บทความ

ข้าพเจ้าไม่เคยเดินทางไปพัทลุง รำลึกถึงกนกพงศ์ สงสมพันธุ์

Bookmark and Share

วันที่ 22 ม.ค. 2550, 09:17
ผู้เขียน pam

รายละเอียด

ข้าพเจ้าไม่เคยเดินทางไปพัทลุง และไม่เคยคิดว่าจะไปพัทลุง เนื่องด้วยมิเคยคิดว่าจะมีธุระจำเป็นอะไร แม้จะมีเพื่อนหลายคนเป็นชาวพัทลุง

ในสายตาของข้าพเจ้า คำว่าพัทลุงดูเหมือนมีร่อยรอยของความดุดัน มีเงาของความเหี้ยมโหดแฝงอยู่ ข้าพเจ้ากลัวเมืองชื่อพัทลุง

ข่าวร้ายวันมาฆบูชา 13 กุมภาพันธ์ 2549 ทำให้ข้าพเจ้าตั้งใจว่าข้าพเจ้าต้องเดินทางไปยังพัทลุง เพื่อส่งสุดท้ายแด่นักเขียนที่ข้าพเจ้ายกย่องในวิถีทางแห่งการสร้างงานวรรณกรรม ข้าพเจ้าเคารพการทำงานของเขาเสมอมา
ข้าพเจ้ายังไม่อยากเชื่อว่า กนกพงศ์ สงสมพันธ์ ได้จากไปแล้ว ข้าพเจ้าคิดถึงประโยคหนึ่งที่กล่าวกันว่า การที่เราไม่ไปงานศพ เพราะเราไม่ยอมรับความจริง ข้าพเจ้าไม่อยากยอมรับความจริง ทว่ามันเป็นความจริงอันเศร้าโศกยิ่ง

ข้าพเจ้าเดินทางไปกับคณะใหญ่ ในคืนวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2549 เป็นการเดินทางไกลลงใต้ครั้งที่สองในชีวิตของข้าพเจ้า ระยะทางยาวไกล ทว่าพวกเราก็ถึงพัทลุงในตอนเช้า ก่อนพระสวดเช้า พระพ่อของพี่กนกพงศ์มารับพวกเราด้วยตัวท่านเองเอง
ข้าพเจ้าเดินไปยังที่พี่กนกพงศ์นอนอยู่ ที่แห่งนั้นล้อมรอบด้วยดอกไม่จัดแต่งคล้ายสวนป่า ข้าพเจ้าคิดว่ามันคล้ายกับ "ป่าน้ำค้าง" ดอกไม้สีขาวก้านยาวทำให้รู้สึกเหมือนโกรอบที่นอนนั้นสว่างสดใสขึ้นมา เขียวใบไม้ที่แทรกอยู่เหมือนบอกถึงความเป็นธรรมะ-ธรรมชาติของชีวิต
หลายคนเข้าไปสวัสดีพี่กนกพงศ์ ข้าพเจ้าพยายามทำให้ทุกอย่างเป็นปกติ เราเพียงแค่ทักทายกันเมื่อพบกัน ตอนนี้ข้าพเจ้าคิดเพียงว่าข้าพเจ้ากำลังยืนอยู่หน้าพี่ที่เคารพคนหนึ่ง ข้าพเจ้ายังมิได้จุดธูป ข้าพเจ้าคิดว่าธูปมันเศร้าเกินไปสำหรับการทักทาย


ข้าพเจ้าเดินไปรอบๆ เรื่องราวของพี่ช่างมากมาย และผู้คนช่างมากมายเหลือเกินที่มาอาลัยพี่ ข้าพเจ้ามิอาจทำใจลงมือเขียนคำอาลัยใดๆ ข้าพเจ้ารู้สึกว่าข้าพเจ้าตัวเล็กเกินกว่าจะบังอาจ “กล่าวอาลัย” แด่พี่ ทว่าข้าพเจ้าคิดถึงพี่ คิดถึงรอยยิ้ม แต่ข้าพเจ้าก็พบปะและสนทนากับพี่น้อยมาก น้อยเกินกว่าที่ข้าพเจ้าจะบอกว่า “รู้จัก” กับพี่จริงๆ ข้าพเจ้ามักแอบชื่นชมพี่เสมอ แต่ก็มิค่อยกล้าเข้าไปทักทาย ด้วยรู้สึกว่าพี่ยิ่งใหญ่กว่าที่จะมามัวเล่นหัวกับข้าพเจ้า ทว่าข้าพเจ้าสนทนากับพี่ ผ่านตัวอักษรของพี่ ตัวอักษรยาวหลายหน้ากระดาษ ที่มักเรียกน้ำตาข้าพเจ้าเสมอ พี่มักสร้างแรกอึดอัดกดดันแก่ข้าพเจ้า และบางครั้งแม้มิได้ร้องไห้ แต่ก็อึ้งตะลึงไปกับเรื่องราวตัวอักษรนั้น พี่เป็นคนสร้างงานจริงๆ อีกคน
ข้าพเจ้าแอบมาจุดธูป เมื่อใครๆ พากันหายไปจากตรงที่พี่นอนอยู่ คิดแต่เพียงว่าพี่กำลังนอนสบาย

พระสวดตอน 5 โมง เย็น วัดที่นี่สวดเร็วกว่าที่กรุงเทพฯ หลายชั่วโมง คนมาร่วมงานมากมายจริงๆ เพื่อนๆ ของพี่มากมาย ตกกลางคืน มีงานเวทีใหญ่ เริ่มด้วยการจุดพลุ ทั้งดนตรี อ่านบทกวี และหนังตะลุง วันนี้นายกฯ ประกาศยุบสภา พีธีกรชื่อนันทพร ไวษยสุวรรณ คนที่พี่รู้จักดี ประกาศกลางเวที



วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา 10 โมงเช้า นักเขียนรุ่นใหญ่แถลงข่าวการตั้งกองทุน กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ จากนั้นเป็นการอ่านบทกวี แล้วเข้าสู่พิธีการทางสงฆ์
พระเทศน์เรื่องความอนิจจัง พี่ชายคนหนึ่ง นั่งข้างๆ ข้าพเจ้า ชื่อพิทักษ์ ใจบุญ นั่งฟังเงียบ ข้าพเจ้าแอบเห็นน้ำตาที่ซ่อนอยูหลังปีกหมวกแก๊ป
ถึงการวางดอกไม้จันท์ หนังสือของรำลึกพี่กนกพงศ์ ในชื่อปกว่า คืนสู่แผ่นดิน กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ไม่พอแจก
จากนั้นเขายกพี่ขึ้นไว้บนเมรุ เขาเรียกว่าเผาจริง
ธรรมเนียมของที่พัทลุงนี้ ไม่ต้องแห่รอบเมรุสามรอบ เหมือนที่ข้าพเจ้าเคยได้พบเห็นในกรุงเทพ หรือที่จังหวัดในภาคอีสาน
ร่างพี่นอนอยู่หน้าเตา เขาเปิดให้เห็นหน้าพี่กนกพงศ์เป็นครั้งสุดท้าย
ข้าพเจ้าได้ยินเสียงเพลงที่วงดนตรีแม่น้ำเล่นให้พี่ฟัง เพลง Black Magic Women ของ Santana น้าเดช เรืองเดช จันทรคีรี บอกว่าพี่ชอบเพลงนี้มาก
ข้าพเจ้าคิดเสมอว่ามิอาจมองหน้าพี่ได้ ข้าพเจ้ามิอาจทำใจมองหน้าใครก่อนจะเผาได้เลยสักครั้ง แต่ครั้งนี้ ข้าพเจ้ารู้สึกว่า ข้าพเจ้าเคยหลบเลี่ยงพี่ในบางครั้ง เพราะรู้สึกตัวเองไม่กล้าพอจะสนทนา นี่เป็นครั้งสุดท้าย ข้าพเข้ายังจะหลบเลี่ยงพี่เขาอีกหรือ... ข้าพเจ้าเดินขึ้นไปบนเมรุ ผู้คนรุมล้อมพี่อยู่ด้วยความโศกเศร้า แม่ของพี่ลงไปแล้วพร้อมเสียงร่ำไห้ที่กัดกินหัวใจ ข้าพเจ้าคิดว่าข้าพเจ้าต้องกล้าพอจะมองพี่เป็นครั้งสุดท้าย
พี่เพียงแต่นอนหลับตาอยู่ตรงนั้น สีหน้าพี่เข้มขึ้นกว่าที่เคยเห็น พี่ไม่รู้ ไม่รับรู้แล้วว่า ผู้คนรายรอบพี่โศกเศร้าเพียงใด พี่เพียงนอน—จากไป
ข้าพเจ้าเดินออกไป ข้าพเจ้ารู้ว่ามิอาจกลั้นน้ำตาอีกแล้ว พี่ชมพูยืนอยู่ตรงนั้น ข้าพเจ้าจับมือพี่ชมพู รู้สึกว่าพี่ชมพูเข้มแข็งเหลือเกิน พี่ชมพู-ผู้หญิงคนนี้ คนที่ท่วมไปด้วยความเสียใจกลับพูดกับข้าพเจ้าว่า “ไม่เป็นไรนะ” ข้าพเจ้าบีบมือพี่ชมพู ข้าพเจ้ารู้ว่าเรามิอาจปลอบใจใครได้ เพราะเราทุกคนล้วนเศร้าเสียใจเกินกว่าจะปลอบใจใคร
เสียงเพลง The End ของวง THE DOOR สะท้อนในอากาศ เศร้ากว่าเพลงงานศพใดที่ข้าพเจ้าเคยได้ยิน