บทความ

“วันเกิดของใคร ไม่รู้......” จาก วรรณ์ฐิตา พวงจันทร์แดง

Bookmark and Share

วันที่ 5 ก.ค. 2551, 09:35
ผู้เขียน pam

รายละเอียด


12 สิงหาคม....
วันนี้ถือเป็นวันพิเศษอีกหนึ่งวันสำหรับครอบครัวของผม ไม่ใช่เพราะมันเป็นวันอาทิตย์ที่ทุกคนได้หยุดอยู่บ้านอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากัน และไม่ใช่เพราะว่าวันนี้เป็นวันแม่แห่งชาติ ที่เราต้องแสดงความเคารพกับแม่ของเรา เพราะไม่ว่าจะเป็นวันไหนๆ ผมก็รักแม่ของผมอยู่แล้ว

ใช่....วันนี้เป็นวันเกิดของแม่ แม่เกิดวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม
แม่มักจะบอกพวกเราด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้มเสมอ เวลาที่เล่าเรื่องวันเกิดของตัวเอง

“จริงๆแม่จะคลอดวันที่ 13 สิงหา แต่ดันคลอดก่อนกำหนด” แม่หัวเราะ
“แต่ยายก็บอกว่าก็ดีแล้ว จำง่ายดี เกิดวันแม่”
และวันเกิดของแม่ในปีนี้ แม่ก็จัดเตรียมงานเลี้ยงเล็กๆ ที่ดูจะไม่ค่อยเล็กเท่าไหร่นักในความรู้สึกของผม แม่ซื้อลูกโป่งมามากมาย และจัดการตกแต่งบ้านอย่างมีความสุข

“ชวนเพื่อนๆมาด้วยนะลูก มากันเยอะๆจะได้สนุก” แม่พูดขณะที่เตรียมห่อของขวัญกองโต เมื่อผมถามว่าเตรียมไว้ทำไมเยอะแยะ แม่ก็ยิ้ม
“เอาไว้จับสลากแจกเพื่อนๆลูกไงล่ะ เพื่อนจะมาเยอะ ก็ต้องทำไว้เยอะสิ จริงมั้ย?”

นอกจากลูกโป่งและของขวัญกองโตแล้ว แม่ยังเตรียมของไว้ทำอาหารและขนมอีกหลายอย่าง พ่อที่ไปซื้อของกับแม่ยังแซวอย่างอดไม่ได้
“จะทำบุญขึ้นบ้านใหม่อีกรอบรึไงคุณ” และแม่ก็ได้แต่ยิ้มเหมือนเดิม
แม่เป็นคนยิ้มง่าย หัวเราะง่าย พูดง่ายๆคือแม่เป็นคนร่าเริงอยู่เสมอ แม่มองโลกอย่างมีความสุข น้อยครั้งนักที่จะเห็นแม่โมโหหรือโกรธใคร
“โกรธไปก็เท่านั้น โกรธต่อโกรธชนกัน มันก็เสียหายทั้งคู่ อดทนเข้าไว้ดีกว่า จะได้ไม่มีใครต้องเสียใจ” นี่คือคำพูดที่แม่สอนบ่อยๆ

งานเลี้ยงฉลองวันเกิดของแม่จะเริ่มขึ้นประมาณหกโมงเย็น ก็ประมาณสองชั่วโมงข้างหน้า แทนที่แม่จะนั่งแต่งตัวให้สวยเหมือนใครคนอื่น แม่กลับนั่งทำอาหารอยู่ในครัว หน้าเป็นมัน ผมยุ่ง แต่ถึงอย่างนั้น แม่ก็ไม่บ่นสักคำ
อีกสิบนาทีจะหกโมง....

“แขก” ในงานเริ่มทยอยกันมาบ้างแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กๆ ก็คือเพื่อนๆของผมนั่นแหละ หลายคนมาถึงก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ตรงเข้าไปหาโต๊ะอาหารแล้วตักโน่นกินนี่เหมือนหิวโหยมาจากไหน บางคนดีหน่อย เข้าไปสวัสดีแม่ผมที่อยู่ในครัว แล้วค่อยออกมาทำอย่างอื่น
หกโมงสิบนาที....

ตอนนี้ แขกเริ่มมาเยอะแล้ว แม่ก็หยุดทำอาหารและอาบน้ำแต่งตัวเตรียมลงมาต้อนรับคนที่มางาน พ่อยืนคุยกับพ่อแม่ของเด็กๆที่มาร่วมงาน ส่วนผมก็วิ่งเล่นกับเพื่อนๆ ซึ่งบางครั้งก็วิ่งกันซนไปหน่อย หกล้มชนโน่นชนนี่ล้มไปบ้าง ทำให้แม่ที่เพิ่งอาบน้ำมาใหม่ๆต้องวิ่งตามเก็บทั่วงาน
“เล่นกันระวังๆนะลูก เดี๋ยวหกล้มไปจะแย่” แม่ไม่เคยหวงและเป็นห่วงข้าวของที่เสียหาย เพราะแม่บอกว่าข้าวของเป็นสิ่งนอกกาย ไม่ตายก็หาซื้อใหม่ได้ แต่ชีวิตและจิตใจของคนนี่ซิสำคัญ เพราะถ้าเสียหายไปก็ยากที่จะหามาทดแทนได้
“คุณแม่ค้าบ น้ำหวานหมดแล้ว”
“แม่ค้าบ คุ้กกี้มีอีกไหม”
“แม่ค้าบ เพื่อนหกล้ม เข่าถลอก ขอยาแดงหน่อย”
“แม่ค้าบ...”
“แม่ค้าบ....”
.....ฯลฯ..........

ใครที่มาเห็นภาพของแม่ในตอนนี้คงจะอดขำนิดๆไม่ได้ แม่ที่อยู่ในเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนตัวสวยกับกางเกงเลขาสามส่วนสีน้ำตาล วิ่งวุ่นรอบงานและวิ่งเข้าออกบ้าน ห้องครัว และสนามเป็นว่าเล่น บางครั้งวิ่งออกมาพร้อมขวดน้ำหวานและขวดน้ำอัดลมหลายขวด บางครั้งก็วิ่งมาพร้อมกล่องปฐมพยาบาล บางครั้งก็เอากรรไกรมาตัดถุงขนมเติมลงในจาน แม่วิ่งรอบบ้านโดยไม่ได้พัก รอยเหงื่อจางๆซึมที่หลังเสื้อของแม่ เม็ดเหงื่อเล็กๆพราวเต็มหน้าผาก พ่อที่เห็นแม่วิ่งวุ่นยังอดพูดไม่ได้ว่า “เห็นแล้วเหนื่อยแทน” แต่แม่ก็ไม่ยอมบ่นให้เห็น ยังคงยิ้มและวิ่งหาของมาบริการทุกคนในงานต่อไป

เวลาผ่านไปจนกระทั่งนาฬิกาเริ่มบอกเวลาสองทุ่มกว่า....
เพื่อนๆเริ่มอิ่มและเหนื่อยอ่อนจากการวิ่งเล่น หลายคนเริ่มขอยืมโทรศัพท์เพื่อให้พ่อแม่มารับกลับบ้าน หลายคนที่พ่อแม่มาด้วยก็ขอตัวกลับไปก่อน พร้อมกับคำชมเชยที่ไม่ขาดปาก

“คุณแม่เธอนี่เก่งจัง ทำอาหารก็อร่อย เป็นนางพยาบาลก็ได้ นายนี่โชคดีจัง”
และในที่สุด เมื่อรถคันสุดท้ายรับแขกตัวน้อยที่มาร่วมงานกลับไป สนามหญ้าที่จัดงานเลี้ยงก็กลับมาอยู่ในเงียบสงบอีกครั้ง แต่คราวนี้ มีแก้วน้ำพลาสติก จานกระดาษ และขยะอีกหลายชิ้นกระจัดกระจายเต็มพื้นหญ้า บนโต๊ะอาหารกลางสนามก็เต็มไปด้วยจานเปล่าหลายใบที่เต็มไปด้วยเศษอาหารและเศษขนม พ่อเอามือเท้าเอวแล้วส่ายหน้าเหนื่อยๆ
“เก็บกันถึงเช้าละคราวนี้”
“คุณไปพักก่อนก็ได้ค่ะ พรุ่งนี้ยังต้องไปทำงานอีกนี่” แม่พูดแล้วเริ่มลงมือเก็บขยะที่หล่นตามพื้น “เดี๋ยวฉันจัดการเอง” ในตอนแรก พ่อทำท่าเหมือนจะไม่ยอม แต่พอช่วยแม่เก็บจานเข้าไปในครัวเป็นรอบที่ห้า พ่อก็ยอมแพ้
ประมาณสี่ทุ่ม ผมตื่นขึ้นมาเพื่อจะเข้าห้องน้ำ สงสัยวันนี้จะกินน้ำหวานมากเกินไปหน่อย ระบบขับถ่ายเลยทำงานดีเป็นพิเศษ หลังเข้าห้องน้ำแล้ว ผมได้ยินเสียงก๊องแก๊งๆเหมือนใครกำลังทำอะไรสักอย่างอยู่ข้างล่าง แวบหนึ่งผมรู้สึกอยากวิ่งเข้าไปหาพ่อกับแม่ในห้อง แต่อีกใจก็ปลอบตัวเอง แม่เคยสอนว่าผีไม่มีในโลก.... ผมตัดสินใจรวบรวมความกล้าเดินลงไปชั้นล่างเพื่อหาที่มาของเสียงนั้น
ยิ่งใกล้ถึงชั้นล่าง เสียงนั้นก็ดูจะชัดเจนขึ้น
“ใครน่ะ” ผมกระซิบ “ใครอยู่ตรงนั้น?” ผมค่อยๆเอื้อมมือไปเปิดสวิตช์ไฟ แล้วภาพที่อยู่ตรงหน้าก็ทำให้ผมต้องยืนนิ่ง พูดอะไรไม่ออกเหมือนมีก้อนอะไรมาจุกคอไว้

แม่ของผมนั่งอยู่หน้าโต๊ะกินข้าว รอบตัวแม่มีกองจานและช้อนส้อมที่ล้างเสร็จแล้วเต็มไปหมด มือข้างหนึ่งของแม่มีผ้าผืนเล็กๆคอยเช็ดจานที่ล้างแล้วให้แห้ง แม่ยังคงอยู่ในชุดเดิม เสื้อสีฟ้าตัวเดิม กางเกงสีน้ำตาลตัวเดิม แม้แต่ใบหน้าของแม่ก็ยังเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อใสๆเหมือนเดิม
“อ้าว?” แม่ร้องเบาๆ เมื่อไฟสว่างขึ้น แม่หันหน้ามาทางผม พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่แสดงความเหนื่อยล้าและความง่วงออกมา
“ดึกแล้ว ทำไมยังไม่นอนอีกล่ะลูก”
“นอนแล้วครับ แต่พอดีปวดฉี่ เลยลุกมาเข้าห้องน้ำ แล้วแม่ทำไมยังไม่นอนละครับ” ผมถามพลางกวาดสายตานับกองจาน ประมาณ....สี่ห้ากองใหญ่ๆได้
“เดี๋ยวเช็ดนี่เสร็จแม่ก็จะนอนแล้วลูก กลับไปเถอะ”
“ไม่เอาดีกว่าครับ เดี๋ยวผมนั่งเป็นเพื่อนแม่” แม่เลิกคิ้วอย่างงงๆนิด แต่ไม่พูดอะไรอีก

ผมนั่งมองแม่เช็ดจานเงียบๆ มองดูหน้าแม่แล้วคิด... จริงๆแม่ผมเป็นคนสวยมาก สวย น่ารัก ใจดี แต่วันนี้กลับไม่มีใครได้เห็นความสวยของแม่เลย แม่หน้ามันทั้งวัน ผมยุ่งทั้งวัน วิ่งวุ่นรอบบ้าน แม่ดูเหนื่อยมาก เหมือนเป็นคนใช้ที่ต้องดูแลเจ้านายที่เอาแต่ใจหลายสิบคน
ทั้งๆที่วันนี้แม่ควรจะได้นั่งพักสบายๆแท้ๆ

“เอาละเสร็จแล้ว แม่พับผ้าเช็ดจานแล้วลุกขึ้น
“ผมช่วยครับ” ผมกุลีกุจอช่วยแม่เก้บจานกองโตเข้าไปไว้ในตู้เหมือนเดิม
“ขอบใจจ้ะ” แม่ยิ้มให้ผมตอนที่ปิดลงกลอนตู้เก็บจาน พอแม่ยืดตัวลุกขึ้น ผมก็พุ่งเข้ากอดแม่ไว้แน่น แม่มีสีหน้าตกใจเล็กน้อย ในตอนที่กอดผมตอบ
“เป็นอะไรรึเปล่าลูก” แม่ถามอย่างเป็นห่วง แม่ก็เป็นแบบนี้ ห่วงคนอื่นมากกว่าตัวเองเสมอ
“แม่....เหนื่อยมั้ยครับ” ผมเรียบเรียงถ้อยคำออกจากปากได้อย่างยากเย็น แม่ถอนหายใจเบาๆ แล้วก้มลงนั่งเพื่อให้ตัวพอดีกับผม
“แล้วลูกสนุกมั้ยล่ะจ๊ะ วันนี้?”
“ก็ สนุกครับ”
“นั่นไง ถ้าลูกสนุก ถ้าลูกมีความสุข แม่ก็.....ไม่เหนื่อยแล้วจ้ะ” ผมมองหน้าแม่แล้วกอดแม่ไว้อีกครั้ง พยายามกลั้นไม่ให้น้ำตาไหลออกมา
“ผมรักแม่นะครับ”
“จ้า แม่ก็รักลูก”
เราสองคนกอดกันกลมอย่างนั้นนานประมาณสิบนาทีได้ แล้วแม่ก็บอกให้ผมลุกไปนอนได้แล้ว ระหว่างที่แม่จูงมือผมกลับไปที่ห้องนอน ผมก็ได้แต่คิดในใจว่า
วันนี้ แม่ทำอาหารให้คนอื่นมากมาย แต่ผมไม่เห็นแม่กินอะไรเลย
แม่วิ่งทำแผลให้เพื่อนๆของผม แต่ที่นิ้วแม่ก็มีรอยบาด ตามแขนก็มีรอยเกี่ยว รอยกระแทกเต็มไปหมด
แม่แจกของขวัญให้คนอื่นๆหลายสิบชิ้น แต่ไม่มีใครเอาของขวัญมาให้แม่เลยสักคนเดียว
แม่เหนื่อยทั้งวัน ในขณะที่คนอื่นๆ มีความสุขทั้งวัน
ตกลงว่า วันนี้...เป็นวันเกิดของแม่ หรือวันเกิดของใคร?

นางสาววรรณ์ฐิตา พวงจันทร์แดง
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา