คอลเลจ ออฟ ดิ อาร์ตส์ (Sydney College of the Arts) มหาวิทยาลัยซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ได้รับปริญญาศิลปมหาบัณฑิตสาขาทัศนศิลป์ พ.ศ. 2536
พัฒนาการสร้างสรรค์งานศิลปะทั้งทางรูปแบบ เทคนิค วิธีการอย่างไม่หยุดนิ่ง ให้สอดรับกับเนื้อหาที่ที่มีสาระหนักแน่นลึกซึ้ง ภายใต้ลักษณะร่วมสมัยทางสังคม
แสดงนิทรรศการครั้งสำคัญได้แก่ ผลงานชุด “ช้างเผือกสยาม” (2538) ได้รับเชิญไปร่วมแสดงนิทรรศการกับกลุ่มศิลปินแนวศิลปะการแสดงญี่ปุ่น คณะบูโด ที่ Nishi Kitaza เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น 2538) ผลงานชุด “ความซ้ำซากอันเป็นนิรันดร์” ( 2540-2541) ผลงานศิลปกรรมแนวจัดวางชุดสำคัญ ที่สร้างความรู้สึกมีส่วนร่วมในด้านการเรียนรู้ประชาธิปไตย ชื่อชุด “ห้องเรียนประวัติศาสตร์” ในโอกาสครบรอบชาตกาล 100 ปี นายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งจัดแสดงบนฟุตบาทถนนราชดำเนินกลาง ระหว่างวันที่ 11-14 พฤษภาคม พ.ศ. 2543
ปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนที่คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และเป็นคอลัมนิสต์เกี่ยวกับศิลป

สุโรจนา เศรษฐบุตร ศึกษาทางด้านสถาปัตยกรรมที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเรียน Chinese Painting จากอาจารย์ Lim Eow ช่วงปี พ.ศ. 2518 จนถึง 2523 จากนั้นไปศึกษาต่อทางด้านเครื่องปั้นดินเผา จบปริญญาตรี University of Kansas, KS ประเทศสหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2519 ได้รับปริญญามหาบัณฑิตทางด้านเครื่องปั้นดินเผาจาก Kansa State University ประเทศสหรัฐอเมริกา ปี พ.ศ. 2532
ในระยะแรกนั้น สุโรจนา เศรษฐบุตร ได้สร้างงานศิลปกรรมเครื่องปั้นดินเผา ต่อมาได้พัฒนาการสร้างสรรค์งานศิลป์ในรูปแบบศิลปะแนวจัดวางบนพื้นที่ โดยใช้เทคนิคและวัสดุประเภทศิลปะเครื่องปั้นดินเผามาประกอบเป็นผลงาน ผลงานสะท้อนความรู้สึกในเรื่องจิตสำนึก ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ไม่เบียดเบียน อีกทั้งยังให้สติกับผู้เสพงานศิลป์ ได้ใช้วิจารณญาณในการพิจารณาไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน
การแสดงนิทรรศการที่สำคัญ เช่น ชุด 14th Annual Prairie Art Exhibition Sterhing College, KS ประเทศสหรัฐอเมริกา (2531) การแสดงนิทรรศการสำคัญ ได้แก่ ผลงานเรื่อง ธาตุ 4 (Elements) ณ หอศิลปแห่งชาติ 2539) การแสดงนิทรรศการเดี่ยวชุด “อิสราเอล” ณ หอศิลปแห่งชาติ (2541) นิทรรศการชุด “วัฏจักรของประชาธิปไตยบนถนนราชดำเนิน” ( 2543) บนฟุตบาทถนนราชดำเนินกลาง นิทรรศการชุด “หนึ่งในทรัพยากรธรรมชาติของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อการส่งออกสู่ทวีปยุโรป ที่ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์โลก” ณ มหาวิทยาลัยศิลปากร (2543) นิทรรศการชุด “ป่าไม้ ไทย ลาว” ณ หอศิลป์ตาดู ( 2544) และเป็นผู้ได้รับมอบหมายจากมูลนิธิ 14 ตุลา ให้เป็นผู้ดำเนินงานจัดทำและติดตั้งกระเบื้องดินเผาประดับสถูปวีรชน ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนินกลาง
ปัจจุบันเป็นศิลปินอิสระ

รางวัลมนัส เศียรสิงห์ “แดง” นับเป็นรางวัลแห่งเกียรติ ที่มุ่งเชิดชูเกียติแด่ศิลปินที่ทำงานเพื่อ “สันติประชาธรรม” อย่างต่อเนื่อง
สำหรับงานเชิดชูเกียรติผู้ได้รับรางวัลมนัส เศียรสิงห์ “แดง” จะจัดขึ้น ในวันที่ 1 ตุลาคม 2549 ณ สถาบันปรีดี พนมยงค์