Untitled-1

ก้าวผ่านกาฬเวลา กวีนิพนธ์ : บันทึกแห่งใจในสถานการณ์โคโรนาไวรัส

หลังจากเปิดให้แฟนๆ ได้ตั้งชื่อผลงานเขียนกวีนิพนธ์ที่คุณชมัยภร แสงกระจ่าง เขียนลงในเฟซบุ๊ก และตั้งชื่อเล่นไว้ว่า ‘กวีนิพนธ์โควิด’ ในที่สุดคุณชมัยภรก็เลือกชื่อเรื่อง ‘ก้าวผ่านกาฬเวลา’ ที่ตั้งโดย สิกขมานามนพิสุทธิ์ พิทักษ์สันติภาพ เป็นชื่อรวมเล่มบทกวีล่าสุด 

“กาฬ ที่แปลว่าดำ มันเก๋มากนะ ก้าวผ่านกาลเวลา หรือ กาฬเวลา เราอ่านว่า กา ละ เวลา ก็ยังเป็นคำเสียงเดิมเลย กาฬเวลา มีความหมายว่า เป็นช่วงเวลาที่มืดมน”

กวีนิพนธ์ทั้งหมดเขียนขึ้นในวันที่ประเทศไทยเข้าสู่ช่วงปิดเมืองเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อจากไวรัสโรโรนา หรือที่เราเรียกว่า โควิด-๑๙ (COVID-๑๙)   

“กวีนิพนธ์โควิด-๑๙ แปลว่า โควิดอายุยังน้อย”

คุณชมัยภรวันนี้ที่มีอารมณ์ขันขึ้นมาบ้างแล้ว

“เริ่มเขียนชิ้นที่หนึ่งตั้งแต่วันที่ ๒๑ มีนาคม ไปสิ้นสุดวันที่ ๑๖ มิถุนายน เขียนไปทุกวัน มันเหมือนเป็นบันทึก”

ก่อนจะเข้าสู่สถานการณ์ของการระบาด โดยปกติแล้วคุณชมัยภรจะออกจากบ้านแทบทุกวัน ทั้งไปประชุม ไปจัดกิจกรรม ไปอบรม ไปสอนเรื่องการอ่าน การเขียน แต่เมื่อมีประกาศว่า ‘ไม่ให้ออกจากบ้าน’ จึงกลายเป็นโจทย์หนักของคนที่ปกติไม่เคยถูกจำกัดเสรีในการเดินทาง 

“แล้วจะทำอะไรถ้าไม่ให้ออกจากบ้าน ถ้าจะต้องอยู่บ้านก็ควรจะมีหลักฐานหลงเหลือไว้บ้าง” คุณชมัยภรจึงตั้งใจกับตัวเองว่าจะเขียนบันทึกประจำวันในรูปแบบของบทร้อยกรองวันละหนึ่งชิ้น 

คุณชมัยภรเขียนไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัวทุกวัน เป็นเวลา ๘๗ วัน ซึ่งในการเขียนนั้นเมื่อโพสต์บทกวีในแต่ละวันก็ได้เห็นอารมณ์และความรู้สึกของเพื่อนนักอ่านในเฟซบุ๊กที่ต่างมีประสบการณ์ร่วมกัน ในวันของการเปิดเรื่องนั้นคุณชมัยภรบอกว่า

“ตอนขึ้นต้น เป็นตอนที่ย้อนกลับไปว่าโลกทั้งโลกมันเชื่อมต่อกันอย่างไร พูดถึงเรื่องความสมัครสมานกันของทั้งโลก ความสนุกสนานของทั้งโลก เราเที่ยวข้ามประเทศกันไป ข้ามประเทศกันมาอย่างไร”

เริ่มต้นเขียนชิ้นที่ ๑ ในวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๖๓ ด้วยเรื่องของทั้งโลก โดยใช้คำว่า ‘เมื่อวาน’ ว่าเมื่อวานนี้โลกเป็นอย่างไร “เมื่อวานนี้โลกกำลังรื่นเริงบันเทิงบันทึก”  คุณชมัยภรบอกว่า “ไม่ใช่แค่บันเทิงอย่างเดียว บันเทิงแล้วบันทึกด้วย ใครไปไหนมาไหนก็ต้องถ่ายรูปเก็บไว้ แต่เมื่อมีประกาศให้หยุดอยู่บ้านออกมา ก็เหมือนกับว่าทุกอย่างในโลกที่กำลังเคลื่อนหยุดการเคลื่อนไหวทันที ตอนจบของบทแรกจึงลงท้ายด้วย

เมื่อโลกพลิกอีกด้านเราพลันล้ม และตกลงจมพลัน ณ วันนี้” 

ในบทต่อๆ มา ก็เล่าถึงอารมณความรู้สึก บรรยากาศ และข่าวคราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น และในแต่ละบทก็จะมีรายละเอียดต่างๆ ไว้ด้วยว่าวันที่นี้ มียอดผู้ติดเชื้อเท่าไร มียอดผู้เสียชีวิตเท่าไร 

กล่าวได้ว่าเป็นการบันทึกสภาพสถานการณ์ ทั้งสภาพภายในจิตใจ สภาพที่บ้าน สภาพแวดล้อม สภาพสังคม ในช่วงเวลานั้นๆ ไว้เช่นเดียวกับการเขียนบันทึกประจำวัน แต่เป็นการบันทึกไว้ในรูปแบบของกวีนิพนธ์

“ทุกอย่าง บันทึกเรื่องของตัวเองสัมพันธ์กับเรื่องของสังคม”  

น่าจะเป็นคำจำกัดความที่ชัดเจน คุณชมัยภรขยายความว่า  

“เช่น วันนี้เราบันทึกเกี่ยวกับความเหงา ความเหงานั้นไม่ได้เกิดกับเราคนเดียวแน่นอน เพราะว่าคนที่อยู่ในภาวะที่ต้องหยุดอยู่บ้าน ทุกคนก็ต้องมีภาวะนี้เกิดขึ้น แต่เมื่อบันทึกแล้วก็ต้องมีตัวเราอยู่บ้าง บางชิ้นก็มีตัวเราเยอะ บางชิ้นก็มีน้อย บางชิ้นก็เป็นบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ เช่น เกิดตู้ปันสุขขึ้น ก็หยิบมาเขียน เขียนให้มีลักษณะทางวรรณศิลป์มากขึ้น สร้างเป็นเรื่องที่อิงจากความจริงที่เกิดขึ้น”

ตัวอย่างเช่น ช่วงที่โรคกำลังระบาดแล้วเกิดปัญหาการเงินกับหลายๆ คน ก็เขียน ‘จดหมายถึงนายก’ 

“ท่านนายกครับ ผมกำลังตกอับแล้วแน่วแน่
เมียกับลูกร้องกระจองอแง แล้วยังแม่นอนป่วยโปรดช่วยที
ท่านนายกครับ เร็วๆ หน่อยขอรับ อย่าเมินหนี
นั่น รั้วกระทรวงคลังยังพอมี วันพรุ่งนี้ผมจะไปปีนนะขอรับ”
(*ตอนจบของบท)

หรือเรื่อง ‘ตู้ปันสุข’ ที่เขียนตอนที่เพิ่งมีตู้ปันสุขตามจุดต่างๆ หยิบเรื่องของยายที่เอาผัดขิงกับน้ำพริกไปใส่ตู้ปันสุข แล้วหลานที่ไปดูตู้หยิบผัดขิงของยายกลับมาเพราะจำได้ว่ายายชอบกิน หรือเรื่องของครอบครัวที่ไปหยิบของในตู้แล้วแม่ร้องไห้ซึ้งใจที่เห็นคนไทยมีน้ำใจ

นอกจากบรรยากาศที่บางครั้งก็มีทั้งความเศร้า มีคำถาม มีความ หวั่นตระหนกต่อโรคระบาด ในอีกส่วนก็มีบรรยากาศที่ผ่อนคลาย มีเรื่องที่มีตัวละครน่ารักๆ เช่น เรื่องย่าตัดผมหลาน เรื่องของสัตว์เลี้ยงน่ารักรอบตัว 

“บางจังหวะที่เขียนเรื่องเครียดมากๆ  เต็มไปด้วยสถานการณ์อึดอัดคับข้องใจติดกัน ๔-๕ วัน ก็จะสลับเอาเรื่องสัตว์เลี้ยงมาเขียน  เป็นเรื่องที่เขียนเกี่ยวกับตา ยาย หลาน หรือเด็กกับสัตว์เลี้ยง เพื่อผ่อนคลายอารมณ์ของคนอ่าน ผ่อนคลายทั้งตัวผู้รับและผู้เขียน เพราะผู้รับกับผู้เขียนมีประสบการณ์เดียวกัน”

กวีนิพนธ์ทั้ง ๘๗ บทนี้ เนื้อหาเป็นไปตามสถานการณ์แต่ะวัน ในการเขียนเรื่องจะไม่ได้ต่อกัน สามารถอ่านแยกบทกันได้ แต่ในการเขียนทุกบทนั้นสัมผัสจะต่อกัน 

การเขียนกวีนิพนธ์ในช่วงสถานการณ์การระบาดของโรคครั้งนี้สิ้นสุดลงวันที่ ๑๖ มิถุนายน  รวมทั้งหมด ๘๗  ชิ้น ๘๗ วัน

“พอเขียนไปถึงวันที่แปดสิบกว่าเริ่มมองเห็นว่าสถานการณ์ในสังคมมันอยู่ตัว เขียนประเด็นต่างๆ ไปหมดแล้ว  ซึ่งถ้าหากเขียนต่อจะทำให้เกิดอารมณ์ซ้ำ สังคมก็เริ่มนิ่ง เลยคิดว่า เราหยุดตรงนี้ดีกว่า หยุดตรงคำขอบคุณ หยุดที่เราจะปิดกิจกรรมนี้ แต่ก็ไม่ได้หยุดเขียน ไปเขียนอย่างอื่นต่อ แต่หมายถึงว่าการบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ พอมันเข้าที่ เราก็หยุด พอดีแล้ว ไม่มีอะไรตื่นเต้นแล้ว พูดง่ายๆ ก็คือ ทางสาธารณสุขควบคุมได้แล้ว” 

จึงจบลงด้วยบทส่งท้ายที่ชื่อว่า ‘คำขอบคุณ’

“ขอบคุณที่ตามอ่านกันทุกหน้า
ขอบคุณที่มีเวลายามฉุกเฉิน
ขอบคุณที่ยังให้หัวใจเพลิน
ขอบคุณที่เราเดินมาพบกัน” 

(คำขอบคุณ0)

คุณชมัยภรเองมองภาพรวมของกวีนิพนธ์ ก้าวผ่านกาฬเวลา  ว่า
“กวีนิพนธ์ แต่ละวรรคมันไม่ใช่ภาพเดียวซึ่งเป็นธรรมชาติของงานกวีนิพนธ์ ไม่ใช่บรรทัดนี้จะต้องหมายถึงแบบนี้ตลอดกาล แต่หมายความได้ลึกกว่านั้น เวลาเราอ่านทำความเข้าใจมันสามารถเข้าใจได้หลายชั้น เพราะฉะนั้นงานชิ้นนี้แม้มันจะเป็นบันทึกประจำวัน เป็นบันทึกที่เฉพาะสถานการณ์ แต่เราไม่อ่านมันในเฉพาะสถานการณ์โควิดอย่างเดียวก็ได้ เวลาเราเผชิญอะไร หรือเกิดอะไรขึ้นในชีวิต งานต่างๆ เหล่านี้ก็สามารถไปเปรียบเทียบได้แทบทุกชิ้น มันสามารถอธิบายโลกได้”

กวีนิพนธ์เล่มนี้ ไม่เพียงเป็นบันทึกเหตุการณ์ผ่านสายตากวีเท่านั้น แต่ยังเป็นบันทึกภาพเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ที่ครั้งหนึ่งเราต่างตกอยู่ในสภาวะเดียวกันทั้งโลก มีความหวาดกลัว เหงา เศร้า หดหู่ ท้อแท้ หรือแม้แต่อารมณ์ความสุขกับบางจังหวะที่สอดแทรกเข้ามาในช่วงเวลาที่ยากลำบาก หลายกระแสสังคม หลายผู้คน หลายความเศร้า หลายรอยยิ้ม 

หลายเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงการระบาดของโรคครั้งนี้ถูกบันทึกไว้ในกวีนิพนธ์ ก้าวผ่านกาฬเวลา เล่มนี้ ที่จะเป็นเหมือนเครื่องย้อนเวลาให้เราได้มองกลับไปถึงสิ่งต่างๆ ที่บางครั้งเราอาจลืมไปแล้ว

การจัดพิมพ์ครั้งแรกนี้ สำนักพิมพ์คมบางได้เปิดให้ผู้อ่านสั่งจองล่วงหน้าและจัดพิมพ์ในจำนวนที่เหมาะสมกับการสั่งจอง เป็นหนังสือที่ถึงมือผู้อ่านทุกท่านในแบบพอดีๆ นอกจากนี้หนังสือยังจะวางจำหน่ายครั้งแรกในงาน “ABC Book Fest งานเทศกาลหนังสือเริ่มต้น” ซึ่งจัดเป็นครั้งแรกในประเทศไทย อันควรได้บันทึกไว้ด้วย

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ก้าวผ่านกาลเวลา กวีนิพนธ์เล่มนี้ จะทำให้ผู้่อ่านได้มองเห็นพลังในชีวิตและมีแรงที่จะผ่านความหมองหม่นมืดมนในชีวิตไปได้อย่างปลอดภัยทั้งกายและใจ

ก้าวผ่านกาฬเวลา
พิมพ์ครั้งที่ 1 เพียง 500 เล่ม เท่านั้น

ราคาปก 260 บาท 
Pre-order เหลือ 220 บาท

สั่งจองได้ที่นี่ หรือ inbox ไปที่เพจสำนักพิมพ์คมบาง

ราคาพิเศษ 8 กรกฎาคม – 3 สิงหาคม 2563

ในเวิ้งฟ้าอันไพศาล

รองเท้าสลับข้าง – ผู้สูงวัยอ่านเล่มไหนกันดี

รองเท้าสลับข้าง – ผู้สูงวัยอ่านเล่มไหนกันดี
(ไลฟ์ครั้งที่ 2 มิถุนาไฉไล ชมัยภร 5-6-7)

สืบเนื่องมาจาก อ.ชมัยภร ใส่รองเท้าสลับข้างมาจากบ้านลูกสาว ซึ่งก็คือกว่าชื่นนั่นล่ะค่ะ คุณชมัยภรเล่าว่า เหตุการณ์รองเท้าสลับข้างนี้ ไม่ได้เพิ่งเกิดเป็นครั้งแรกนะ

ย้อนไปสมัยหนึ่งที่อาจารย์ยังมีคดีความต้องไปศาล วันหนึ่งสามีขับรถไปส่งที่ศาล จนอยู่ในห้องพิจารณาจึงได้เห็นรองเท้าตัวเองว่า ข้างหนึ่งสีน้ำตาล อีกข้างสีดำ พอรู้แล้วก็รู้สึกอายจนไม่รู้ว่าจะเอาเท้าตัวเองซ่อนไว้ตรงไหนดี กระทั่งออกจากที่ศาล ระหว่างเดินข้ามสะพานลอยก็คิดพิจารณาว่าหน้าที่ของรองเท้าคืออะไร รองรับเท้า สำหรับการเดินให้สบาย ดังนั้นก็พอจะทำใจไปต่อได้ จนกระทั่งถึงที่สำนักโทรทัศน์วิทยุรามคำแหงก็ถอดรองเท้าเข้าไปจัดรายการวิทยุต่อได้โดยโล่งใจ

เป็นประเด็นต่อเนื่องว่า เมื่อถึงวัยที่เรียกว่า “สูงวัย” หรือ ชรา” หรือ “แก่” อาจารย์ชมัยภรบอกว่า “ไม่มีอะไรดี” แต่ที่จริงแล้วคำว่าไม่มีอะไรดีนั้น แค่หมายถึงความเสื่อมของร่างกาย ความสูงวัยนั้นมีมุมอะไรมากมายที่คุณชมัยภรนำมาสร้างสรรค์เป็นวรรณกรรมดีๆ มากมาย

สำหรับงานเขียนเล่มที่ตัวละครสูงวัยเป็นแก่นของเรื่อง เช่น คุณปู่แว่นตาโต คุณปู่แว่นตาแตก คุณยายหวานซ่าสสส์ อาม่าบนคอนโด คุณย่าติดไลน์คุณยายติดเฟซ หลวงตาจิ๋วกับเจ้าป๋อง ขวัญสงฆ์ ซึ่งกลุ่มนี้เป็นวรรณกรรมเยาวชน แต่ก็มีอีกส่วนที่เป็นนวนิยายที่มีผู้สูงวัยเป็นตัวละครสำคัญในการดำเนินเรื่อง

“ถ้าผู้สูงวัยไปอยู่ในวรรณกรรมเยาวชนเราก็จะปรับให้ผู้สูงวัยมีความเบิกบานขึ้น ถ้าในนวนิยายที่มีผู้สูงวัยเนี่ยก็มักจะมีความซับซ้อนภายในจิตของคนแก่”

ตัวอย่างเช่น คุณยายหวานซ่าส์ส์ส์ ซึ่งมีที่มาจากคุณแม่ของคุณชมัยภร มาจากช่วงที่เห็นคุณแม่ที่ต้องเลี้ยงลูกของพี่สาว (พี่สาวต้องย้ายไปทำงานอีกจังหวัด) หลานที่อายุ 15 ก็เลยต้องอยู่กับยาย คุณชมัยภรก็เลยสังเกตเห็นแม่ของตัวเองที่มีความห่วงใยต่อหลาน แม้ว่าจะบ่นๆ ถึงเรื่องต่างๆ แต่ก็ด้วยใจที่มีความรักและเป็นห่วง

“โครงสร้างเรื่องเป็นเรื่องจริงหมด แต่รายละเอียดนั่นล่ะที่สร้างขึ้น อารมณ์ของคุณยายข้างในจริงๆ ก็เป็นอารมณ์ของผู้เขียน เช่น สร้างให้ตัวละครยายต้องนุ่งผ้าไทยไปพูดที่โรงเรียน แต่ความสัมพันธ์ของวัยรุ่นกับยายก็ครบถ้วน แล้วก็ชี้ให้เห็นว่าเป็นเรื่องปกติที่คนแก่กับเด็กจะคิดไม่เหมือนกัน และการคิดไม่เหมือนกัน และทำอย่างไรที่จะทำให้คลี่คลายไปสู่การอยู่ร่วมกันได้แม้จะคิดต่างกัน”

อีกเรื่องคือ คุณย่าติดไลน์คุณยายติดเฟซ ซึ่งถ้ามองเรื่องยุคสมัยก็เป็นเรื่องคนละยุคกับ คุณยายหวานซ่าส์ส์ส์ จากยุคบ้านสวน มาสู่ยุคที่มีอุปกรณ์การสื่อสารทันสมัย

“เป็นยุคของการเรียนรู้เรื่องเครื่องมือ ตอนที่เขียนเรื่องนี้ก็ยังไม่ได้คิดว่าไลน์กับเฟซบุ๊กมันจะขึ้นมาขนาดนี้ นี่ถ้าเขียนใหม่อีกเล่มคนแก่น่าจะเก่งไลน์มากกว่านี้”

ทำไมถึงเป็นคุณย่าติดไลน์คุณยายติดเฟซ

“ตอนนั้นคุณย่าติดไลน์คุณยายติดเฟซกำลังเป็นปัญหา พอติดแล้วก็เป็นปัญหา เช่น ติดหนึบไม่สนใจลูกหลานกันเลยทีเดียว”

ในเรื่องนี้ตัวละครเล่น แคนดี้ครัช ซึ่งมาจากตัวอาจารย์ชมัยภรเองก็เล่นแคนดี้ครัช

“ติดจริงๆ ติดแคนดี้ครัชอยู่ 4 ปี แล้วก็ได้เอามาเขียนเรื่อง”

นวนิยายอีกเรื่องที่มีแคนดี้ครัช ซึ่งก็เป็นเรื่องของผู้สูงวัยเช่นกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่เขียนก่อน คือ ในเวิ้งฟ้าอันไพศาล จากนั้นจึงเขียนเรื่อง คุณย่าติดไลน์คุณยายติดเฟซ

“ในเรื่อง ในเวิ้งฟ้าอันไพศาล พอตัวละครที่สามีตาย จะให้ตัวละครที่อยู่ในภาวะที่ไม่มีคนข้างๆ โดยฉับพลัน คนที่สูญเสีย ตัวจันทรที่เป็นตัวเอกของเรื่องต้องมีภาวะทางอารมณ์ที่เราสัมผัสได้ ตัวละครเช่นเดียวกับคุณยาย ใน คุณยายหวานซ่าส์ส์ส์ ซึ่งอยู่ในช่วงที่มีปัญหาเช่นเดียวกัน เราก็ใช้ข้อมูลนี้มาใส่ในตัวละคร ซึ่งตัวละครทั้งสองนี้ที่มีแคนดี้ครัชเข้าไปอยู่ในเรื่องเหมือนกัน เมื่ออยู่ในงานเขียนคนละแบบเราจะต้องเลือก ถ้าเป็นวรรณกรรมเยาวชนก็จะอ่อนโยนกว่า เพราะต้องไปปฏิสัมพันธ์กับเด็ก เพราะฉะนั้นคุณย่าติดไลน์คุณยายติดเฟซก็จะเฮฮามากกว่าในเวิ้งฟ้าอันไพศาล

ไปถึงเรื่องในเวิ้งฟ้าอันไพศาล นั้น ตัวละครจันทร ที่เพิ่งสูญเสียสามีนั้นจะมีความซับซ้อนและร้ายกาจมากในตอนเริ่มต้น ซึ่งบรรณาธิการบอกว่าเป็นเรื่องที่น่าสร้างเป็นละครไทยมากๆ เพราะมีหลายมิติ ตัวละครที่ดูร้ายเพราะเหตุสูญเสียในชีวิต ความหวงลูกชาย และปมปัญหาในใจ ผู้เขียนนำพาผู้อ่านไปสู่จุดที่คลี่คลายและสร้างความเห็นใจให้ตัวละครได้อย่างไม่น่าเชื่อ

“ตอนที่เขียนลงสกุลไทย มีแฟนคลับโกรธจันทร พอตอนท้ายๆ ตอนจันทรลำบากมากๆ แฟนคนเดิมก็มาดุคนเขียน ว่า เอ๊ะ ชักสงสารจันทรแล้วนะ!”

นี่เป็นความชำนาญของการสร้างตัวละครของคุณชมัยภร ที่สร้าง “ความเยอะ” ให้ตัวละคร โดยมีเหตุผลจากความสูญเสียซึ่งนำไปสู่พฤติกรรมมากมาย คุณชมัยภรเล่าว่า มีฉากหนึ่งของจันทร ที่เขียนขึ้นมาจากประสบการณ์ที่ได้คุยกับผู้สูงวัยคนหนึ่งที่พบบนรถทัวร์ขณะเดินทางกลับจากจันทบุรี

“ผู้หญิงคนนี้นั่งรถจากกรุงเทพฯ ตั้งแต่เช้ามืด มาถึงจันทบุรีลงเดินที่สถานีแล้วก็นั่งรถกลับเลย ผู้หญิงคนนั้นเล่าให้ฟังว่าเพราะว่าเบื่อสามี คือไปไหนก็ได้ให้ชีวิตมันเคลื่อนที่ไป เป็นข้าราชการหรือทำงานธนาคารนี่ล่ะ แล้วพอเกษียณก็ต้องอยู่บ้านกับสามีที่เกษียณเหมือนกัน แล้วอยู่กันไม่ได้ ก็เลยเลือกวิธีนี้ เพราะจะทิ้งไปนอนค้างที่ไหนไม่ได้ ก็นั่งรถวันเดียวแล้วกลับบ้าน แต่เขาก็ดูมีความสุขดี เราเอาตัวอย่างชีวิตที่เจอมาใส่ให้จันทร”

นอกจากนี้ก็เอาปมของคุณแม่ (แม่ของคุณชมัยภร ผู้เป็นต้นแบบคุณยายในคุณยายหวานซ่าส์ส์ส์) มาใส่ให้คุณจันทรด้วย ก็คือปมที่เคยแท้งลูก และยังคงเป็นปมในใจจนกระทั่งถึงวัยชรา

ในเวิ้งฟ้าอันไพศาล เป็นนวนิยายที่คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์ ชอบมากและนำไปกล่าวถึงในเพจของคุณหญิงด้วย ซึ่งที่จริงคุณหญิงถือเป็นบุคคลสำคัญที่ทำให้เกิดนวนิยายเรื่องขึ้นมาเลยทีเดียว ที่มาแรกเริ่มมาจากการที่คุณแม่ของคุณชมัยภรเสีย (คุณยายในเรื่องคุณยายหวานซ่าส์ส์ส์นั่นเอง) เมื่อมีโอกาสพบหน้าคุณหญิงจำนงศรีคุณชมัยภรก็พูดถึงความรู้สึกในใจที่ไม่ได้อยู่กับคุณแม่ในวาระสุดท้ายของชีวิตว่า “รู้สึกผิด” คุณหญิงเอ่ยขึ้นว่า “คนที่สูญเสียมันพูดแบบนี้ทุกคน!” แล้วอีกไม่นานคุณหญิงจึงชวนให้คุณชมัยภรไปฝึกปฏิบัติธรรมเรื่องการเรียนรู้เรื่องความตายของท่านไพศาล วิสาโล ทำให้คุณชมัยภรได้เรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับความตายอย่างลึกซึ้งมากขึ้น

“มันดีมากเลยค่ะ เราได้ชำระล้าง ถ้าเราสูญเสียจะเป็นอย่างไร ในหนังสือเขียนไว้ละเอียดเลยค่ะตามที่อบรม แต่เราเอามาสวมไว้ในตัวจันทร”

และที่มาของการเขียนเป็นนวินิยายนั้นมาจากจดหมายฉบับหนึ่งฉบับนั้น

“ตอนอบรมพระอาจารย์ให้เขียนจดหมายน้อยถึงพระอาจารย์ ถึงการนำความรู้ที่ได้จากการอบรมนั้นจะนำไปทำอะไร เราก็เขียนว่า จะนำความรู้ที่ได้จากการอบรมนี้ไปเขียนเรื่องเผยแพร่เพื่อให้คนอื่นรู้ แต่ก็ไม่ได้บอกนะว่าจะเขียนนวนิยาย”

กลับจากการอบรมแล้วคุณชมัยภรก็เขียนรายงานพิเศษลงในนิตยสารสกุลไทยเรียบร้อยแล้ว แต่หลังจากนั้น (ราว 6 เดือน) ก็ได้รับจดหมายจากพระอาจารย์

“ในจดหมายคือกระดาษแผ่นนั้นที่เราเขียนใส่พานให้พระอาจารย์ แล้วพระอาจารย์ส่งคืนมาให้เราเป็นคำสัญญาที่เราให้ไว้กับพระ โอย ไม่น่าเชื่อเลยว่าคนเราจะเปิดจดหมายมาเจอลายมือตัวเอง แล้วก็ทำให้เริ่มเขียน ในเวิ้งฟ้าอันไพศาล

มาถึงเรื่องที่คนแก่แสนสนุก คือเรื่อง สายาห์สาละวน เป็นคนแก่แสนเจ้าเล่ห์ชื่อคุณยายแกลบ จอมวางแผน จับคู่ให้หลาน ปลอมตัว แสนสนุกจริงๆ เรื่องราวมีฉากที่จังหวัดจันทบุรี บ้านสวน และจะมีฉากเรือนจวนผู้ว่าจันทบุรี ซึ่งคุณชมัยภรบอกว่านี่เป็นซิกเนเจอร์ของจันทบุรี รวมทั้งเรื่องของสินค้าประจำจังหวัดจันทบุรี คือทุเรียนทอด

“ไปดูเขาทำทุเรียนทอดมาด้วย ไปดูเพื่อจะเอามาเขียนเลยนะ”

คุณชมัยภรบอกว่าอยากเขียนเรื่องคนแก่สนุก

“อยากให้คนแก่สนุกบ้าง เพราะรู้สึกว่าเราเขียนถึงความจริงจังมากแล้ว บางเรื่องก็ม้วนเข้าไปข้างในมากแล้ว เลยคิดว่าถ้าเราเขียนเรื่องที่ตัวละครมันเคลื่อนไหว ไปโน่นมานี่สนุกสนาน สอดคล้องกับภาวะทางอารมณ์ของคนอ่านที่อยากอ่านเรื่องสนุก แล้วตัวละครก็มีทั้งรุ่นยาย รุ่นหลาน และรุ่นเด็กๆ อยากให้เรื่องมีทุกรส สลับไปบ้าง”

ที่จริงโดยตัวเรื่อง สายาห์สาละวน นั้น มีความเหมือนกับเรื่อง จับต้นมาชนปลาย ซึ่งเป็นเรื่องของผู้สูงวัยอีกเรื่อง ซึ่งบรรณาธิการบอกว่า คล้ายจนจำตัวละครสลับกัน

“จริงๆ จับต้นมาชนปลายเนี่ยอยากจะเขียนเรื่องของการคลุมถุงชน เหมือนกับเรื่องสายาห์สาละวนที่เป็นเรื่องของการคลุมถุงชนเหมือนกัน แต่ปรากฏว่าคลุมถุงชนในเรื่องจับต้นมาชนปลายมันกลายตัว มันกลายตัวระหว่างเขียนเลย คือที่จริงวางพล็อตจับต้นมาชนปลายไว้ว่า ตัวละครผู้ที่เป็นพ่อแม่เนี่ยจะจับคู่ให้ลูกรักกัน แต่ก็ไม่สามารถทำได้ แต่ลูกมารักกันเอง เหมือนพล็อตในเรื่องเก่าๆ เช่น ศัตรูของเจ้าหล่อน ที่นี้ด้วยความที่เป็นพล็อตแบบเก่า แล้วมันง่าย คนเขียนกลับเขียนไม่ได้ คือตอนที่ไปคลี่ปมของตัวละครปมที่อยู่ข้างใน คลี่ไปเรื่อยๆ ตัวละครค่อยๆ มีปมเรื่อยๆ ที่นี้ตัวละครที่เป็นพื้นๆ อย่างตัวละครที่เป็นมิตรเพชราในมหาวิทยาลัย ปรากฏว่ามันไม่สามารถทำให้ตรงไปตรงมาได้ แต่มันกลายเป็นความซับซ้อน เราสงสารตัวละครก็เลยสร้างภูมิหลังของมันขึ้นมาอีก กลายเป็นความซับซ้อนมาก คือเขียนไปคนเขียนก็ตกใจเหมือนกัน”

จับต้นมาชนปลาย ได้รับรางวัลถึง 2 รางวัล คือ รางวัลหนังสือดีเด่น ของสพฐ. กระทรวงศึกษาธิการ และรางวัลเซเว่นบุ๊กอวอร์ด

“ตอนได้รางวัลก็แปลกใจเหมือนกัน เพราะนึกว่าที่ตัวเองสร้างปมไว้เนี่ย มันเหมือนสร้างปมแบบไม่ตั้งใจแล้วมันเกิดขึ้นมาๆ เรื่อยๆ พอได้รางวัลก็เลยมาอ่านใหม่อีกทีว่าปมเหล่านั้นเราสร้างด้วยอะไร”

เทียบจับต้นมาชนปลาย กับสายาห์สาละวน คุณชมัยภร บอกว่า

เรื่องสายาห์สาละวน จะไม่มีประเด็นการเมืองอยู่เลย แต่ในจับต้นมาชนปลาย มันจะมีอยู่ เพราะชมัยภรจะมักใส่เรื่องสังคม การเมือง ไว้ในตัวละครที่สามารถใส่ได้เสมอๆ เลยเอามาแปะไว้ในจับต้นมาชนปลาย แต่ในสายาห์สาละวนนั้น ไม่ได้มี”

คุณชมัยภรบอกว่า ชื่อเรื่องจับต้นมาชนปลาย ชื่อเรื่องมัน “คุม” เนื้อเรื่องอยู่ด้วย จะเขียนไปทางไหนก็ได้ บางทีบางเรื่องก็ได้ข้อมูลมาจากคนขับแท็กซี่ด้วย จนมาเป็นตัวละครพ่อใน จับต้นมาชนปลาย

ย้อนกลับมาถึงนวนิยายเรื่องแรกของคุณชมัยภรที่เขียนให้ตัวละครผู้สูงวัยเป็นตัวหลักของเรื่อง คือ บานไม่รู้โรย คุณชมัยภรบอกว่า ที่มาจากช่วงนั้นเขียนเรื่องโรคภัยไข้เจ็บเยอะ เรื่องเด่นคือเรื่อง ฤดูร้อนมีดอกไม้บาน ที่เป็นเรื่องของโรคลมชัก เพราะพี่สาวของคุณชมัยภร ก็เป็นโรคลมชัก จึงอยากจะเขียนถึงเรื่องของโรคที่ตนรู้จักที่สุด หลังจากฤดูร้อนมีดอกไม้บาน เผยแพร่ ได้รับความชื่นชมจากนักอ่านมากมายที่ติดตามในนิตยสารสกุลไทย และมีน้องคนหนึ่งโทรศัพท์มาที่บ้านแล้วบอกว่า

“ถ้าอาจารย์เขียนนวนิยายให้คนเข้าใจเรื่องโรคลมชักได้ ก็อยากขอร้องให้เขียนเรื่องโรคอัลไซเมอร์บ้าง แล้วก็เล่าว่าเขากำลังดูแลพ่อที่เป็นอัลไซเมอร์ เขาเล่าว่ารู้สึกซาบซึ้งใจที่ได้ดูแลพ่อที่ป่วย ได้เห็นชีวิตหลายอย่าง เล่าไปก็ร้องไห้ไป แล้วเขาก็ส่งข้อมูลเกี่ยวกับโรคอัลไซเมอร์มาให้ เป็นเอกสารต่างๆ ที่เขาไปอบรมมา จากนั้นก็มีพี่อีกคนที่สามีเป็นโรคอัลไซเมอร์ 8 ปี และเมื่อสามีเสียชีวิต เขาได้ส่งหนังสืองานศพของสามีมาให้ ซึ่งข้อมูลจากทั้งสองคนนี้มากมายมหาศาล สามารถอธิบายรายละเอียดได้”

ฉากเปิดเรื่องนั้นน่าสนใจมาก เพราะคุณชมัยภรได้แรงบันดาลใจจากการดูโทรทัศน์
“ฉากเปิดที่เป็นคุณปู่อาบน้ำแล้วไม่ใส่เสื้อผ้าออกมาที่ห้องรับแขกนั้นคือเรื่องจริงๆ ที่คุณจรัญ ภักดีธนากุล เล่าถึงพ่อของตนเองในรายการโทรทัศน์รายการหนึ่ง เขาเล่าด้วยความอ่อนโยนและเข้าใจ ทำให้รู้สึกว่า โอ ฉากนี้มันใช่ ขอเป็นฉากเปิดด้วย เราเลยเปิดด้วยฉากนั้น”

บานไม่รู้โรย จึงสร้างจากการต้องการนำเสนอเรื่องของโรคอัลไซเมอร์ แต่ก็มีตัวละครหลากหลาย ทั้งรุ่นผู้สูงวัย ทั้งคุณยายบานเช้า คุณย่า และยังมีตัวละครรุ่นลูกเป็นตัวเชื่อมประเด็นของเรื่อง คุณชมัยภรบอกว่า ที่ยากหน่อยคือการแปะภูมิหลังของตัวละคร ซึ่งก็อาศัยคนใกล้ๆ มาเป็นภูมิหลัง เป็นช่วงที่ทำงานวิจับกับอ.เจตนา นาควัชระ จึงยืมอาจารย์มาเป็นภูมิหลังของตัวละคร (อ.เจตนานั้นเป็นที่มาของตัวละคร คุณปู่ ในคุณปู่แว่นตาโต และคุณปู่แว่นตาแตก ด้วย)

“ชื่อบานไม่รู้โรย เป็นชื่อดอกไม้ที่เป็นดอกไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ของคนชรานั่นล่ะ”

ตัวละครที่น่าสนใจคือ คุณย่าที่ตรงข้ามกับคุณปู่ ในขณะที่คุณปู่ลืมไปหมดทุกเรื่อง แต่คุณย่าจำได้หมดทุกเรื่อง ซึ่งเป็นความตรงข้ามกันของคน

สำหรับ บานไม่รู้โรย นั้น บรรณาธิการให้ความเห็นว่า เป็นอีกเรื่องที่น่าจะเป็นละครได้ เพราะมีตัวละครที่ตรงข้ามกันมากๆ แต่คงต้องเขียนบทใหม่ให้จับประเด็นที่สนุกสนานมากกว่า บรรณาธิการแนะนำด้วยว่า เซ็ตนวนิยายผู้สูงวัยทุกเรื่องนี้น่าทำละครทุกเรื่อง รับรองสนุกมากๆ ตัวละครผู้สูงวัยทั้งสีสันสนุกสนาน และมีความซับซ้อนให้นำมาเล่นได้มากมาย

สำหรับนักอ่านที่ชอบเรื่องสนุกๆ สะท้อนมุมผู้สูงวัยในหลากหลายแบบ เลือกอ่านได้ รับรองว่าสนุกทุกเรื่องจริงๆ

หมายเหตุ คลิกไปดูรายละเอียดแต่ละเล่มได้