190516

ย้อนบันทึก การแปล คุณนายดัลโลเวย์ จากดลสิทธิ์ บางคมบาง ถึง เวอร์จิเนีย วูล์ฟ

เมื่อปี 2550 ในช่วงที่วงการวรรณกรรมแปลค่อนข้างเงียบเหงา สำนักพิมพ์คมบาง ใช้ชื่อ สำนักพิมพ์ชมนาด พิมพ์งานแปลวรรณกรรมระดับโลกเล่มหนึ่งขึ้น เป็นวรรณกรรมแนวกระแสสำนึก ของนักเขียนหญิงชาวอังกฤษที่ได้รับความสนใจจากทั่วโลก ทั้งเทคนิคการเขียน, แนวคิดเชิงสตรีนิยม และในเรื่องการทำอัตวินิบาตกรรม นักเขียนหญิงคนนั้นคือ เวอร์จิเนีย วูล์ฟ ด้วยการแปลของ ดลสิทธิ์ บางคมบาง ซึ่งก็คือนามใหม่ของนักแปลคนเก่า ที่ชื่อ สิทธิชัย แสงกระจ่าง ผลงานเรื่องนั้นคือ Mrs Dalloway ในชื่อไทยคือ คุณนายดัลโลเวย์

ผ่านไปจนถึงปีที่ 13 ในปี 2563 นี้สำนักพิมพ์คมบางได้พิมพ์ คุณนายดัลโลเวย์ เป็นครั้งที่ 2

ในบทความนี้จึงขอย้อนไปถึงความคิดของนักแปล ดลสิทธิ์ บางคมบาง ในการแปลคุณนายดัลโลเวย์ออกมาสู่วงการการอ่านในประเทศไทย

จากอดีตมาสู่ปัจจุบัน จากดลสิทธิ์ บางคมบาง ในการแปล คุณนายดัลโลเวย์

Mrs Dalloway เคยเป็นภาพยนตร์มาเมื่อหลายปีก่อน นำแสดงเป็น Mrs Dalloway โดยดารารุ่นใหญ่ Vanessa Redgrave และเมื่อไม่นานมานี้ก็มีภาพยนตร์ดัดแปลงและเสริมต่อเรื่องราวจากวรรณกรรมเรื่องเดียวกันนี้ ในชื่อ The Hours นำแสดงเป็น Virginia Woolf ผู้เขียน โดยดาราดัง Nicole Kidman ซึ่งเป็นที่ต้อนรับไม่น้อย และนักอ่านคอวรรณกรรมคงได้ผ่านตากันมาแล้ว

ว่าไปแล้วชื่อของ Virginia Woolf เป็นที่กล่าวขวัญและรู้จักกันดีในแวดวงวรรณกรรมไทยมาเนิ่นนาน ในฐานะนักเขียนแนวกระแสสำนึก (Stream of Consciousness) ผู้มีผลงานอันน่าทึ่ง เป็นที่กล่าวขวัญและอยู่ในความนิยมของนักอ่านทั่วโลกมานานยาว เพียงแต่ผลงานของเธอไม่มีผู้ใดแปลออกมาเป็นภาษาไทยเท่านั้น

ในการแปลครั้งนี้จึงเป็นความพยายามของผู้แปลในอันจะให้นักอ่านชาวไทยได้รู้จักตัวเนื้องานของนักเขียนคนสำคัญคนหนึ่งของศตวรรษที่ยี่สิบผู้นี้ และ คุณนายดัลโลเวย์ เล่มที่ท่านถืออยู่นี้จึงเป็นผลงานเล่มแรกของเธอที่ได้รับการแปลเป็นภาษาไทย

เวอร์จิเนีย วูล์ฟ กับนักเขียนร่วมสมัย

Virginia Woolf เป็นนักเขียนชาวอังกฤษ ร่วมสมัยเดียวกันพอดีกับ James Joyce นักเขียนชาวไอริช ซึ่งมีผลงาน A portrait of an Artist as a Young Man และ The Dubliners แปลเป็นภาษาไทยมาก่อนหน้านี้แล้ว โดยทั้งคู่นี้ต่างเกิดในปี 1882 และเสียชีวิตในปี 1941 ด้วยกัน

นักเขียนแนวกระแสสำนึกอีกคนในฟากยุโรปตะวันออก ที่ร่วมสมัยเดียวกันกับ Virginia Woolf และมีผลงานแปลเป็นภาษาไทยหลายเล่มหลายสำนวนด้วยกัน เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่นักอ่านคอวรรณกรรม ได้แก่ Franz Kafka (1883 – 1924)

นักอ่านที่ผ่านการอ่านงานเขียนของ Kafka มาก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะในสำนวนแปลของผู้แปลในชื่อเล่ม ในความนิ่งนึก คงจะพอคุ้นเคยกับการอ่านงานเขียนในแนวกระแสสำนึก (Stream of Consciousness) มาบ้าง และคงพบมาแล้วถึงความแตกต่างจากงานเขียนของนักเขียนอื่นโดยทั่วไป

คุณนายดัลโลเวย์ เล่มนี้ก็เช่นนั้น และอาจเป็นปัญหาอยู่บ้างสำหรับนักอ่านที่ยังไม่คุ้น แต่ผู้แปลเชื่อว่า เมื่อได้อ่านลึกเข้าไปในตัวเรื่องแล้ว เขาจะพบว่านี่เป็นประสบการณ์ในการอ่านที่แตกต่างอย่างยิ่ง โดยผู้อ่านจะสัมผัสได้ถึงชีวิตภายในของตัวละคอนได้ลึกกว่างานประเภทอื่นๆที่เขาได้เคยอ่านมา ทั้งเหมือนจะเสริมให้เขาต้องใช้จิตนาการที่ลึกมากขึ้นในการจะรับรสวรรณกรรมให้เป็นไปโดยเต็ม

เกี่ยวกับการแปลของดลสิทธิ์ บางคมบาง

และก่อนเข้าสู่การอ่าน ผู้แปลขอชี้แจงเกี่ยวกับการใช้วรรค -ซึ่งนักอ่านบางคนอาจเห็นว่ามีมากเกินไป น่าจะรวบเข้าด้วยกันได้โดยไม่เสียความ- ว่า ผู้แปลใช้วรรคด้วยความมุ่งหมาย 1) แยกคำไม่ให้สับสน 2) คั่นความที่แทรกเข้ามา 3) ทอดเสียงท้ายคำที่ทิ้งวรรคให้ไปรับกับคำที่ตามมา 4) เป็นจังหวะให้กับเสียงของความคิด เช่นจังหวะของคลื่นทะเล ตามจังหวะของกระแสสำนึก ดังนั้นในการอ่านจึงอาจต้องทอดสายตาไปหาคำที่รับความกันกับคำในท้ายวรรคอยู่บ้าง ซึ่งจากการอ่านไปได้สักระยะก็จะจับกฎเกณฑ์ได้โดยง่าย

ผู้แปลหวังไว้กับตัวเองว่าจะมีโอกาสนำผลงานของ Virginia Woolf เรื่องอื่นๆ มาเสนออีกได้ในโอกาสข้างหน้า

ผู้แปลได้กล่าวถึงที่มาที่ไปไว้เมื่อ สิงหาคม 2550 จากซับตาเมา โป่งน้ำร้อน จันทบุรี อันเป็นบ้านที่ใช้ทำงานแปลในระยะหลัง ซึ่งได้ปลูกต้นไม้ป่าไว้มากมาย และต่อมาได้ใช้ชื่อว่า เมืองต้นไม้ โดยมีเพจที่ลงเรื่องราวและรายละเอียดเกี่ยวกับบรรยากาศต่างๆ ในชื่อเฟซบุ๊กเพจ เมืองต้นไม้

ปัจจุบันดลสิทธิ์ บางคมบาง ยังคงทำงานแปลอย่างต่อเนื่อง หลังจากแปลคุณนายดัลโลเวย์ ออกมา ก็มีงานแปลที่ตามมาเช่น เมื่อฉันนอนกำลังตาย ของวิลเลียม โฟล์คเนอร์ / การสอบความของสุนัขตนหนึ่ง ของ ฟรันซ์ คาฟคา และกำลังมีเรื่องสั้นที่จะออกใหม่คือ ถนนจระเข้ ของ บรูโน ชูลซ์ นักเขียนโปแลนด์ ที่แม้ว่าจะเคยแปลมาแล้ว แต่ครั้งนี้มีเรื่องสั้นใหม่เพิ่มเติมอีก 3 เรื่อง ทั้งยังแปลใหม่ทั้งเล่มดัวย

1

“ก้อนกรวดสะกิดใจ” งานเปิดตัวหลวงตาจิ๋วกับเจ้าป๋อง

อุปสรรคไม่ใช่ก้อนกรวด
หากอุปสรรคและปัญหาต่าง ๆ ในชีวิต คือ กรวดเล็ก ๆ หนึ่ง

วันที่เรายังเยาว์วัย กรวดก้อนนั้นยังเล็ก และไม่สร้างความเจ็บปวดให้มากมายนัก กระนั้น ใช่ว่ากรวดเล็ก ๆ นั้นจะไม่เป็นอุปสรรคในแต่ละย่างก้าวของชีวิต ในแต่ละย่างก้าวของการเติบโต

เช่นเดียวกับ “เจ้าป๋อง” ตัวละครที่เป็นดั่งตัวแทนวัยเยาว์ที่ให้ภาพสะท้อนต่อวัยผู้ใหญ่จากบทบาทภายใต้คำสอนของ “หลวงตาจิ๋ว” ในผลงานนวนิยายเล่มล่าสุดของศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ คุณ ชมัยภร แสงกระจ่าง ซึ่งเริ่มต้นนิยายเล่มบางเล่มนี้จากคอลัมน์ในนิตยสาร The Secret ในวันที่ต้องมารู้ว่าพื้นที่การเขียนกำลังจะหายไป

ขณะที่เรื่องราวของเจ้าป๋องเพิ่งจะเริ่มย่างก้าวก็กลับต้องสะดุดต่อกรวดก้อนแรกเสียแล้ว

“…เราต้องโยงกับไปที่สถานการณ์ของสื่อสิ่งพิมพ์…” คุณชมัยภรบอกเกริ่นถึงกรวดก้อนแรกที่ทำให้เกิดเป็นเรื่องราวของ “หลวงตาจิ๋วกับเจ้าป๋อง” จากสถานการณ์ของสื่อสิ่งพิมพ์ที่ประสบปัญหาขาดทุนจนต้องทยอยปิดกิจการไปหลายราย ไล่เรียงมาตั้งแต่ นิตยสารสกุลไทย ขวัญเรือน และ The Secret ซึ่งเป็นคอลัมน์ที่ชมัยภรได้รับโอกาสไม่อย่างคาดฝัน จากเมื่อแรก นิตยสารต้องการให้คุณหญิงจำนงศรี รัตนิน ที่มีความรู้ทางธรรมมาเขียน ทว่าด้วยข้อจำกัดต้องเขียนทุก ๆ 15 วัน ทำให้คุณหญิงเสนอชื่อของชมัยภรในฐานะผู้เขียนร่วม กระทั่งมอบหมายให้เป็นผู้เขียนหลักแต่เพียงผู้เดียวในที่สุด

“…ด้วยความที่ The Secret นั้นเป็นคอลัมน์สั้น ๆ และสังคมก็คงต้องการการเยียวยาทางใจ หนังสือก็เลยอยู่นาน ดิฉันสามารถเขียนคอลัมน์ติด ๆ กันไปสองสามปี มีเรื่องเป็นร้อยเรื่องเลย ก็อยากจะรวมเล่มทีเดียว แต่ทางสำนักพิมพ์เขารวมทีละครึ่ง ก็เลยออกมาเป็นชีวิตที่มีเรา กับ ทั้งชีวิตช่างเปราะบาง…”

จุดเริ่มต้นของหลวงตาจิ๋วกับเจ้าป๋อง

ด้วยพื้นเพของความเป็นผู้สนใจปฏิบัติธรรม ซึ่งหนึ่งในหลักคำสอนก็คือว่า การจะเขียนสอนคนอื่น หากสอนผิด เป็นบาปมากกว่าไม่ได้สอนเสียอีก

จึงเป็นความตั้งใจที่จะไม่เขียนงานในเชิงสอนสั่งใด ๆ ให้แก่ผู้อ่าน แต่ด้วยนิสัยของ “นักเขียน” เมื่อได้รับโอกาสให้เขียนคอลัมน์ คุณชมัยภรจึงปรับเปลี่ยนเรื่องราวในคอลัมน์ให้กลายมาเป็นนวนิยาย โดยอิงจากบุคคลจริงที่มีโอกาสได้พบตอนปฏิบัติธรรมนั่นเอง

“…ถ้าใครให้เราเขียนคอลัมน์ เราจะขโมยคอลัมน์เขามาทำเป็นนวนิยาย ทีนี้เราก็ทำเหมือนกัน ตั้งชื่อหลวงตาจิ๋วกับเจ้าป๋อง หลวงตาจิ๋วเนี่ย เป็นตัวละครที่มีอยู่จริง แล้วชื่อเจ้าป๋อง เรารู้สึกว่าชื่อนี้มันมีความน่ารัก เจ้าป๋องเขาเป็นเพื่อนกับหลาน ทั้งที่เขาอายุสักสามสิบกว่า แต่หน้าตามันประมาณสิบห้า แล้วเขาเป็นเพื่อนกับหลานเรา ป๋องมันมีวิญญาณความเป็นเด็กในตัวสูงมาก เราก็เลยตัดสินใจเอาชื่อเขามา ส่วนหลวงตาจิ๋วก็คือพระอาจารย์ที่เคยสอน ท่านก็จะสอนง่าย ๆ เราก็รู้สึกว่าอยากเอาพระอาจารย์จิ๋วซึ่งดุเราในการปฏิบัติธรรมมาใช้ ท่านยังไม่ได้เป็นหลวงตา แต่เรามาคิดแทนป๋อง ถ้าเป็นเด็กก็ต้องเรียกหลวงตา พฤติกรรมทั้งปวงที่ปรากฏในเรื่อง ก็จะเอาตัวเองนะคะ เพราะฉะนั้นเมื่อป๋องเหยียบกรวด ก็คือเราเหยียบ ทุกอันที่เขียน ต้องคิดแล้วว่า มันสามารถจบได้ในหนึ่งตอน แล้วมันก็สามารถปลอมตัวว่าเราไม่ได้เขียนเรื่องยาว เพื่อให้ บก. เขาไม่โวย เรามีความรู้สึกว่าถ้าเราทำแบบนี้ ผลพลอยได้ก็คือเมื่อเราเขียนจบแล้วเนี่ย เราจะได้รวมเล่ม ปัญหาก็คือ ยังไม่ทันจบเลย เขาปิดนิตยสารไปเสียก่อน…”

ธรรมะที่เข้าถึงง่าย

เมื่อนิตยสารปิดตัวไปแล้ว หากแต่ในฐานะนักเขียน คุณชมัยภรได้อ่านทบทวนเรื่องราวของหลวงตาจิ๋วกับเจ้าป๋องแล้วเห็นว่าเรื่องราวของทั้งสองยังสามารถไปต่อได้ เรื่องราวที่ถูกม้วนอย่างพยายามให้จบลงในตอนอย่างรวบรัด จึงถูกคลี่ขยายกระทั่งออกมาเป็นหนังสือที่เสร็จสมบูรณ์ในที่สุด

ด้วยความที่ไม่ได้เป็นนักอ่านมาก่อนตั้งแต่เยาว์วัย กระทั่งเมื่อก้าวมาเป็นอาจารย์จึงมีโอกาสได้อ่านมากขึ้น ผศ.กิตติชัย พินโน หรือ อาจารย์โจ๊ก ของนิสิตหลาย ๆ คน ขอออกตัวให้ความเห็นในฐานะ “นักอ่าน” คนหนึ่ง ที่เอา “ตำแหน่ง” ไปแขวนเอาไว้ก่อนว่า

“…จุดที่น่าสนใจคือ ไหน ๆ เป็นธรรมะมาแล้ว เราชอบตอนที่เดินไปตามถนนลาดยางมะตอย แล้วหินมันโผล่ออกมาเพราะว่ามีการเบียดบังงบประมาณทำถนน ทำให้มองเห็นว่า ความที่เราอยากได้ความเจริญ แล้วความเจริญนั้นมันมาถึง มันมาเต็มที่หรือเปล่า หรือว่ามาถึงครึ่ง ๆ กลาง ๆ อย่างเวลาเราเห็นพระเณรที่เดินไปสะดุ้งไป จริง ๆ เป็นข้อดี ให้มีสติในทุกย่างก้าวที่เดิน อยู่กับสิ่งที่เห็น นี่คือสิ่งสำคัญที่บางทีไม่ต้องมาสอนบอกกันด้วยคำพูด แต่ให้เหตุการณ์มันเล่าเรื่อง ให้เราคิดต่อได้…”

ขณะที่คุณแนน หรือ ร.ท.หญิง สุนิสา ปัญจมะวัต มองเรื่องราวใน “หลวงตาจิ๋วกับเจ้าป๋อง” ว่าเป็นเรื่องที่เด็ก ๆ น่าจะเข้าถึงได้ง่าย “…เพราะมันมีคำว่า “พิจารณา” อยู่ตรงไหนของเล่ม แล้วมันก็เป็นการสอนธรรมจริง ๆ…”

สอดรับกับอาจารย์โจ๊กที่มองว่าจุดเด่นอีกแง่ของนวนิยายเล่มนี้ คือ นักเขียนมีความคำนึงถึงคนอ่านที่เป็นเด็กและเยาวชนเสมอ เช่น ในส่วนของคำสวด หรือศีลห้าต่าง ๆ ก็จะมีคำอธิบาย และคำแปลให้

ทราบผ่านบทบาทของตัวหลวงตาจิ๋วควบคู่ไปด้วย เพื่อให้เด็กและเยาวชนสามารถ “เข้าถึง” ธรรมะได้โดยง่าย

ตุ๊กแกและประสบการณ์สอนใจ

ปฏิเสธไม่ได้ว่างานเขียนกับผู้เขียนแทบเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน หลากเรื่องราวในงานเขียนล้วนอิง หรือมาจากประสบการณ์ของนักเขียนแทบทั้งสิ้น ไม่เว้นเช่นเดียวกันในงานชิ้นล่าสุดนี้ของคุณชมัยภร ซึ่งหยิบเอาเรื่องราวจากความทรงจำในวัยเยาว์มาเขียน ทั้งปมปัญหากับมารดา การเติบโตมาในบ้านสวนที่จังหวัดจันทบุรี พบเจอประสบการณ์ทั้งการถูกสุนัขกัดและการเผชิญกับตุ๊กแก สัตว์เลื้อยคลานที่ใครหลายคนเป็นต้องร้องกรี๊ดเมื่อพบเจอ แม้เพียงแค่ได้ยินเสียง “อั๊บแอ่ ๆๆ”

ในส่วนนี้ อาจารย์โจ๊กได้บอกเล่าในฐานะผู้อ่านอีกเช่นเดิมว่า จังหวะที่ผู้เขียนทำให้ผู้อ่านรู้สึกร่วมไปกับเรื่องราวขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของคนอ่านเหมือนกัน

“…ถ้ามีประสบการณ์หรือภูมิหลัง มันก็ยิ่งสะกิดให้เรารู้สึก อย่างตอนที่เจ้าป๋องไปอยู่วัดคืนแรก ป้าแม่ครัวก็เอามุ้งเอาอะไรมาให้ เจ้าป๋องไม่รู้จักมุ้งเพราะเป็นเด็กในเมืองก็เลยเอามาห่ม หลวงตามาเห็นเข้าก็มากางมุ้งให้ เราเองมีประสบการณ์ส่วนตัวเพราะเป็นคนต่างจังหวัด มีจังหวะคล้าย ๆ กันที่นอนโดยไม่กางมุ้ง แม่ก็มากางให้ มันมีความผูกพัน ความรัก หลวงตาที่เจอกับป๋องครั้งแรก ก็มีความเอ็นดู ความรักเหมือนกัน นั่นคือตอนที่หนึ่ง หรือตอนที่เจอตุ๊กแก…”

ขณะที่คุณแนนมองว่า “เสน่ห์” ของนวนิยายเล่มนี้ มีแทบจะทุกหน้า ทุกตอน เป็นเสน่ห์ที่ไปสะกิดทุกความทรงจำให้หวนกลับมาขณะที่เปิดผ่านไปแต่ละหน้า

“…คือมันเป็นเรื่องที่ทุกคนเคยเจอ เช่นการโดนหมากัด โดยการเปิดแผล ไม่งั้นเราจะจุกแผล เอารองเท้าตบแผล ตบให้เลือดออก เลือดมันจะได้ไม่คั่ง หรืออย่างเรื่องตุ๊กแก เด็กทุกคนจะกลัว บ้านนอกตุ๊กแกมันมีเป็นสิบ แม่เห็นว่าลูก ๆ กลัว เช้าวันต่อมาเราก็เห็นตุ๊กแกผูกคอตายใต้ต้นมะยม แม่บอกว่าไม่ต้องไปกลัวแล้ว เห็นไหมมันผูกคอตาย…”

นอกเหนือจากบรรยากาศของเรื่องที่ชวนให้หวนคืนสู่ความทรงจำในวัยเยาว์แล้ว อีกสิ่งที่น่าสนใจในนวนิยายเล่มนี้ คือ เรื่องของปัญหาของผู้ใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อเด็ก เช่น ในตอนที่ป๋องบอกว่า “แม่ก็ไม่รัก” ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่คุณแนบเคยประสบมาโดยตรงจากการได้รับรู้ว่ามีเด็กที่ถูกพ่อแม่พูดใส่ว่าไม่ได้รัก ในส่วนนี้ คุณชมัยภรก็ยอมรับว่าเป็นความตั้งใจที่จะสอดแทรกความสัมพันธ์ของผู้ใหญ่ที่ในที่สุดแล้วย่อมไปกระทบกับโลกของเด็ก

“…คือจริง ๆ แล้วทุกครอบครัวมีปัญหาหมด เราต้องโยงกลับไปที่ สุภาพบุรุษสุดลำบากที่มีปัญหาอยู่หลังบ้าน ซึ่งเขาตีลูกเขาทุกวันจนเราเขียนได้เล่มหนึ่ง ปัญหาของเขาก็คือว่า เด็กไม่ใช่ลูกจริง เป็นลูกเลี้ยง ก็ฝังใจเรา ตอนเด็ก ๆ เวลาโกรธพ่อแม่ก็จะไปเขียนว่าเขาเก็บเรามาจากข้างถนน มันฝังใจมาแต่เล็ก เวลาเขียนเรื่องสายสัมพันธ์ในครอบครัวอะไรต่าง ๆ มันเป็นเรื่องลึกซึ้ง ในเรื่องนี้ แม่ป่วย ซึ่งสามารถทำโรคนั้นไปติดลูกได้ เลยต้องให้ลูกห่างที่สุด ซึ่งปัญหามันมีหลายชั้น แต่ก็ไม่ได้บอกรายละเอียด แต่เนื่องจากเราเขียนเรื่องเด็ก ระหว่างเด็กกับพระ เราคงไม่สามารถไปเล่าเรื่องผู้หญิงคนนั้นอย่างละเอียดได้…”

โลกยังมีหวัง หากเรามีธรรม

ทั้งที่มาที่ไปของนิยาย ทั้งที่มาที่ไปของตัวละครเด่น ทั้งเนื้อหาในภาพรวมที่อยากให้คนอ่านเป็นผู้สัมผัสเองผ่านการอ่านที่เรียกได้ว่า เป็นธรรมะที่ย่อยง่าย และเข้าถึงทุกคน ตั้งแต่เด็กถึงผู้ใหญ่แล้ว คุณชมัยภรยังให้แง่คิดถึงความหวังท่ามกลางโลกปัจจุบันที่โหดร้าย ด้วยหัวใจที่มีธรรมเอาไว้ในแง่ที่ว่า เราทุกคนควรมี “สติ” ในทุก ๆ ย่างก้าวของชีวิต

“…ทำให้คำว่าสติมันติดมาอยู่กับเรา สิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ คือเรื่องความกลัว ไม่มีตัวไหนรุนแรงเท่าความกลัว มันเขย่าหัวใจจริง ๆ เวลาเรากลัว ครั้งหนึ่งดิฉันไปเดินจงกลมอยู่ที่วัดทางสระบุรี ไปกับคุณหมออมรา ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ความกลัวมันจับที่หัวใจแล้วเราเดินไม่ได้ เรามาบอกคุณหมอที่หลังว่าความกลัวนี่มันน่ากลัวจริง ๆ เรามาบอกคุณหมอทีหลัง คุณหมอก็บอกว่าทำไมไม่บอก เวลามันกลัว มันมองไปทางไหนมันกลัวหมดเลยนะ เพราะว่าวันนั้นเราไม่ได้ดูสถานที่ก่อน เราไม่รู้จักดีเราเลยไม่มีสติ ไอ้ความกลัวก็เลยเป็นประเด็นมาเขียนให้ป๋อง เพื่อสอนตัวเอง จริง ๆ แล้วก็ไม่เคยไปเที่ยวสอนใครเลยนะ ก็เขียนสอนตัวเอง เขียนเกี่ยวกับความกลัวเพื่อพาป๋องออกจากความกลัว ก็คือพาป๋องออกจากความกลัวนั่นแหละ แล้วเรื่องตุ๊กแกมีจริง เรามีประสบการณ์มาตลอด พระอาจารย์จิ๋วเล่าให้ฟังว่า เด็กมาอยู่กับพระอาจารย์ที่วัดแล้วกลัวตุ๊กแกมาก พระอาจารย์ก็เลยให้เลี้ยงตุ๊กแก เราก็เลยเอามาเขียน โดยจินตนาการวิธีการเลี้ยงเอาเอง พระอาจารย์ก็บอกว่า หลังจากที่เด็กเริ่มไม่กลัวตุ๊กแก พ่อก็มารับกลับบ้าน พ่อเห็นตุ๊กแก พ่อก็กลัวมาก เราก็รู้ทันทีเลยว่าทำไมเด็กมันกลัวตุ๊กแก เพราะมันกลัวตามพ่อ เราก็เลยเอาเรื่องนี้มาใส่ให้เจ้าป๋อง แล้วอีกคนที่ป๋องกลัว คือ พ่อเลี้ยง ซึ่งเขาไม่ได้ร้ายนะแต่มีความบกพร่องบางอย่างอยู่ข้างใน มาปฏิบัติธรรมให้ตัวเองดีขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่า ใครปฏิบัติแล้วจะกลายเป็นคนดีในฉับพลัน…”

ขณะที่อาจารย์โจ๊กกล่าวโดยยกฉากเจ้าป๋องเดินตามพระไว้ว่า “…เรื่องเดินตามพระมันก็ทำให้เรามีสติ เรื่องสตินี่ก็สอนหลายครั้งมาก การกวาดลานวัดเหมือนกัน กวาดให้รู้ว่ากวาด ไม่ได้กวาดให้มันเสร็จ ก็เป็นคำพูดที่โดนใจ หรือตอนโดนหมากัด มันก็เป็นเรื่องของกรรม หรือการกระทำ เพราะเจ้าป๋องทำไม้ไป

โดนหัวหมา หมาเลยมองว่าเป็นอริ เพราะเราไปทำมันก่อน การโดนมันกัดก็เป็นกรรมแบบหนึ่ง มันทำให้เรารู้สึกว่า เรื่องนี้ทำให้เรากล้าเผชิญหน้ากับความกลัวของตัวเราเอง ถ้าเราเอามาปรับใช้กับชีวิตประจำวัน อาจจะมีคนที่เราไม่ชอบขี้หน้า ชิงชัง แต่เราต้องอยู่กับเขา เพราะฉะนั้นเราต้องเผชิญหน้า…”

อ่านมาถึงบรรทัดนี้ ผู้อ่านอาจรู้สึกว่าเรื่องราวที่ถูกนำมาเรียบเรียงจากบรรยากาศงานเปิดตัวหนังสือ “หลวงตาจิ๋วกับเจ้าป๋อง” ซึ่งจัดขึ้น ณ ร้านหนังสือบุ๊คโมบี้ ชั้น 4 ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ เมื่อเย็นย่ำวันเสาร์ที่ 28 กันยายน ที่ผ่านมา ยังไม่อิ่มเอมเทียมเท่าการได้อ่านจากนวนิยายทั้งเล่ม เปรียบไปแล้วก็เหมือนคำกล่าวที่คุณชมัยภรได้พูดไว้ว่า “…ใครปฏิบัติแล้วจะกลายเป็นคนดีในฉับพลัน…”

การได้อ่านเรื่องราวอันสนุกสนานแฝงคติธรรมในนวนิยายเล่มนี้ จึงไม่ใช่หลักปฏิบัติธรรมที่เมื่อปิดหนังสือลงแล้วทุกปัญหาจะคลี่คลายลงในทันที ความทุกข์จะปลาสนาการไปโดยฉับพลัน แต่หากคุณค่าของหนังสือเล่มหนึ่งที่ควรมีและควรเป็น คือ การชี้ให้เห็นว่าทุก ๆ รอยทางของชีวิตล้วนต้องเหยียบก้อนกรวดกันคนละไม่มากก็น้อย ผ่านความเจ็บช้ำ เจ็บปวดในทุก ๆ ก้าวไม่มากก็น้อย เพื่อจะเข้าใจซึ่งสัจธรรม

“หลวงตาจิ๋วกับเจ้าป๋อง” ก็เป็นหนังสือเล่มนั้น หนังสือที่ถูกเขียนขึ้นไม่ใช่เพื่อสอน “ใคร” แต่เพื่อสอน “ใจ” เราเอง

“สร้างธรรมในใจด้วยการอ่าน”

ติดตามไลฟ์ได้ที่เฟซบุ๊กเพจคมบาง

pam_170319_171908

ไปงานหนังสือไทเป กับคุณแม่ชมัยภร แสงกระจ่าง และขุ่นแม่วีรพร นิติประภา

นิทรรศการหนังสือนานาชาติไทเป 2019 (Taipei International Book Exhibition – TiBE 2019) จัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ – 17 กุมภาพันธ์ 2562 ที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาของวันแห่งความรักพอดี ด้วยความรักดูแห้งเหือดเหลือหลาย จึงเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋า ไปงานหนังสือไทเปดีกว่า เผื่อจะมีใครให้รักบ้าง

ในปีนี้สมาคมผู้จัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยได้จัด นิทรรศการ Read Thai แสดงผลงานของนักเขียนไทย 9 คน ที่มีความโดดเด่นในแต่ละด้าน โดยคัดเลือกทั้งนักเขียนรุ่นใหม่และนักเขียนรุ่นใหญ่และนักเขียนการ์ตูนและนิทาน
มาอวดสายตานักอ่าน และยังร่วมด้วยสำนักพิมพ์ที่สนใจนำหนังสือมาเปิดตลาดไทเปอีกหลายสำนักพิมพ์

ผลงานของนักเขียนไทยที่ได้รับคัดเลือกผลงานไปจัดแสดงนำขบวนมาโดย

วีรพร นิติประภา นักเขียนซีไรต์ 2 สมัย คนล่าสุด
ชมัยภร แสงกระจ่าง ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์
กิ่งฉัตร นักเขียนนวนิยายชื่อดัง
อุทิศ เหมะมูล นักเขียนซีไรต์
วินทร์ เลียววาริณ นักเขียนซีไรต์
นิ้วกลม นักเขียนรุ่นใหม่
ปราบต์ นักเขียนรุ่นใหม่
ทรงศีล นักเขียนนวนิยายภาพ
ชีวัน วิสาสะ นักเขียนนิทาน

ส่วนภาพรวมของงานหนังสือไทเปปีนี้มีสำนักพิมพ์จาก 52 ประเทศ รวม 735 แห่ง นำหนังสือมาร่วมจัดแสดง สำหรับเยอรมนีซึ่งเป็นแขกเกียรติยศ (Guest Of
Honor)

เนื่องจากคุณแม่ – ชมัยภร แสงกระจ่าง ได้รับคัดเลือกผลงานจัดแสดงในงานนี้ด้วย บรรณาธิการคมบาง – กว่าชื่น ในฐานะ “คุณลูก” ก็เลยถือโอกาสไปเที่ยวไทเป เพื่อเที่ยวงานหนังสือไทเปสักครั้ง ไหนๆ เพื่อนก็ไปกันหลายคน

และในปีนี้สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยได้เชิญคุณวีรพร นิติประภา ไปร่วมเสวนาบนเวทีกลาง ประเด็นสำคัญอยู่ที่การนำเสนอเรื่องพุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ ด้วยเป็นนวนิยายที่กล่าวถึง“ลูกจีน” ในแผ่นดินไทย และมีเนื้อเรื่องที่เกี่ยวพันกับเจียงไคเชค และไต้หวัน

ดังนั้นงานนี้นอกจากจะมี “คุณแม่” ของกว่าชื่นแล้ว ก็ยังมี “ขุ่นแม่” ของของกว่าชื่นด้วยเพราะนับถือพี่แหม่ม-วีรพร ให้เป็น “ขุ่นแม่” ทางตัวอักษร นับแต่ได้อ่านไส้เดือนตาบอดในเขาวงกตครั้งแรก แล้วร้องไห้เป็นเผาเต่าทุกสองหน้ากระดาษ และเช่นกันพุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ ก็ให้ผลเช่นเดิม

สำหรับคุณแม่ชมัยภร ทีแรกก็ว่าจะมากันขำๆ อยากมาแนะนำตัวและแนะนำสำนักพิมพ์คมบางเพราะมีวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง คุณปู่แว่นตาโต เคยแปลเป็นภาษาจีน โดยทางกระทรวงวัฒนธรรมเป็นเจ้าภาพการแปลงานนี้ก็เลยถือโอกาสนำหนังสือคุณปู่แว่นตาโตฉบับภาษาจีนมานำเสนอแก่นักอ่านไต้หวันอีกรอบ แต่ไปๆ มาๆ ทางทีมผู้จัดงาน โดยน้องนก สิริธาดา คงภา ได้ทาบทามว่าจะเชิญคุณแม่ชมัยภรขึ้นเวทีร่วมกับขุ่นแม่วีรพรด้วย ซึ่งก็นับว่าเป็นเรื่องที่ยิ่งจะทำให้สนุกขึ้นไปอีก เพราะคุณแม่ชมัยภรในอีกบทบาทนั้นเป็นนักวิจารณ์วรรณกรรม และที่สำคัญเป็นกรรมการเมื่อครั้งไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต ได้รางวัลซีไรต์ด้วยสิ (โดยที่คุณแม่เองก็ไม่ได้รู้ว่าคุณลูกนี่เพ้อคลั่งแทบบ้ากับเล่มนี้)

บรรยากาศงานหนังสือไทเปยิ่งใหญ่ตระการตา งานแสดงทั้งหมดกินอาณาบริเวณทั้งหมด 3 โซน แต่โซนนิทรรศการของเราอยู่ฝั่งด้านหน้าตึกไทเป 101 (สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน 101)
งานหนังสือที่นี่มิได้เข้างานฟรีเหมือนประเทศไทย แต่ซื้อบัตรเช้าชมงานประมาณ 150 บาท ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้ความสนใจของผู้คนลดน้อยลงมีกลุ่มทั้งคนทั่วไปและนักเรียนเข้าชมงานหนาแน่น หนังสือน่าสนใจมากมาย น่าสนใจเป็นพิเศษคือการออกแบบปกต่างๆ ของแต่ละประเทศที่มีความสวยงามเป็นเอกลักษณ์มากๆ ส่วนกิจกรรมบนเวทีนั้นมีผู้เข้าฟังตลอด

จริงๆ แล้ว ก่อนขึ้นเวทีเสวนาในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ เมื่อคืนวันที่ 14 กุมภาพันธ์ทางสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ประสานงานโดยคุณเบียร์ ได้จัดเสวนาเล็กๆ ขึ้นที่ร้านหนังสือ Brilliant Time Bookstore ในหัวข้อเดียว พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ โดยคุณแม่ชมัยภร ขึ้นเวทีร่วมกับขุ่นแม่วีรพร ร่วมด้วยน้องเบียร์ และน้องนินักแปลที่ทำหน้าที่ล่ามบนเวที (รายละเอียดจะรายงานไว้อีกบทความ ที่ต้องแยกเพราะมีรายละเอียดน่ารักๆ มากมายเกี่ยวกับร้านหนังสือร้านนี้) ในการเสวนาบนเวทีวันที่ 15 จึงมีนักอ่านตามมาจากร้านหนังสือหลายคนมาก เป็นบรรยากาศที่น่ารักมากและแสดงให้เห็นความจริงจังในการอ่านของนักอ่านไต้หวัน

การเสวนาบนเวทีกลางของสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ
ดำเนินการโดย Thailand Rights Center by PUBAT ในหัวข้อ Read Thai: รู้จักไทยผ่านวรรณกรรม ‘ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต’ กับ‘พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ ของ วีรพร นิติประภา ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ นั้น เริ่มจากการปูพื้นรายละเอียดต่างๆ ของหนังสือและการเริ่มต้นการทำงานเขียนของขุ่นแม่วีรพร (ซึ่งเริ่มหลังจากลูกโตแล้ว) จากนั้นคุณแม่ชมัยภรได้ชี้ให้เห็นถึงความโดดเด่นในงานเขียนเรื่องไส้เดือนตาบอดในเขาวงกตที่มีกลวิธีการเขียน แบบการเล่าเรื่องซ้อนเรื่องซ้อนเรื่องและมีสำนวนภาษาที่เป็นของตัวเองอย่างโดดเด่นซึ่งเป็นเล่มที่มียอดพิมพ์ถึงแปดแสนเล่มแล้ว นับว่าสูงมากเป็นประวัติการณ์วงการหนังสือของไทย

ส่วนพุทธศักราชอัสดงฯ นั้นเป็นนิยายเชิงประวัติศาสตร์ที่มีความน่าสนใจมากมีความเชื่อมโยงระหว่าง ไทย ไต้หวัน และจีน ซึ่งขุ่นแม่วีรพร ได้อธิบายความเชื่อมโยงต่างๆ เรื่องเล่าหลายเรื่องซ้อนกันในช่วงหลังสงครามโลกของครอบครัวจีนที่อพยพมาอยู่ที่เมืองไทย เรื่องของความพลัดถิ่นโยกย้าย การพลัดพราก ที่มีความเกี่ยวข้องกันยาวนานทางประวัติศาสตร์และชาติพันธุ์และมองว่าหากงานเขียนไทยได้แปลเป็นภาษาจีนจะทำให้เปิดโลกเชื่อมโยงกันได้มากขึ้น

งานเสวนาครั้งนี้มีนักอ่านชาวไต้หวันมานั่งรอที่เวทีกลางก่อนเวลา

คนที่นี่มีวัฒนธรรมการอ่านที่ค่อนข้างเปิด แม้จะอ่านภาษาไทยไม่ได้ ไม่เคยรู้จักนักเขียนมาก่อนแต่ทุกคนก็ตั้งใจมาฟังกันจริงๆ

หลังจบการเสวนาทั้งคุณแม่ชมัยภรและขุ่นแม่วีรพร ได้รับความสนใจจากนักอ่านไต้หวันพอสมควร โดยเฉพาะที่บูธสมาคมผู้จัดพิมพ์นักอ่านไต้หวันแวะเวียนมาชมทั้งยังมีสำนักพิมพ์ที่สนใจเรื่องการซื้อลิขสิทธิ์ติดตามมาศึกษารายละเอียดอีกด้วย ส่วนผลการเจรจาด้านลิขสิทธิ์จะเป็นอย่างไร คงต้องเป็นทางสมาคมผู้จัดพิมพ์รายงาน

3

ช็อปหนังสือช่วยชาติ ซื้อหนังสือได้ลดหย่อนภาษี

มาตรการช็อปช่วยชาติได้เริ่มขึ้นแล้ว ซึ่งในปีนี้สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) ได้ผลักดันเรื่องการซื้อหนังสือสามารถลดหย่อนภาษีได้สำเร็จ โดยใบเสร็จจากการซื้อหนังสือ สามารถใช้ลดหย่อนภาษีระหว่างวันที่ 15 ธ.ค. 61- 16 ม.ค. 62 ในวงเงิน 15,000 บาท  ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งแบบเล่มและอีบุ๊ก รายละเอียดใบเสร็จรับเงินที่ใช้เป็นหลักฐานในการลดหย่อนภาษี มีรายละเอียดดังนี้

  1. ใบเสร็จรับเงินของสำนักพิมพ์หรือร้านค้าที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล หัวใบเสร็จมีชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวของผู้เสียภาษีครบถ้วน
  2. ใบเสร็จที่ออก ต้องระบุชื่อนามสกุล พร้อมเลขประจำตัวประชาชนของผู้ซื้อ ครบถ้วนชัดเจน
  3. ใบเสร็จรับเงิน ออกโดยคอมพิวเตอร์ หากเป็นลายมือเขียนต้องเขียนให้ชัดเจน และมีข้อมูลครบถ้วน
  4. รายการสินค้าที่ซื้อแล้วได้รับการลดหย่อนคือ หนังสือเล่ม อีบุ๊ค ยกเว้น หนังสือพิมพ์ และ นิตยสารนักอ่านที่ซื้อหนังสืออย่าลืมขอใบเสร็จที่ระบุรายละเอียดที่ชัดเจนครบถ้วน 
ผู้หญิงสีฟ้า

ผู้หญิงสีฟ้า เฉดสีที่แตกต่างของนักเขียนหญิงสองรุ่น

ชมัยภร แสงกระจ่าง กับ Troika Author

นิธิ นิธิวีรกุล รายงาน

อาจจะเคยคุ้นกันมานานแล้วกับนิยามคำว่าผู้ชายสีฟ้า,
ผู้หญิงสีชมพู​ เช่นนั้นเมื่อนิยายเล่มหนึ่งปรากฏชื่อว่า​ ‘ผู้หญิง​สีฟ้า’
ความสนใจจึงพึงมีด้วยเหตุผลสองประการ​ 1)
เพื่อค้นหาความหมายในความเป็นผู้หญิง​สีฟ้า​ และ​ 2)
ในวันและวัยที่ผ่านพ้นมาจนถึงการได้รับตำแหน่งศิลปินแห่งชาติของชมัยภร แสงกระจ่าง​

ผู้หญิง​ในมุมของชมัยภรมีเฉดสีแบบไหน

ยิ่งเมื่อบวกรวมกับนิยามความเป็นนักเขียนหญิงของคนสองรุ่น​
คือ​ รุ่นของชมัยภรและอีกรุ่นคือ​ Troika Author หรือ​ ‘สาม’
นักเขียนสาวรุ่นหลาน​

นักเขียนทั้งสองจะมีมุมและการมองอย่างไรเพื่อสะท้อนให้เห็นสีที่เป็นตัวของตัวเองภายในงานเปิดตัวหนังสือ​‘ผู้​หญิง​สีฟ้ากับนวนิยายสองรุ่น’

ร่วมเสวนาให้เข้มข้นยิ่งขึ้นโดย คิม จูฮยอน ซีอีโอของบริษัท everyone’s film (หรือชื่อเกาหลี ว่า โมดูฟิล์ม) ผู้สร้างซีรี่ส์ Web Drama ของเกาหลี

เริ่มแรกกับประเด็นที่มาของชื่อนิยาย​

ชมัยภรให้คำตอบไว้ว่า​

“ผู้หญิงสีฟ้ามันเกิดความรู้สึกมาจากที่ผู้หญิงต้องใช้สีชมพู
แล้วผู้ชายก็ต้องใช้สีฟ้า แต่ถ้าทันทีที่ผู้หญิงไม่ใช่สีชมพู อย่างที่เมื่อกี้คุยกับคุณจรัญ
หอมเทียนทอง (อดีตนายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ​) เขาบอกว่า อย่างนี้นางเอกก็เป็นทอมน่ะสิ
ซึ่งไม่ใช่ เพียงแค่นางเอกไม่ได้เป็นผู้หญิงสีชมพูเท่านั้นเอง นางเอกจะลำบากหน่อย
ต้องต่อสู้ชีวิต ไม่ได้มีชีวิตเป็นผู้หญิงสีชมพู จึงเป็นที่มาของเรื่องนี้”

“โดยเรื่องนี้เขียนลงในนิตยสารขวัญเรือน แรกทีเดียว
เราจะเขียนเรื่องราวแนวชีวิต ไม่ใช่แนวเจ้าชายเจ้าหญิงหรือพระเอกนางเอก
ทีนี้ก็เกิดความรู้สึกว่า เราควรจะเขียนเรื่องที่มันโรแมนติกบ้าง วันหนึ่ง อาจารย์จเลิศ
เจษฎาวัลย์ (คณบดีคณะสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยรามคำแหง) ก็มาเล่าเรื่องให้ฟัง
เนื่องจากลูกศิษย์เขาเจอผู้หญิงคนหนึ่งยืนคอยใครก็ไม่รู้หน้าศูนย์การค้า ตั้งแต่บ่ายจนถึงค่ำโดยไม่ไปไหน ลูกศิษย์ก็ยืนเฝ้าอยู่อย่างนั้น ปรากฏว่าเธอกลับบ้านไม่ถูก เขาก็เลยไปส่งบ้าน
ก็เลยชอบพอกัน แต่ก็ถูกกีดขวางโดยผู้ปกครองของผู้หญิง
เป็นหน้าที่ของดิฉันที่ต้องเขียน ว่าต้องเขียนอย่างไรให้มันโรแมนติก
ซึ่งดิฉันก็แก่แล้ว เขียนอย่างไรก็ไม่โรแมนติก มันก็เลยกลายเป็นเรื่องที่จริงจังขึ้นทุกที
ผู้หญิงที่เราวางพล็อตไว้ก็แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ แกร่งขึ้นเรื่อยๆ
ก็กลายมาเป็นผู้หญิงสีฟ้า ซึ่งที่มันเป็นแบบนั้นเพราะว่าเรา
เพราะเราก็ต้องผ่านอะไรแบบนี้มา เราก็เลยต้องสร้างอะไรแบบนี้ขึ้นมา
เพราะฉะนั้นผู้หญิงสีฟ้าก็เลยกลายเป็นผู้หญิงแกร่ง”

ส่วนผลงานของ Troika Author หรือ “สาม”​ เติบโตมาจากโลกออนไลน์​

สามบอกเล่าถึงนิยายของตัวเองในชื่อ​ ‘เกมส์รักพลิกอนาคต’
เอาไว้ว่า ด้วยความที่ตัวสามอยู่เกาหลี ในเรื่องพื้นที่ก็อยู่ในเกาหลีเลย
ที่มาก็คือเมื่อมาคิดถึงเรื่องอนาคตแล้ว ก็คิดไปถึงการไปดูดวง
ทำให้เชื่อว่าสิ่งที่หมอดูพูดมันเป็นเรื่องจริง​

“แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันเป็นแค่ความเป็นไปได้
ก็เลยเขียนเรื่องนี้มาเพื่อให้คนรู้ว่าในอนาคตไม่ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นเราสามารถเปลี่ยนแปลงได้”

นวนิยายเล่มนี้จะถูกนำไปสร้างเป็นซีรี่ส์เกาหลีในชื่อ Mark Point โดยสามบอกว่า

“ทางเรากับทางบริษัทได้คุยกันแล้วเรารู้สึกว่าเราอยากเป็นนักเขียนคนไทยคนหนึ่งที่มีผลงานออกไปถึงเกาหลีบ้าง
เราก็เลยลองเขียนพล็อตแล้วเสนอไป”

คิม จูฮยอน ซีอีโอของบริษัทชื่อ everyone’s film หรือชื่อเกาหลี (อ่านว่า) โมดูฟิล์ม ได้กล่าวสอดรับไว้ว่า​

“ในพล็อตนิยายไทยก็จะมีความแตกต่างจากพล็อตของเกาหลี
มีส่วนที่คล้ายคลึงกันแล้วก็มีส่วนที่แตกต่างกันด้วย
ซึ่งพอมันลงตัวมันก็เป็นทั้งความแตกต่างและความคล้ายคลึงกัน”

ก่อนเป็นนักเขียนของสองรุ่นที่แตกต่าง

รุ่นใหม่จากออนไลน์

เส้นทางก่อนมาเป็นนักเขียนของสามเริ่มต้นจากการที่เป็นคนชอบอ่านหนังสืออย่างหัวขโมยแห่งบารามอส
งานของแนวแจ่มใสของ May 112 ก่อนจะเริ่มเขียนบทคัดย่อในชั้นเรียนจนมาถึงเริ่มเผยแพร่ในเว็บไซต์
Dek D จนเริ่มมีฐานแฟนคลับจึงนำไปลง E-book

โดยสามยังบอกเล่าต่ออีกว่าแฟนคลับในโลกนักอ่านออนไลน์เกิดขึ้นจากการเขียนนิยาย
อัพเดตไปเรื่อยๆ

“ในวันแรกมีแฟนคลับสิบคนคือดีใจมาก หลังๆ ก็ไม่ท้อ
พอเริ่มทำไปเรื่อยๆ มาดูอีกทีหนึ่งก็สองพันคนแล้ว”

ส่วนชมัยภรบอกเล่าว่าการเริ่มเขียนหนังสือในแบบยุคของตนนั้นแทบเป็นคนละโลกนะ แต่มันเป็นโลกที่ต้องม้วนไปหากัน

“ดิฉันเกิดจากหนังสือ
คืออ่านหนังสือของคุณพ่อคุณแม่ที่อยู่ในบ้านทุกเล่ม แม่อ่านนวนิยาย พ่ออ่านสารคดี
เพราะฉะนั้นความรู้สึกอยากอ่านมันจะมีตลอดเวลา
มีช่วงหนึ่งอ่านหนังสือจนกระทั่งวันสอบ อ่านนิยายจนสัปหงก
พออ่านเยอะแล้วเราจะรู้สึกเขียน แล้วเราจะอ่านเปลี่ยนไปเรื่อยๆ
เรียนหนังสือมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วเรียนอักษรศาสตร์มันก็คือหนังสือทั้งนั้น
เราก็เลยโตมากับหนังสือ ซึ่งเราก็ต้องเลือกว่าเราจะเขียนแบบไหน
ซึ่งช่วงที่หนังสือมีอิทธิพลกับเรามากที่สุดก็คือช่วง 12-13 งานของคุณศุภร
บุนนาค ภาษาเขางามมาก เราก็เรียนอักษรศาสตร์ตามหนังสือของคุณศุภรนั่นแหละ
เส้นทางมันเหมือนมาด้วยหนังสือ
แต่เราข้ามขั้นนิดหนึ่งตรงที่เราเป็นนักวิจารย์ก่อนจะมาเป็นนักเขียน มาลงสกุลไทย
มาลงขวัญเรือน อย่างเรื่องผู้หญิงสีฟ้าก็ลงขวัญเรือน

พอได้ยินสามพูดเรื่องออนไลน์ มีคนอ่านสิบคนก็ดีใจมาก
ดิฉันเขียน fictionlog มีคนอ่าน 15 คน ซึ่งตื่นเต้นมาก
เพราะไม่ใช่คนเก่าๆ เพราะกลุ่มนั้นเขาเข้าไม่ได้ เข้าไม่เป็น เป็นคนใหม่ มันเป็นโลกที่ในที่สุดเราก็ต้องเรียนรู้
และเราก็ต้องไม่สนใจว่าจะมีคนอ่านกี่คน เราสนใจแค่ว่าเราจะทำงาน เพราะฉะนั้นโลกนี้มันให้โอกาสเราปรับตัว
ซึ่งจุดประสงค์ของมันคือเรายังทำงานได้หรือไม่ได้”

ส่วนคิมจูฮยอน เล่าถึงตนเอง ในนฐานะคนทำซีรี่ส์ว่า

“ในเบื้องต้น​ตัวเองก็ชอบอ่านนิยายรัก​
ก่อนจะโตขึ้นจึงได้เริ่มอ่านหนังสือที่มันซับซ้อนหรือระทึกขึ้น
และมันก็ส่งผลต่อการทำซีรี่ส์ด้วย เพราะว่าคนเกาหลีชอบอ่านหนังสือทั้งผ่านหนังสือและอ่านแอพเช่นกัน”

จากนิยายสู่ละครซีรี่ส์

ผู้สร้างเลือกเรื่อง

ในฐานะที่เคยมีผลงานถูกนำไปสร้างเป็นละคร​ ชมัยภรบอกเล่าถึงผลงานของตนในอดีตที่ยังมีการติดต่อนำไปสร้างเป็นละคร​
ขณะที่ไม่มีนิยายไปทำละคร

“อย่าง รังนกบนปลายไม้ เพราะซื้อดักกัน
เป็นเทคนิคดักกันไปดักกันมาไม่ต้องทำ จริงๆ ผู้หญิงสีฟ้า ตอนลงแรกๆ เขาจองนะคะ
สมัยก่อนพอลงกันได้สักสี่ห้าตอนเขาก็จะมาจอง แต่เขารู้ฤทธิ์เดชชมัยภรดี
เพราะพอเขียนไปเรื่อยๆ มันจะไม่มันเหมือนเรื่องของสาม เพราะชมัยภรไม่พลิก ฉะนั้นพอเขาติดใจเรื่อง
ติดใจตัวละคร เขาจะจองไว้ แล้วพอเขาไปทำละคร
เขาอาจจะบอกเราหรือไม่บอกเราก็ได้ในการเลือกตัวละคร ซึ่งดิฉันก็ไม่ก้าวก่าย
เวลาคนทำละคร เขาเลือกเรื่องให้ไปตรงกับดารา
บางทีดาราคนนี้ดังก็จะหาเรื่องไปป้อนให้เขา บางเรื่องก็ไม่ได้คิดว่าจะไปทำเลย
อย่างเรื่องหน้าต่างสีชมพู ประตูสีฟ้า มันเป็นเรื่องเด็กมาก
แต่ปรากฏว่าตอนนั้นน้องพลับดัง
ทางช่องก็เลยไปขอซื้อเพราะจะทำให้น้องพลับเป็นตัวละคร
เพราะฉะนั้นมันไม่มีเงื่อนไขอะไรชัดเจน แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นโครงสร้างของเรื่อง
ถ้าดิฉันสามารถเขียนเรื่องราวที่มันพลิกผันมากๆ อย่างที่น้องสามเขียน
ทางช่องก็อาจจะชอบ”

“ทุกวันนี้เราก็จะเห็นละครในลักษณะนี้
แต่ลักษณะละครที่เราเบื่อ มันซ้ำไปซ้ำมา มันอยู่ที่เทคนิคการสร้าง
มันก็สามารถพลิกมุมให้คนเห็นว่าน่าสนใจได้”

ผู้สร้างและนักเขียนทำงานร่วมกัน

ในส่วนของสาม​
ขั้นตอนการนำนิยายไปสร้างเป็นละครเริ่มต้นตั้งแต่ในขั้นคอนเซ็ปต์กับสนพ.ซึ่ง​จะวางแผนไว้แต่แรกแล้วว่าจะต้องเป็นซีรี่ส์
มีโปรดิวเซอร์คอยคุม (คล้าย บก.) และCo-writer ที่คอยปรับภาษาและขยายเนื้อหา

“คือเขาจะใช้ไอเดียจากต่างประเทศว่าเราไม่สามารถใช้คนๆ
เดียวในการเขียนงานได้เวลาที่จะทำซีรี่ส์ จะต้องใช้ประมาณสามคน คนแรกเขียน
คนที่สองปรับ แล้วคนที่สามก็จะปรับอีกที”

ซึ่งการจะนำไปสู่ละครซีรี่ส์แบบที่คนไทยคุ้นกันนั้น​
สามบอกว่าต้องอาศัยความกล้าในการพาตัวเองเข้าไปนำเสนอ

“มีโอกาสได้เจอเราก็เลยเสนอตัวเพราะเราก็ต้องมีความกล้านิดนึง
เราก็เสนอว่าเราอยากทำซีรี่ส์จังเลยค่ะ ถ้าเกิดเรามีโอกาสเราจะทำยังไงได้บ้าง
เขาก็เลยบอกว่าถ้าอย่างนั้นก็เลยส่งพล็อตมาแล้วกันว่ามันโอเคหรือเปล่า
ทางเขาเห็นว่ามันน่าสนใจก็เลยดีลกัน รวมทั้งการประสานกันในแง่ของการตลาด”

ด้านคิมจูฮยอน ฝั่งเกาหลีบอกว่า พิจารณาจากพล็อตและตอบคำถามไว้ว่าทำไมถึงชอบในเรื่องนี้​
คิมกล่าวว่า

“ปกติแล้วทางเว็บดราม่าที่มีละครลักษณะเดียวกันเยอะ
พออ่านพล็อตของคุณสามแล้วพบว่ามันมีความแตกต่าง ก็เลยคิดว่าเป็นสินค้าใหม่ที่น่าสนใจ
เพราะมันจะพลิกค่อนข้างเยอะ เกี่ยวข้องกับโชคชะตา การมองเห็นอนาคต
มีความสืบสวนสอบสวนอยู่ในตัว รวมทั้งดราม่าครอบครัว มีความรัก มันจึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ”

เส้นทางที่เปลี่ยนไปของนักเขียน

เมื่อแพลตฟอร์ม​การอ่านแปรเปลี่ยนจากกระดาษมาสู่หน้าจอสมาร์ทโฟน​
การสร้างงานเขียนแทบไม่ต้องผ่านนิตยสารอีกแล้ว นักเขียนรุ่นเก่าอย่างชมัยภรมองอย่างไร?

“มันก็เป็นปัญหาที่เรากำลังพิจารณากันอยู่” ศิลปินแห่งชาติให้คำตอบ​

“สมาคมนักเขียนเองก็กำลังหาทางอยู่เหมือนกัน
บางทีทางสมาคมอาจจะต้องทำเพจของตัวเองแล้วให้นักเขียนทั้งหลายเข้ามาใช้พื้นที่ได้
แล้วมีหน่วยงานราชการสนับสนุนเพื่อให้ค่าเรื่องนักเขียนให้เขาอยู่ได้บ้าง
ทำอย่างไรเขาเปิดพื้นที่เหล่านี้ขึ้นมาได้ มันจำเป็นที่จะต้องมีในส่วนของสมาคมนักเขียนด้วย
นักเขียนรุ่นเก่าๆ ก็สามารถเข้าไปใช้พื้นที่ของคุณรุ่นใหม่เพื่อเข้าถึงนักอ่านได้
ถ้าเราสามารถสร้างพื้นที่ของเราขึ้นมาได้ แต่เราก็ต้องคิดถึงวิธีในการอ่าน
การเสพของคนที่เขาไม่สามารถที่จะใช้โทรศัพท์มือถืออ่านได้ เขาก็ต้องอ่านหนังสือเล่ม
ดิฉันคิดว่านิตยสารบางเล่มก็ยังควรจะอยู่
ฉะนั้นหนทางของสื่อสิ่งพิมพ์ก็เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องช่วยกันคิด
มันอยู่ในระยะปรับตัว สื่อเองก็ต้องปรับตัว
ทำอย่างไรให้เขาสามารถทำละครให้มีความหลากหลายให้ได้”

สำหรับที่สามมองว่า หนังสือกระดาษในความคิดตน​คือคนจะซื้อมาเพื่อเป็นของสะสม
เป็นของที่ซื้อแล้วอ่านซ้ำได้ เอาไว้เก็บเอาไว้โชว์
แล้วเอื้อต่อสายตาของคนเรามากกว่า

เช่นเดียวกับคิมจูฮยอน
ซึ่งมองว่าการทำเว็บดราม่าก็จะมีกลุ่มตลาดที่ต่างกันกับเสน่ห์ของหนังสือ ซึ่งไม่ได้แปลว่าการเสพเว็บดราม่าจะไปบดบังเสน่ห์ของหนังสือให้หายไป
เนื่องจากทั้งสองสื่อจะให้ภาพที่แตกต่างกัน
เพราะการดูหนังมันคือการดูจินตนาการของผู้กำกับ
แต่ถ้าเราอ่านหนังสือคือเราจะสามารถได้ดูจินตนาการของตัวเองด้วย.

Annotation 2020-05-20 070542

เปิดใจศิลปินแห่งชาติ ยกนวนิยายทำละครวิทยุ ก่อการดีเพื่อคนตาบอด

ความฮอตของบุพเพสันนิวาสนี้ ช่างมีอานุภาพทะลุทะลวงใจคนจริงๆ ด้วยความสนุกสนาน ความตลก ความน่ารักของนักแสดง รวมไปถึงความรู้ทางประวัติศาสตร์ และความน่าสนใจของเรื่องเล่า ที่ถ่ายทอดผ่านตัวหนังสือ จนถูกหยิบยกมาทำเป็นละคร แน่นอนว่าต้องไม่ธรรมดา ถึงขนาดที่คนทั่วบ้านทั่วเมืองต้องติดละครงอมแงมขนาดนี้ได้ ก็ต้องขอบคุณและชื่นชมคนที่เขียนบทประพันธ์นี้ ที่ทำให้เราได้มีโมเมนต์ดูละครสนุกสนานและได้อรรถรสแบบนี้

แต่ในมุมเดียวกันทำให้มานั่งนึกถึงกลุ่มคนที่ไม่ได้ดูละครแบบเราๆ กลุ่มคนที่ไม่สามารถสัมผัสความรู้สึกและอรรถรสเหล่านี้ได้ นั่นเรากำลังหมายถึงผู้พิการทางสายตา นึกคิดไปว่า…ถ้าเขาเหล่านั้นได้มีโอกาสแบบเราๆ ก็คงจะดีไม่น้อย เพราะจริงๆ อาจไม่ใช่แต่ละครบันเทิงใจเรื่องนี้ เรื่องราวดีๆ มากมายที่อยู่ในยุคโซเชียล ก็หมายรวมอยู่ด้วย แต่เราจะทำอย่างไรได้ กับการส่งมอบโอกาสเหล่านี้ให้กับกลุ่มคนที่ไร้โอกาสเหล่านั้น

โครงการดีๆ นี้จึงผุดขึ้น กับ “โครงการทำละครวิทยุเพื่อคนตาบอด” ทั้งนี้เพื่อให้เขาได้มีโอกาสสัมผัสกับความบันเทิงเฉกเช่นอย่างเรา งานนี้ไม่ธรรมดา ต้องหาคนที่มีความสามารถมาช่วย เพราะการทำละครวิทยุ มันไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน และแล้วกลุ่มที่ริเริ่มความคิดดีๆ ที่ชื่อว่า “กลุ่มก่อการดี รวมมิตรการละคร” โดยมี “อาจารย์จเลิศ เจษฎาวัลย์” คณบดีคณะสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยรามคำแหง “เก่ง ไกรวิทย์ กุลวัฒโนทัย” พิธีกรมากความสามารถ ผู้คร่ำหวอดวงการมายา ร่วมกับ “ดร.ธนา ทุมมานนท์” ผู้บริหารเว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์ มาช่วยกันทำละครวิทยุเพื่อคนตาบอดขึ้น ทั้งนี้ได้เรื่องราวจากนวนิยายมาทำหลายเรื่อง โดยเราจะพาไปพูดคุยกับเจ้าของนวนิยายคนนั้น

“ชมัยภร บางคมบาง” ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2557 หรือนักเขียนนวนิยายชื่อดังที่มีผลงานมากมาย รวมไปถึงเรื่องสั้น สารคดี บทกวี และวรรณกรรมอื่นๆ อีก โดยเปิดใจกับ ไทยรัฐออนไลน์ ถึงการอนุญาตให้นำนวนิยายทั้งหมดไปทำละครวิทยุ แหม่..ฟังแล้วน่าสนุก ชวนนึกไปถึงอดีตที่ผ่านมา ที่ยุคหนึ่ง ละครวิทยุ โด่งดังเป็นที่สุด อะไรก็เทียบเทียมไม่ได้ ใครเกิดไม่ทัน ก็อดใจรอละครวิทยุเรื่องนี้นะ เรื่อง จดหมายถึงดวงดาว ที่ศิลปินแห่งชาติคนนี้เป็นผู้ประพันธ์ โดยละครเรื่องนี้เคยถูกหยิบยกไปทำเป็นละครบนหน้าจอทีวีแล้วเช่นกัน

ศิลปินแห่งชาติ เปิดใจว่า “จริงๆ แล้วเรายกให้หมดเลย ไม่ว่าจะนวนิยายเรื่องไหน เอาไปทำละครวิทยุได้หมดเลย เรายกให้หมดทุกเรื่อง จากที่เช็กมาก็มีอยู่ 28 เรื่อง แต่ถ้าอยากได้นอกเหนือจากนั้น เราก็พร้อมจะให้หมด คืออะไรที่ทำเพื่อคนอื่น เราจะให้อยู่แล้ว หนังสือเสียงเราก็ยกให้ ดังนั้นการที่จะเอานวนิยายไปทำละครวิทยุเพื่อคนตาบอด เราก็พร้อมยกให้ทุกเรื่อง”

ไม่ต้องมาซื้อหรืออะไร

เราเขียนหนังสือ เราก็เอาเรื่องราวของคนอื่นมาเขียนอยู่แล้ว เช่นมีอยู่เรื่องหนึ่ง ที่ชื่อว่า พระอาทิตย์คืนแรม เราก็เขียนถึงคนตาบอด ดังนั้นหากจะเอาไปทำเป็นละครวิทยุเพื่อคนตาบอด เราก็ยินดี และไม่มีปัญหาอะไร ตลอดมาใครขอ เราก็ให้ตลอด ยกเว้นแต่เอาไปขาย ซึ่งเราก็บอกไปว่า อย่าไปทำมันเลย ก็ปฏิเสธไป

ผลงาน??

ตอนนี้ก็ยังเขียนหนังสืออยู่ แต่ตั้งแต่หนังสือขวัญเรือนและสกุลไทยปิดตัวลง ก็ยังไม่มีช่องทางให้ลงเลย เราก็ไปลองลงอีกช่องทางหนึ่งทางโซเชียล แต่แฟนคลับที่เป็นคนรุ่นเดียวกับเราที่ยังติดตามอ่านอยู่ ก็ยังงงๆ ไม่รู้จะตามมาอ่านอย่างไร ซึ่งเราก็ต้องเขียนไป เพราะต้องเขียนให้จบ แต่จะมีคนอ่านมากน้อยแค่ไหน ก็ไม่เป็นไร

เขียนแนวไหน?

ปกติเราจะชอบเขียนหนังสือแนวสนุกสนาน เกี่ยวกับประเด็นทางสังคม ครอบครัว สัตว์เลี้ยง แต่ก็มีประเด็นทางการเมืองบ้าง แต่ไม่มาก และก็ไม่ใช่เรื่องรักโรแมนติก พิษรักหักสวาทก็ไม่ใช่ อย่างเด็กท้องในวัยเรียน พ่อแม่จะแก้ปัญหายังไง ก็เป็นเรื่องราวทางสังคมเป็นส่วนใหญ่

เรื่องนี้น่าสนุก

จริงๆ แล้วอยากเชียร์ให้เอานวนิยายเรื่องนี้ไปเขียน เพราะเขียนไว้นานแล้ว แต่ไม่มีใครเอาไปทำละครสักที เรื่องนี้ชื่อว่า เช้าชื่น คืนฉาย มันเป็นเรื่องของคนเก็บเด็กมาเลี้ยง ซึ่งปกติแล้วมันก็น่าจะสนุกนะ แต่ตอนจบเรื่องนี้ มันไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า พ่อมันเป็นใคร มันเลยกลายเป็นปัญหา (หัวเราะลั่น) ไม่มีคนเอาไปทำ พร้อมบอกว่า เอาจริงๆ ในสังคมมันพิสูจน์ไม่ได้หรอก ว่าใครเป็นใคร อย่างในเรื่อง เด็กคนหนึ่งที่เขาเอามาทิ้งนั้นมีชื่อพ่อแม่ แต่อีกคนมันไม่มี มันก็ไม่รู้หรอกว่าเจ้าคุณปู่จะเป็นใคร พ่อเป็นใคร ซึ่งบางครั้งเราก็ตลก คนอ่านก็มาถามว่า พี่ๆ สรุปใครเป็นพ่อ เราก็ขำๆ คิดในใจ ทำไมเราจะต้องรู้ด้วยเหรอ ว่าเด็กคนนั้นลูกใคร หรือเขาเรียนฟิสิกส์กันมากไป ที่ต้องพิสูจน์ทุกอย่าง

คนตาบอดเขียนอินสุดๆ

จริงๆ แล้ว คนพิการทางสายตาสามารถทำอะไรได้หมด มีอยู่ช่วงหนึ่ง ตอนที่เขียนเรื่องพระอาทิตย์คืนแรม เป็นนวนิยายที่เกี่ยวกับคนตาบอด ตอนแรกเราคิดว่าเขาน่าสงสารอย่างนู้นอย่างนี้ แต่พอเราได้ไปศึกษาจริงๆ และได้ไปเจอ เรากลับพบว่า เขาก็มีศักดิ์ศรีเท่าๆ กับคนอื่นๆ ในสังคม เขาไม่ได้ต้องการให้เราสงสาร เวทนาอะไรเขา เขาต้องการยืนอยู่ได้ในสภาพที่เขาเป็น ไม่ได้ต้องให้เราไปโอบอุ้มอะไรเขาหนักหนา ครั้งหนึ่งก็เคยสอนคนตาบอดเขียนนวนิยาย เชื่อมั้ย? เขาเขียนได้ดีมาก อินสุดๆ เพราะเขาเขียนจากความรู้สึก ไม่ใช่จากสิ่งที่เห็น พี่ชอบมาก ซึ่งถ้าละครวิทยุเพื่อเขาแบบนี้ ก็น่าจะดีมาก

นี่คือสิ่งที่เราได้พูดคุยกับศิลปินแห่งชาติผู้นี้ ฟังแล้วก็รู้สึกสนุก ได้อรรถรส ออกรสออกชาติ นี่แค่สัมภาษณ์กันสั้นๆ นะ ถ้าลองได้อ่านนวนิยาย หรือดูละครวิทยุจากบทประพันธ์ของเขาแล้ว มีหวังเราต้องติดงอมแงมแกะไม่ออกทั้งบ้านทั้งเมืองแน่นอน

สุดท้าย ดร.ธนา ฝากทิ้งท้ายแบบจริงใจว่า เราคิดจะทำละครวิทยุเพื่อคนที่พิการทางสายตา แต่ก็ไม่ใช่ผู้ที่มีปัญหาทางด้านสายตาเท่านั้น สว. ผู้สูงวัย หรือคนแก่ เราก็นึกถึง…ดังนั้นโครงการนี้ จึงเกิดจากความที่เราอยากส่งมอบสิ่งดีๆ ให้กับทุกคนในสังคม โดยให้ไทยรัฐออนไลน์ที่เป็นส่วนเล็กๆ และเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ได้ทำเรื่องราวดีๆ เหล่านี้ ทั้งนี้หากใ

คมบาง ได้รับเลือก 3 เล่ม ในโครงการ 100 เล่มหนังสือดีที่เด็กไทยต้องอ่าน

ผลงานของ ชมัยภร แสงกระจ่าง ขวัญสงฆ์ อาม่าบนคอนโด และคุณปู่แว่นตาแตก ได้รับคัดเลือกในในโครงการ 100 เล่มหนังสือดีที่เด็กไทยต้องอ่าน  โดยกระทรวงวัฒนธรรม

 เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2560 นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในงานแถลงข่าวโครงการคัดสรร 100 เล่มหนังสือดีสำหรับเด็กและเยาวชน ปี 2560 ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 22 โดยร่วมกับมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก คัดสรรหนังสือดีสำหรับเด็ก คัดสรรหนังสือดีมีคุณค่าสำหรับเด็กและเยาวชน ทั้งนี้เพื่อขับเคลื่อนแผนแม่บทส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ของไทย ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม สอดรับกับแผนแม่บทส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ของไทย
 
นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า การอ่านถือเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาคุณภาพของคนให้เกิดเรียนรู้ตลอดชีวิต แผนแม่บทส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ พ.ศ. 2560 – 2564 โดยกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหน่วยงานหลักในการสนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมในการสร้างเสริมพฤติกรรมและนิสัยรักการอ่านของคนไทยที่เข้มแข็ง โดยกำหนดเป้าหมายการส่งเสริมการอ่านให้เหมาะสมกับบุคคลแต่ละช่วงวัย ควบคู่ไปกับการสร้างสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการส่งเสริม การอ่านและนิสัยรักการอ่านในทุกกลุ่มอายุ

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม จึงร่วมมือกับมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก ดำเนินการโครงการคัดสรร 100 เล่ม หนังสือดีสำหรับเด็กและเยาวชน ปี 2560 เพื่อเป็นการจุดประกายให้สังคมไทยได้รับรู้ถึงหนังสือดีและมีประโยชน์สำหรับเด็กและเยาวชนที่ควรอ่าน ที่จะได้ร่วมกันสร้างแนวทางในการส่งเสริมพฤติกรรมรักการอ่านให้กับเด็กและเยาวชนซึ่งเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญ ได้มีโอกาสพัฒนาเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่าของชาติต่อไป

 ทุกท่านสามารถหาซื้อหนังสือดีๆ ได้ ที่ศูนย์หนังสือแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เอเชียบุ๊ค และ ซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์ ที่ขานรับ และสนับสนุนโครงการนี้ ด้วยการจัดมุม 100 เล่มหนังสือดีสำหรับเด็กและเยาวชน ในร้านหนังสือ 300 สาขา ทั่วประเทศ

รายชื่อหนังสือทั้งหมด เช็คที่นี่

Kafka in Komiks : เมื่อคาฟคาส่องทางให้ศิลปิน

 

คาฟคา นักเขียนเยอรมัน-ยิว
เกิดที่กรุงปราก (ปัจจุบันคือสาธาณรัฐเชก) ผู้ขึ้นชื่อด้านงานเขียนที่ยากแก่การตีความ
สับสนด้วยการเล่นกับโครงสร้างของภาษา และแปลกประหลาดด้วยการสร้างเรื่องเหนือจริง ทั้งแก่นแกนสำคัญของเรื่องก็เต็มไปด้วยความหดหู่
อึดอัด กดดัน

แค่จะอ่านให้เข้าใจตรงกัน
ยังถกเถียงกันตั้งแต่ระดับมัธยมจนถึงปริญญาเอก
ไม่นับชีวประวัติที่ค่อนข้างมีความซับซ้อน

แต่การนำงานเขียนของคาฟคามาเป็นคอมมิกส์
หรือการ์ตูน นี่น่าจะยิ่งโคตรๆๆ ยาก เพราะต้องผ่านการตีความตัวอักษรมาเป็นภาพ
และแน่นอน เนื้อเรื่องคงห่างไกลคำว่าอ่านเอาสนุกแน่ๆ

 

ช่วงเทศกาลงาน
Unfoldering Kafka
Festival 2017

คืองานเทศกาลที่เรียกได้ว่า
คือ “ศิลปะส่องทางให้แก่กัน” โดยมีงานเขียนของคาฟคา เป็นจุดศูนย์กลาง
และแผ่ขยายแตกหน่อแตกผลออกมาเป็นงานศิลปะต่างๆ ที่มาจากคาฟคา ไม่ว่าจะ ละคร
ภาพยนตร์ และงานการ์ตูน

เทศกาลนี้จัดขึ้นที่กรุงเทพฯและเชียงใหม่
ช่วงเดือนพฤศจิกายน ซึ่งมีกิจกรรมหลายอย่างมาก ทั้งละครเวที ภาพยนตร์ และนิทรรศการต่างๆ
เสียแต่ว่าการประชาสัมพันธ์อาจจะไปถึงคนรักคาฟคาช้าไปนิด
ด้วยเป็นช่วงจังหวะกระชั้นชิด และมีกิจกรรมหลายส่วนมาก อาจมีการสับสนอยู่หลายงาน

 

สำหรับ Kafka Kommiks นี้ จัดที่สถาบันเกอเธ่
เป็นการแสดงผลงาน และสื่อนิทรรศน์เกี่ยวกับการ์ตูน หรือ คอมมิคส์
ที่มาจากงานเขียนของคาฟคา  3 คน คือ

Chantal
Montellier
ชาวฝรั่งเศส (ฉันอยากเรียกชื่อเขาว่านายจัลฑาล)

David Zane
Rowitz 
ชาวเยอรมัน

Robert Crumb ชาวอเมริกา

Jaromir 99 ชาวเชก

ทั้งสี่นายนี้
สร้างงานคอมมิกส์จากงานเขียนของคาฟคา

อย่างที่กล่าวไว้
มันห่างไกลจากคำว่าสนุกสนาน
ผลงานแรกที่มุ่งตรงไปหา เป็นของนายจัลฑาล หรือ
Chantal Montellier ศิลปินฝรั่งเศส ที่เขียนคอมมิกส์หลายเรื่อง
อย่างเรื่อง เซ็กส์และความสัมพันธ์ ซึ่งนิทรรศการจัดทำได้น่าสนใจ
เป็นตู้เล็กที่มีช่องสำหรับสอดส่องสายตาไป เหมือนเราแอบมองช่องประตูเข้าไปดูเซ็กส์ในห้อง
และแน่ล่ะ เป็นภาพคอมมิกส์ของเขา

ถัดมาเป็นภาพหน้าคาฟคาใหญ่ยักษ์ปูเต็มพื้น
ทอดทางไปสู่ภาพคอมมิกส์อีกเรื่อง คือเรื่อง The Trial

ลายเส้นออกไปทางอึดอัด
รูปร่างหน้าตาดูรวดร้าวไปหมด สมกับเป็นงานที่แปรรูปมาจากงานเขียนของคาฟคาจริงๆ

 

ศิลปินคนต่อมามีผลงานจัดแสดงที่ทางเดินไปห้องสมุด ในนามแฝงชื่อ Jaromir 99

 

เขาเป็นศิลปิน และยังมีวงดนตรีของตัวเองในชื่อ Priessnitz (ลองเข้าไปส่องดูสิ เขาใช้งานสไตล์เดียวกันในการทำปกผลงานด้วย)
ลองเสิร์จดูตอนหลังพบชื่อวง
Kafka Band น่าจะเป็นของเขาเช่นกัน
(หรือวงเดียวกัน ไม่แน่ใจ) และงานชิ้นนี้คืองานที่จัดแสดง

https://www.youtube.com/watch?v=fymn_pdIXW8

เข้าใจว่านำเนื้อเรื่องส่วนหนึ่งมาใส่ทำนองเลย เพราะลงเครดิตไว้ว่า

Lyrics: Franz
Kafka (Das Schloss — The Castle / Zámek)

งานของเขาคงโทนสีดำเทา คนนี้เท่ตรงทำเพลงเองด้วย และทำภาพแอนนิเมชั่นเอง เท่มากๆ

 

ผลงานสุดท้ายแสดงในห้องสมุด
ของ
David Zane
Rowitz 
ชาวเยอรมัน และ Robert Crumb ชาวอเมริกา มาเป็นคู่

ทั้งสองร่วมกันเขียนคอมมิกส์ขึ้น ลายเส้นหม่นมืดเช่นเดียวกัน ผลงานชื่อ
Kafka (เข้าใจว่าเป็นชีวประวัติ)

หลายภาพแสดงถึงความเจ็บปวดและกดดัน
ของชีวิตนักเขียนที่ชื่อคาฟคา ทั้งความรู้สึกอยากตายหลายช่วง
เป็นงานชุดที่ดูแล้วแทบอยากร้องไห้ (ขณะเขียน ฟังเพลงวง
Kafka Band ไปด้วย ย้อนดูรูปไปด้วย นี่เศร้าเลย)

 

มันไม่ใช่เรื่องสนุกสนานเลยล่ะ

ทั้งคาฟคาและเมล็ดพันธุ์ที่งอกมาจากคาฟคา แต่มั้นกลับกินลึกข้างใน ค่อยๆ ซึมลงมา
แล้วก็พบว่า มนุษย์พร้อมเสมอที่จะหม่นมืด…

เยี่ยมร้านหนังสือ ร้านสวนเงินมีมา

สวนเงินมีมา  ลองมาสิมา

“สวนเงินมีมา” ครั้งแรกที่ฉันได้ยินชื่อนี้
ฉันใช้เวลาตีความหมายไปพักใหญ่ แปลว่าอะไรนะ? ฉันลองนั่งตีความหมายชื่อนี้โดยใช้สมองอันน้อยนิดของฉันก็ได้ความว่า

“ถ้าไม่ใช่สถาบันการเงิน  ก็คงเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมล่ะ มีคำว่า สวนนี่นะ”

ผิดหมดทุกอย่างที่กล่าวมา…

“สวนเงินมีมา” หลังจากหาข้อมูลแล้ว  ชื่อสวนเงินมีมา
มาจากชื่อของ ยายเงิน ยายมี และ ยายมา ยายของ อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์
ผู้ให้การสนับสนุนการก่อตั้งโดยมีคุณวัลภา แวนวิลเลียนส์วาร์ด เป็นผู้บริหารตั้งแต่เริ่มต้น
เป็นสำนักพิมพ์ และร้านหนังสือ ที่ตั้งตัวอยู่ในตึกแถวริมถนนเฟื่องนคร  เยื้องๆกับประตูหลังวัดราชบพิธฯ

ตอนนี้ฉันมายืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับสวนเงินมีมา

คิดว่าถ้าใครมายืนอยู่จุดเดียวกับฉันสิ่งแรกที่คิดได้เหมือนฉันคงเป็น “ตึกนี้น่ารักจัง”
เพราะภาพที่ฉันเห็นคือ ตึกสีเขียว ที่อยู่ท่ามกลางตึกเก่าที่ดูเคร่งขรึม และเวลานี้อากาศและแดดก็ร้อนจนแสบผิวไปหมด
ตึกเล็ก ๆ สีเขียวให้ความรู้สึกสดชื่นนั้นกำลังเรียกฉันให้เดินเข้าไปหลบแดดหลบอากาศร้อน
และจุดมุ่งหมายของฉันในวันนี้คือ การมาตามหาหนังสือของ อ.ชมัยภร…..

เมื่อฉันได้ก้าวเข้าไปสิ่งแรกที่เห็นคือเคาท์เตอร์คิดเงินที่เต็มไปด้วยผลไม้หลายอย่าง
เช่น แตงโม กล้วย พร้อมป้ายสีสันสดใสที่เขียนตัวโต ๆ ว่า “ผลไม้อินทรีย์” มองไปทางซ้ายของเคาท์เตอร์

เจอชั้นวางธัญพืชต่าง ๆ ที่ใส่ขวดไว้เพื่อจำหน่าย มองไปทางขวาเจอตู้เย็นแช่ผัก น้ำผักและผลไม้

แซนวิชหน้าตาน่ากิน และ….ชั้นวางผลิตภัณฑ์บำรุงผิวพรรณ
และเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ที่ทุกอย่างผลิตมาจากธรรมชาติ

เดี๋ยวนะ….

สวนเงินมีมา เป็นชื่อสำนักพิมพ์และร้านหนังสือนะ แล้วหนังสืออยู่ไหน? ตั้งแต่ก้าวเข้ามา
เจอแต่ของกินของใช้

คงเป็นคำถามที่ใครหลายๆคนสงสัย
ใจเย็นๆ…ลองละสายตาจากผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติเหล่านั้นแล้วมองผ่านช่องประตูด้านซ้ายมือก่อนสิ….นี่มันห้องสมุดชัดๆ

เมื่อเดินผ่านช่องประตูเข้าไปภายในบริเวณฝั่งซ้ายมือ

มีโต๊ะกลมวางอยู่หลายชุดทีเดียว ดูน่ารักเหมาะกับร้าน บนโต๊ะมีแจกันดอกไม้ดอกเล็ก
ๆ ส่งให้โต๊ะดูน่ารักและสดชื่นน่านั่ง ฝั่งขวามือนี่ล่ะ ขุมทรัพย์นั่งอ่านเลย
เพราะหนังสือหลายร้อยเล่มวางตัวกันอยู่เต็มทุกชั้น ด้านในสุดติดกำแพงมีชั้นหนังสือ…ไม่สิ
เรียกว่ากำแพงหนังสือดีกว่า ตั้งตระหง่านทอดตัวยาวเต็มทั้งกำแพง
หนังสือเยอะแยะมากมายวางอย่างเป็นระเบียบเต็มทุกช่องทุกชั้น

ฉันเดินสำรวจไปเรื่อย ๆ

เจอหนังสือหลายเล่มที่เป็นของสวนเงินมีมาเอง เน้นไปที่หนังสือประเภท   แนวปรัชญา
การใช้ชีวิต พัฒนาสังคม สิ่งแวดล้อม และการเปิดมุมมองใหม่ๆในการใช้ชีวิต เช่น วิถีแห่งซูฟี
ศาสตร์แห่งภาวนา : การหลอมรวมพุทธศาสนากับประสาทวิทยา วิถีสีเขียว : ผู้ผลิต
ผู้ประกอบการ ผู้บริโภค

เดินวกกลับมาในโซนกลางร้าน

ตรงนี้มีหนังสือหลายประเภทวางอยู่ ทั้งนวนิยาย หนังสือแปล หนังสือวิชาการ เป็นโซนหนังสือแนะนำและหนังสือขายดีของร้าน

แล้วในที่สุดฉันก็เจอกับสิ่งที่ทำให้ฉันมาที่ร้านสวนเงินมีมาแห่งนี้

หนังสือของ อ.ชมัยภร มีหลายเล่มเลยล่ะ เช่น หยาดน้ำค้างพันปี
ที่ได้รับรางวัลเซเว่นบุ๊กส์ อวอร์ดส์ ในเวิ้งฟ้าอันไพศาล
เล่มที่ทำให้คนอ่านน้ำตาร่วง ชีวิตที่มีเรา หนังสืออ่านง่าย ๆ
แต่ได้ข้อคิดธรรมะเต็มเปี่ยม หรือหนังสือธรรมะแบบเด็ก ๆ อย่างขวัญสงฆ์ก็มี

นอกจากหนังสือของ

อ.ชมัยภรที่ฉันมาตามหาแล้ว ระหว่างที่ยืนดูหนังสืออยู่ ฉันได้ยินเสียงแว่ว ๆ
จากพนักงานในร้านว่า “หยดน้ำหวานในหยาดน้ำตา เล่มใหม่ของ อุรุดา โควินท์ มาแล้วนะครับ”

อ่า

… เล่มนี้ฉันเพิ่งเห็นข่าวเปิดตัวจากในเฟซบุ๊กของฉันไปเมื่อไม่กี่วันก่อนนี่

ฉันเดินดูหนังสือสักพักจึงมองหาที่นั่ง

ฉันเลือกโต๊ะที่อยู่หน้าเคาท์เตอร์  เพราะจะได้ไม่ไปรบกวนลูกค้าคนอื่น ๆ ในร้าน
เนื่องจากเหล่าผู้ร่วมทางของฉันเป็นสายสนทนากันทั้งกลุ่ม (ฮา)

ร้านสวนเงินมีมา

มีจุดเด่นของร้านอีกอย่างที่นอกเหนือจากหนังสือหลายร้อยเล่มแล้ว คืออาหารที่มีจำหน่ายในร้านด้วย อย่างที่บอกไปตอนแรกว่า สวนเงินมีมามุ่งเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาติ ดังนั้นอาหารของร้านนี้จึงเป็นอาหารที่มาจากพืชผักออร์แกนิกล้วน ๆ โดยทางร้านจะขายเป็นอาหารชุด มีข้าว กับข้าว และเครื่องดื่ม ทางร้านจะมีเมนูประจำแต่ละวัน ผลัดเปลี่ยนกันไป แต่เพราะฉันทานอาหารจากที่อื่นมาแล้ว ฉันเลยไม่ได้สั่งอาหารมาลอง สั่งเป็นกาแฟเย็น ๆ หนึ่งแก้วแทน แต่แอบเห็นลูกค้าคนอื่น ๆ สั่งนะ หน้าตาดีน่ากินมากทีเดียว

ฉันนั่งอยู่สักพักจนเริ่มรู้สึกว่าร่างกายที่เหนื่อยล้าจากสภาพอากาศข้างนอกดีขึ้นแล้ว คงถึงเวลาที่ฉันจะบอกลาร้านหนังสือสีเขียวแห่งนี้สักที สิ่งที่ฉันคิดได้จากการมาที่ร้านแห่งนี้คือ เรากับธรรมชาติ อยู่ใกล้กันมากนะ แต่ทำไมพวกเราถึงผลักไสธรรมชาติ ไปหาสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหลายกันจัง

ลองนะ
ลองมานั่งที่ร้านหนังสือสีเขียวนี้ ลองมาใช้ มากินของที่มาจากธรรมชาติกันบ้าง
เพราะธรรมชาติมันอยู่ใกล้ตัวเรามากจริง ๆ ลองมาให้อาหารสมอง เปิดมุมมองใหม่ ๆ
เพื่อพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิต ด้วยหนังสือดี ๆ ในร้านดูเถอะ

หากมีโอกาสได้มาเยี่ยมเยือนถนนเฟื่องนคร
อย่าลืมแวะเข้าไปเพิ่มพลังสมอง ถนอมสุขภาพกันที่ร้านสวนเงินมีมาแห่งนี้นะ……

ร้านสวนเงินมีมา                                                                                           77,79 ถนนเฟื่องนคร แขวงวัดราชบพิธ เขตพระนคร
กรุงเทพฯ 10200

โทรศัพท์. 02-622-0955, 02-622-0966, 02-622-2495-6

โทรสาร. 02-622-3228

Facebook : ร้านสวนเงินมีมา http:////www.facebook.com/suanspirit/

Website : http:////www.suan-spirit.com

เยี่ยมร้านหนังสือ ร้าน Book Buri (บุ๊คบุรี)

Book Buri (บุ๊คบุรี)  มุมอ่านย่านเทเวศร์


ย่านเทเวศร์ เป็นชุมชนเก่าแก่ มีทั้งตลาด วัด
หอพัก สถาบันการศึกษา สถานที่ราชการ พลุกพล่านไปด้วยผู้คนหลากหลาย
ร้านค้าส่วนใหญ่เป็นร้านอาหาร ร้านขนมเก่าแก่ ร้านกาแฟสมัยใหม่ แต่มีใครทราบไหมว่า
ไม่ไกลจากสี่แยกเทเวศร์ บนถนนกรุงเกษม (ใกล้เทเวศร์ซอย
1) มีร้านหนังสือเล็กๆ
ร้านหนึ่ง รอให้นักอ่านแวะมาเยี่ยมชม


Book Buri (บุ๊คบุรี)
เป็นร้านหนังสือ
เล็กๆ หนึ่งคูหา ตึกแถวตรงข้ามคลองผดุงกรุงเกษม สังเกตได้ง่ายจากป้ายหน้าร้านเป็นแมวการ์ตูนตัวอ้วนสีน้ำตาล
มีแผงหนังสือนิตยสารรายสัปดาห์และหนังสือพระวางเด่น หน้าร้านเปิดโล่งไม่ติดกระจก
ไม่มีแอร์ บรรยากาศเย็นสบายด้วยพัดลมตั้งพื้น
3 ตัว ภายในร้านตกแต่งผนังด้วยสีชมพู
มีแมวตัวอ้วนห้อยอยู่กลางร้าน

มองเข้าไปภายในร้านเห็นคุณลุงคุณป้าที่นั่งอ่านหนังสืออยู่คนละมุมเป็นประจำ
บรรยากาศร้านดูเป็นกันเอง มีหนังสือหลากหลาย
มากันจากหลายสำนักพิมพ์
ทั้งมติชน นาคร เคล็ดไทย เช่น
วรรณกรรมของผาด พาสิกรณ์  อุรุดา โควินท์  มองเห็นกวีนิพนธ์ของอังคาร กัลยาณพงศ์
วางอยู่ข้างกันกับเจ้าชายน้อย มี
หนังสือเกี่ยวกับบ้านและสวน หนังสือนิยาย การ์ตูน
 ที่น่าตื่นเต้นคือ มีหนังสือของสำนักพิมพ์คมบาง
งานเขียนของ อ.ชมัยภร แสงกระจ่าง เต็มชั้นเลยทีเดียว เท่านั้นไม่พอ
ยังมีเสื้อเวอร์จิเนีย วูล์ฟ ขายด้วย ว้าว …


ใครตามหาหนังสือเล่มไหนเป็นพิเศษ
สามารถสอบถามลุงกับป้าได้ โดยเฉพาะป้าใจดี เป็นกันเองมาก เมื่อถามหาหนังสือที่สนใจ
คุณป้าได้แนะนำว่าสามารถสอบถาม หรือสั่งซื้อหนังสือผ่าน
Fan page : Bookburi ของทางร้านได้ คุณพิมพ์สุดาลูกสาวของคุณลุงคุณป้าจะเป็นคนให้คำแนะนำ ร้านนี้เป็นของลูกสาว
ลูกสาวเป็นคนชอบอ่านหนังสือและสะสมหนังสือ


เดินส่องหนังสืออื่นๆ ในร้านก็รู้ว่า เจ้าของร้านให้ความใส่ใจกับการจัดหนังสือมาก
ดูเรียบง่าย เพราะร้านค่อนข้างมีพื้นที่จำกัด
แต่มีชื่อนักเขียนติดไว้ที่ชั้นวางหนังสือ ทำให้มองเห็นได้ชัด หาง่าย

ด้วยความที่มีพื้นที่จำกัดมาก
แต่หนังสือหลากหลายสารพัดสารพัน ดังนั้นนอกจากหนังสือที่อยู่บนชั้นวางแล้วยังมีหนังสือที่ตั้งกองอยู่บนพื้นให้นั่งเลือก
ดูสบายๆ กันเอง เหมือนนั่งรื้อหนังสืออยู่ที่บ้านเลยทีเดียว ชิลๆ กันเลยค่ะ

คุณป้าเจ้าของร้านเล่าว่า
ลูกค้าส่วนใหญ่ของร้านบุ๊คบุรีเป็นข้าราชการ ทหาร และนักศึกษา
เพราะร้านตั้งอยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยและกระทรวงศึกษา หนังสือขายดีเป็นหนังสือจำพวกวรรณกรรมไทย
วรรณกรรมคลาสสิค เห็นพี่ทหารคนหนึ่งก็มาด้อมๆ มองๆ ชั้นวรรณกรรมอยู่เหมือนกันค่ะ
(เอ๊ะ หรือจะมาหา
1984 ก็ไม่ทราบ)


หากใครสนใจหรือผ่านไปแถวเทเวศร์สามารถแวะไปหาหนังสืออ่านได้ที่ร้านบุ๊คบุรี
ร้านหาไม่ยาก มีแมวอ้วนนั่งอ่านหนังสือ กวักมือเรียกอยู่หน้าร้านค่ะ
ลองแวะไปกันค่ะ ซื้อเล่มไหนกันมา เอามาอวดกันบ้างนะคะ

ร้านหนังสือบุ๊คบุรี 102/3 ถนนกรุงเกษม แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200

เปิดวันจันทร์ถึงเสาร์ เวลา 8.00-20.00 น. ปิดวันอาทิตย์
Tel.0-2282-4916 Mobile (พิม) 081-649-2214