ผู้หญิงสีฟ้า

ผู้หญิงสีฟ้า เฉดสีที่แตกต่างของนักเขียนหญิงสองรุ่น

ชมัยภร แสงกระจ่าง กับ Troika Author

นิธิ นิธิวีรกุล รายงาน

อาจจะเคยคุ้นกันมานานแล้วกับนิยามคำว่าผู้ชายสีฟ้า,
ผู้หญิงสีชมพู​ เช่นนั้นเมื่อนิยายเล่มหนึ่งปรากฏชื่อว่า​ ‘ผู้หญิง​สีฟ้า’
ความสนใจจึงพึงมีด้วยเหตุผลสองประการ​ 1)
เพื่อค้นหาความหมายในความเป็นผู้หญิง​สีฟ้า​ และ​ 2)
ในวันและวัยที่ผ่านพ้นมาจนถึงการได้รับตำแหน่งศิลปินแห่งชาติของชมัยภร แสงกระจ่าง​

ผู้หญิง​ในมุมของชมัยภรมีเฉดสีแบบไหน

ยิ่งเมื่อบวกรวมกับนิยามความเป็นนักเขียนหญิงของคนสองรุ่น​
คือ​ รุ่นของชมัยภรและอีกรุ่นคือ​ Troika Author หรือ​ ‘สาม’
นักเขียนสาวรุ่นหลาน​

นักเขียนทั้งสองจะมีมุมและการมองอย่างไรเพื่อสะท้อนให้เห็นสีที่เป็นตัวของตัวเองภายในงานเปิดตัวหนังสือ​‘ผู้​หญิง​สีฟ้ากับนวนิยายสองรุ่น’

ร่วมเสวนาให้เข้มข้นยิ่งขึ้นโดย คิม จูฮยอน ซีอีโอของบริษัท everyone’s film (หรือชื่อเกาหลี ว่า โมดูฟิล์ม) ผู้สร้างซีรี่ส์ Web Drama ของเกาหลี

เริ่มแรกกับประเด็นที่มาของชื่อนิยาย​

ชมัยภรให้คำตอบไว้ว่า​

“ผู้หญิงสีฟ้ามันเกิดความรู้สึกมาจากที่ผู้หญิงต้องใช้สีชมพู
แล้วผู้ชายก็ต้องใช้สีฟ้า แต่ถ้าทันทีที่ผู้หญิงไม่ใช่สีชมพู อย่างที่เมื่อกี้คุยกับคุณจรัญ
หอมเทียนทอง (อดีตนายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ​) เขาบอกว่า อย่างนี้นางเอกก็เป็นทอมน่ะสิ
ซึ่งไม่ใช่ เพียงแค่นางเอกไม่ได้เป็นผู้หญิงสีชมพูเท่านั้นเอง นางเอกจะลำบากหน่อย
ต้องต่อสู้ชีวิต ไม่ได้มีชีวิตเป็นผู้หญิงสีชมพู จึงเป็นที่มาของเรื่องนี้”

“โดยเรื่องนี้เขียนลงในนิตยสารขวัญเรือน แรกทีเดียว
เราจะเขียนเรื่องราวแนวชีวิต ไม่ใช่แนวเจ้าชายเจ้าหญิงหรือพระเอกนางเอก
ทีนี้ก็เกิดความรู้สึกว่า เราควรจะเขียนเรื่องที่มันโรแมนติกบ้าง วันหนึ่ง อาจารย์จเลิศ
เจษฎาวัลย์ (คณบดีคณะสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยรามคำแหง) ก็มาเล่าเรื่องให้ฟัง
เนื่องจากลูกศิษย์เขาเจอผู้หญิงคนหนึ่งยืนคอยใครก็ไม่รู้หน้าศูนย์การค้า ตั้งแต่บ่ายจนถึงค่ำโดยไม่ไปไหน ลูกศิษย์ก็ยืนเฝ้าอยู่อย่างนั้น ปรากฏว่าเธอกลับบ้านไม่ถูก เขาก็เลยไปส่งบ้าน
ก็เลยชอบพอกัน แต่ก็ถูกกีดขวางโดยผู้ปกครองของผู้หญิง
เป็นหน้าที่ของดิฉันที่ต้องเขียน ว่าต้องเขียนอย่างไรให้มันโรแมนติก
ซึ่งดิฉันก็แก่แล้ว เขียนอย่างไรก็ไม่โรแมนติก มันก็เลยกลายเป็นเรื่องที่จริงจังขึ้นทุกที
ผู้หญิงที่เราวางพล็อตไว้ก็แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ แกร่งขึ้นเรื่อยๆ
ก็กลายมาเป็นผู้หญิงสีฟ้า ซึ่งที่มันเป็นแบบนั้นเพราะว่าเรา
เพราะเราก็ต้องผ่านอะไรแบบนี้มา เราก็เลยต้องสร้างอะไรแบบนี้ขึ้นมา
เพราะฉะนั้นผู้หญิงสีฟ้าก็เลยกลายเป็นผู้หญิงแกร่ง”

ส่วนผลงานของ Troika Author หรือ “สาม”​ เติบโตมาจากโลกออนไลน์​

สามบอกเล่าถึงนิยายของตัวเองในชื่อ​ ‘เกมส์รักพลิกอนาคต’
เอาไว้ว่า ด้วยความที่ตัวสามอยู่เกาหลี ในเรื่องพื้นที่ก็อยู่ในเกาหลีเลย
ที่มาก็คือเมื่อมาคิดถึงเรื่องอนาคตแล้ว ก็คิดไปถึงการไปดูดวง
ทำให้เชื่อว่าสิ่งที่หมอดูพูดมันเป็นเรื่องจริง​

“แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันเป็นแค่ความเป็นไปได้
ก็เลยเขียนเรื่องนี้มาเพื่อให้คนรู้ว่าในอนาคตไม่ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นเราสามารถเปลี่ยนแปลงได้”

นวนิยายเล่มนี้จะถูกนำไปสร้างเป็นซีรี่ส์เกาหลีในชื่อ Mark Point โดยสามบอกว่า

“ทางเรากับทางบริษัทได้คุยกันแล้วเรารู้สึกว่าเราอยากเป็นนักเขียนคนไทยคนหนึ่งที่มีผลงานออกไปถึงเกาหลีบ้าง
เราก็เลยลองเขียนพล็อตแล้วเสนอไป”

คิม จูฮยอน ซีอีโอของบริษัทชื่อ everyone’s film หรือชื่อเกาหลี (อ่านว่า) โมดูฟิล์ม ได้กล่าวสอดรับไว้ว่า​

“ในพล็อตนิยายไทยก็จะมีความแตกต่างจากพล็อตของเกาหลี
มีส่วนที่คล้ายคลึงกันแล้วก็มีส่วนที่แตกต่างกันด้วย
ซึ่งพอมันลงตัวมันก็เป็นทั้งความแตกต่างและความคล้ายคลึงกัน”

ก่อนเป็นนักเขียนของสองรุ่นที่แตกต่าง

รุ่นใหม่จากออนไลน์

เส้นทางก่อนมาเป็นนักเขียนของสามเริ่มต้นจากการที่เป็นคนชอบอ่านหนังสืออย่างหัวขโมยแห่งบารามอส
งานของแนวแจ่มใสของ May 112 ก่อนจะเริ่มเขียนบทคัดย่อในชั้นเรียนจนมาถึงเริ่มเผยแพร่ในเว็บไซต์
Dek D จนเริ่มมีฐานแฟนคลับจึงนำไปลง E-book

โดยสามยังบอกเล่าต่ออีกว่าแฟนคลับในโลกนักอ่านออนไลน์เกิดขึ้นจากการเขียนนิยาย
อัพเดตไปเรื่อยๆ

“ในวันแรกมีแฟนคลับสิบคนคือดีใจมาก หลังๆ ก็ไม่ท้อ
พอเริ่มทำไปเรื่อยๆ มาดูอีกทีหนึ่งก็สองพันคนแล้ว”

ส่วนชมัยภรบอกเล่าว่าการเริ่มเขียนหนังสือในแบบยุคของตนนั้นแทบเป็นคนละโลกนะ แต่มันเป็นโลกที่ต้องม้วนไปหากัน

“ดิฉันเกิดจากหนังสือ
คืออ่านหนังสือของคุณพ่อคุณแม่ที่อยู่ในบ้านทุกเล่ม แม่อ่านนวนิยาย พ่ออ่านสารคดี
เพราะฉะนั้นความรู้สึกอยากอ่านมันจะมีตลอดเวลา
มีช่วงหนึ่งอ่านหนังสือจนกระทั่งวันสอบ อ่านนิยายจนสัปหงก
พออ่านเยอะแล้วเราจะรู้สึกเขียน แล้วเราจะอ่านเปลี่ยนไปเรื่อยๆ
เรียนหนังสือมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วเรียนอักษรศาสตร์มันก็คือหนังสือทั้งนั้น
เราก็เลยโตมากับหนังสือ ซึ่งเราก็ต้องเลือกว่าเราจะเขียนแบบไหน
ซึ่งช่วงที่หนังสือมีอิทธิพลกับเรามากที่สุดก็คือช่วง 12-13 งานของคุณศุภร
บุนนาค ภาษาเขางามมาก เราก็เรียนอักษรศาสตร์ตามหนังสือของคุณศุภรนั่นแหละ
เส้นทางมันเหมือนมาด้วยหนังสือ
แต่เราข้ามขั้นนิดหนึ่งตรงที่เราเป็นนักวิจารย์ก่อนจะมาเป็นนักเขียน มาลงสกุลไทย
มาลงขวัญเรือน อย่างเรื่องผู้หญิงสีฟ้าก็ลงขวัญเรือน

พอได้ยินสามพูดเรื่องออนไลน์ มีคนอ่านสิบคนก็ดีใจมาก
ดิฉันเขียน fictionlog มีคนอ่าน 15 คน ซึ่งตื่นเต้นมาก
เพราะไม่ใช่คนเก่าๆ เพราะกลุ่มนั้นเขาเข้าไม่ได้ เข้าไม่เป็น เป็นคนใหม่ มันเป็นโลกที่ในที่สุดเราก็ต้องเรียนรู้
และเราก็ต้องไม่สนใจว่าจะมีคนอ่านกี่คน เราสนใจแค่ว่าเราจะทำงาน เพราะฉะนั้นโลกนี้มันให้โอกาสเราปรับตัว
ซึ่งจุดประสงค์ของมันคือเรายังทำงานได้หรือไม่ได้”

ส่วนคิมจูฮยอน เล่าถึงตนเอง ในนฐานะคนทำซีรี่ส์ว่า

“ในเบื้องต้น​ตัวเองก็ชอบอ่านนิยายรัก​
ก่อนจะโตขึ้นจึงได้เริ่มอ่านหนังสือที่มันซับซ้อนหรือระทึกขึ้น
และมันก็ส่งผลต่อการทำซีรี่ส์ด้วย เพราะว่าคนเกาหลีชอบอ่านหนังสือทั้งผ่านหนังสือและอ่านแอพเช่นกัน”

จากนิยายสู่ละครซีรี่ส์

ผู้สร้างเลือกเรื่อง

ในฐานะที่เคยมีผลงานถูกนำไปสร้างเป็นละคร​ ชมัยภรบอกเล่าถึงผลงานของตนในอดีตที่ยังมีการติดต่อนำไปสร้างเป็นละคร​
ขณะที่ไม่มีนิยายไปทำละคร

“อย่าง รังนกบนปลายไม้ เพราะซื้อดักกัน
เป็นเทคนิคดักกันไปดักกันมาไม่ต้องทำ จริงๆ ผู้หญิงสีฟ้า ตอนลงแรกๆ เขาจองนะคะ
สมัยก่อนพอลงกันได้สักสี่ห้าตอนเขาก็จะมาจอง แต่เขารู้ฤทธิ์เดชชมัยภรดี
เพราะพอเขียนไปเรื่อยๆ มันจะไม่มันเหมือนเรื่องของสาม เพราะชมัยภรไม่พลิก ฉะนั้นพอเขาติดใจเรื่อง
ติดใจตัวละคร เขาจะจองไว้ แล้วพอเขาไปทำละคร
เขาอาจจะบอกเราหรือไม่บอกเราก็ได้ในการเลือกตัวละคร ซึ่งดิฉันก็ไม่ก้าวก่าย
เวลาคนทำละคร เขาเลือกเรื่องให้ไปตรงกับดารา
บางทีดาราคนนี้ดังก็จะหาเรื่องไปป้อนให้เขา บางเรื่องก็ไม่ได้คิดว่าจะไปทำเลย
อย่างเรื่องหน้าต่างสีชมพู ประตูสีฟ้า มันเป็นเรื่องเด็กมาก
แต่ปรากฏว่าตอนนั้นน้องพลับดัง
ทางช่องก็เลยไปขอซื้อเพราะจะทำให้น้องพลับเป็นตัวละคร
เพราะฉะนั้นมันไม่มีเงื่อนไขอะไรชัดเจน แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นโครงสร้างของเรื่อง
ถ้าดิฉันสามารถเขียนเรื่องราวที่มันพลิกผันมากๆ อย่างที่น้องสามเขียน
ทางช่องก็อาจจะชอบ”

“ทุกวันนี้เราก็จะเห็นละครในลักษณะนี้
แต่ลักษณะละครที่เราเบื่อ มันซ้ำไปซ้ำมา มันอยู่ที่เทคนิคการสร้าง
มันก็สามารถพลิกมุมให้คนเห็นว่าน่าสนใจได้”

ผู้สร้างและนักเขียนทำงานร่วมกัน

ในส่วนของสาม​
ขั้นตอนการนำนิยายไปสร้างเป็นละครเริ่มต้นตั้งแต่ในขั้นคอนเซ็ปต์กับสนพ.ซึ่ง​จะวางแผนไว้แต่แรกแล้วว่าจะต้องเป็นซีรี่ส์
มีโปรดิวเซอร์คอยคุม (คล้าย บก.) และCo-writer ที่คอยปรับภาษาและขยายเนื้อหา

“คือเขาจะใช้ไอเดียจากต่างประเทศว่าเราไม่สามารถใช้คนๆ
เดียวในการเขียนงานได้เวลาที่จะทำซีรี่ส์ จะต้องใช้ประมาณสามคน คนแรกเขียน
คนที่สองปรับ แล้วคนที่สามก็จะปรับอีกที”

ซึ่งการจะนำไปสู่ละครซีรี่ส์แบบที่คนไทยคุ้นกันนั้น​
สามบอกว่าต้องอาศัยความกล้าในการพาตัวเองเข้าไปนำเสนอ

“มีโอกาสได้เจอเราก็เลยเสนอตัวเพราะเราก็ต้องมีความกล้านิดนึง
เราก็เสนอว่าเราอยากทำซีรี่ส์จังเลยค่ะ ถ้าเกิดเรามีโอกาสเราจะทำยังไงได้บ้าง
เขาก็เลยบอกว่าถ้าอย่างนั้นก็เลยส่งพล็อตมาแล้วกันว่ามันโอเคหรือเปล่า
ทางเขาเห็นว่ามันน่าสนใจก็เลยดีลกัน รวมทั้งการประสานกันในแง่ของการตลาด”

ด้านคิมจูฮยอน ฝั่งเกาหลีบอกว่า พิจารณาจากพล็อตและตอบคำถามไว้ว่าทำไมถึงชอบในเรื่องนี้​
คิมกล่าวว่า

“ปกติแล้วทางเว็บดราม่าที่มีละครลักษณะเดียวกันเยอะ
พออ่านพล็อตของคุณสามแล้วพบว่ามันมีความแตกต่าง ก็เลยคิดว่าเป็นสินค้าใหม่ที่น่าสนใจ
เพราะมันจะพลิกค่อนข้างเยอะ เกี่ยวข้องกับโชคชะตา การมองเห็นอนาคต
มีความสืบสวนสอบสวนอยู่ในตัว รวมทั้งดราม่าครอบครัว มีความรัก มันจึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ”

เส้นทางที่เปลี่ยนไปของนักเขียน

เมื่อแพลตฟอร์ม​การอ่านแปรเปลี่ยนจากกระดาษมาสู่หน้าจอสมาร์ทโฟน​
การสร้างงานเขียนแทบไม่ต้องผ่านนิตยสารอีกแล้ว นักเขียนรุ่นเก่าอย่างชมัยภรมองอย่างไร?

“มันก็เป็นปัญหาที่เรากำลังพิจารณากันอยู่” ศิลปินแห่งชาติให้คำตอบ​

“สมาคมนักเขียนเองก็กำลังหาทางอยู่เหมือนกัน
บางทีทางสมาคมอาจจะต้องทำเพจของตัวเองแล้วให้นักเขียนทั้งหลายเข้ามาใช้พื้นที่ได้
แล้วมีหน่วยงานราชการสนับสนุนเพื่อให้ค่าเรื่องนักเขียนให้เขาอยู่ได้บ้าง
ทำอย่างไรเขาเปิดพื้นที่เหล่านี้ขึ้นมาได้ มันจำเป็นที่จะต้องมีในส่วนของสมาคมนักเขียนด้วย
นักเขียนรุ่นเก่าๆ ก็สามารถเข้าไปใช้พื้นที่ของคุณรุ่นใหม่เพื่อเข้าถึงนักอ่านได้
ถ้าเราสามารถสร้างพื้นที่ของเราขึ้นมาได้ แต่เราก็ต้องคิดถึงวิธีในการอ่าน
การเสพของคนที่เขาไม่สามารถที่จะใช้โทรศัพท์มือถืออ่านได้ เขาก็ต้องอ่านหนังสือเล่ม
ดิฉันคิดว่านิตยสารบางเล่มก็ยังควรจะอยู่
ฉะนั้นหนทางของสื่อสิ่งพิมพ์ก็เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องช่วยกันคิด
มันอยู่ในระยะปรับตัว สื่อเองก็ต้องปรับตัว
ทำอย่างไรให้เขาสามารถทำละครให้มีความหลากหลายให้ได้”

สำหรับที่สามมองว่า หนังสือกระดาษในความคิดตน​คือคนจะซื้อมาเพื่อเป็นของสะสม
เป็นของที่ซื้อแล้วอ่านซ้ำได้ เอาไว้เก็บเอาไว้โชว์
แล้วเอื้อต่อสายตาของคนเรามากกว่า

เช่นเดียวกับคิมจูฮยอน
ซึ่งมองว่าการทำเว็บดราม่าก็จะมีกลุ่มตลาดที่ต่างกันกับเสน่ห์ของหนังสือ ซึ่งไม่ได้แปลว่าการเสพเว็บดราม่าจะไปบดบังเสน่ห์ของหนังสือให้หายไป
เนื่องจากทั้งสองสื่อจะให้ภาพที่แตกต่างกัน
เพราะการดูหนังมันคือการดูจินตนาการของผู้กำกับ
แต่ถ้าเราอ่านหนังสือคือเราจะสามารถได้ดูจินตนาการของตัวเองด้วย.

Annotation 2020-05-20 070542

เปิดใจศิลปินแห่งชาติ ยกนวนิยายทำละครวิทยุ ก่อการดีเพื่อคนตาบอด

ความฮอตของบุพเพสันนิวาสนี้ ช่างมีอานุภาพทะลุทะลวงใจคนจริงๆ ด้วยความสนุกสนาน ความตลก ความน่ารักของนักแสดง รวมไปถึงความรู้ทางประวัติศาสตร์ และความน่าสนใจของเรื่องเล่า ที่ถ่ายทอดผ่านตัวหนังสือ จนถูกหยิบยกมาทำเป็นละคร แน่นอนว่าต้องไม่ธรรมดา ถึงขนาดที่คนทั่วบ้านทั่วเมืองต้องติดละครงอมแงมขนาดนี้ได้ ก็ต้องขอบคุณและชื่นชมคนที่เขียนบทประพันธ์นี้ ที่ทำให้เราได้มีโมเมนต์ดูละครสนุกสนานและได้อรรถรสแบบนี้

แต่ในมุมเดียวกันทำให้มานั่งนึกถึงกลุ่มคนที่ไม่ได้ดูละครแบบเราๆ กลุ่มคนที่ไม่สามารถสัมผัสความรู้สึกและอรรถรสเหล่านี้ได้ นั่นเรากำลังหมายถึงผู้พิการทางสายตา นึกคิดไปว่า…ถ้าเขาเหล่านั้นได้มีโอกาสแบบเราๆ ก็คงจะดีไม่น้อย เพราะจริงๆ อาจไม่ใช่แต่ละครบันเทิงใจเรื่องนี้ เรื่องราวดีๆ มากมายที่อยู่ในยุคโซเชียล ก็หมายรวมอยู่ด้วย แต่เราจะทำอย่างไรได้ กับการส่งมอบโอกาสเหล่านี้ให้กับกลุ่มคนที่ไร้โอกาสเหล่านั้น

โครงการดีๆ นี้จึงผุดขึ้น กับ “โครงการทำละครวิทยุเพื่อคนตาบอด” ทั้งนี้เพื่อให้เขาได้มีโอกาสสัมผัสกับความบันเทิงเฉกเช่นอย่างเรา งานนี้ไม่ธรรมดา ต้องหาคนที่มีความสามารถมาช่วย เพราะการทำละครวิทยุ มันไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน และแล้วกลุ่มที่ริเริ่มความคิดดีๆ ที่ชื่อว่า “กลุ่มก่อการดี รวมมิตรการละคร” โดยมี “อาจารย์จเลิศ เจษฎาวัลย์” คณบดีคณะสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยรามคำแหง “เก่ง ไกรวิทย์ กุลวัฒโนทัย” พิธีกรมากความสามารถ ผู้คร่ำหวอดวงการมายา ร่วมกับ “ดร.ธนา ทุมมานนท์” ผู้บริหารเว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์ มาช่วยกันทำละครวิทยุเพื่อคนตาบอดขึ้น ทั้งนี้ได้เรื่องราวจากนวนิยายมาทำหลายเรื่อง โดยเราจะพาไปพูดคุยกับเจ้าของนวนิยายคนนั้น

“ชมัยภร บางคมบาง” ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2557 หรือนักเขียนนวนิยายชื่อดังที่มีผลงานมากมาย รวมไปถึงเรื่องสั้น สารคดี บทกวี และวรรณกรรมอื่นๆ อีก โดยเปิดใจกับ ไทยรัฐออนไลน์ ถึงการอนุญาตให้นำนวนิยายทั้งหมดไปทำละครวิทยุ แหม่..ฟังแล้วน่าสนุก ชวนนึกไปถึงอดีตที่ผ่านมา ที่ยุคหนึ่ง ละครวิทยุ โด่งดังเป็นที่สุด อะไรก็เทียบเทียมไม่ได้ ใครเกิดไม่ทัน ก็อดใจรอละครวิทยุเรื่องนี้นะ เรื่อง จดหมายถึงดวงดาว ที่ศิลปินแห่งชาติคนนี้เป็นผู้ประพันธ์ โดยละครเรื่องนี้เคยถูกหยิบยกไปทำเป็นละครบนหน้าจอทีวีแล้วเช่นกัน

ศิลปินแห่งชาติ เปิดใจว่า “จริงๆ แล้วเรายกให้หมดเลย ไม่ว่าจะนวนิยายเรื่องไหน เอาไปทำละครวิทยุได้หมดเลย เรายกให้หมดทุกเรื่อง จากที่เช็กมาก็มีอยู่ 28 เรื่อง แต่ถ้าอยากได้นอกเหนือจากนั้น เราก็พร้อมจะให้หมด คืออะไรที่ทำเพื่อคนอื่น เราจะให้อยู่แล้ว หนังสือเสียงเราก็ยกให้ ดังนั้นการที่จะเอานวนิยายไปทำละครวิทยุเพื่อคนตาบอด เราก็พร้อมยกให้ทุกเรื่อง”

ไม่ต้องมาซื้อหรืออะไร

เราเขียนหนังสือ เราก็เอาเรื่องราวของคนอื่นมาเขียนอยู่แล้ว เช่นมีอยู่เรื่องหนึ่ง ที่ชื่อว่า พระอาทิตย์คืนแรม เราก็เขียนถึงคนตาบอด ดังนั้นหากจะเอาไปทำเป็นละครวิทยุเพื่อคนตาบอด เราก็ยินดี และไม่มีปัญหาอะไร ตลอดมาใครขอ เราก็ให้ตลอด ยกเว้นแต่เอาไปขาย ซึ่งเราก็บอกไปว่า อย่าไปทำมันเลย ก็ปฏิเสธไป

ผลงาน??

ตอนนี้ก็ยังเขียนหนังสืออยู่ แต่ตั้งแต่หนังสือขวัญเรือนและสกุลไทยปิดตัวลง ก็ยังไม่มีช่องทางให้ลงเลย เราก็ไปลองลงอีกช่องทางหนึ่งทางโซเชียล แต่แฟนคลับที่เป็นคนรุ่นเดียวกับเราที่ยังติดตามอ่านอยู่ ก็ยังงงๆ ไม่รู้จะตามมาอ่านอย่างไร ซึ่งเราก็ต้องเขียนไป เพราะต้องเขียนให้จบ แต่จะมีคนอ่านมากน้อยแค่ไหน ก็ไม่เป็นไร

เขียนแนวไหน?

ปกติเราจะชอบเขียนหนังสือแนวสนุกสนาน เกี่ยวกับประเด็นทางสังคม ครอบครัว สัตว์เลี้ยง แต่ก็มีประเด็นทางการเมืองบ้าง แต่ไม่มาก และก็ไม่ใช่เรื่องรักโรแมนติก พิษรักหักสวาทก็ไม่ใช่ อย่างเด็กท้องในวัยเรียน พ่อแม่จะแก้ปัญหายังไง ก็เป็นเรื่องราวทางสังคมเป็นส่วนใหญ่

เรื่องนี้น่าสนุก

จริงๆ แล้วอยากเชียร์ให้เอานวนิยายเรื่องนี้ไปเขียน เพราะเขียนไว้นานแล้ว แต่ไม่มีใครเอาไปทำละครสักที เรื่องนี้ชื่อว่า เช้าชื่น คืนฉาย มันเป็นเรื่องของคนเก็บเด็กมาเลี้ยง ซึ่งปกติแล้วมันก็น่าจะสนุกนะ แต่ตอนจบเรื่องนี้ มันไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า พ่อมันเป็นใคร มันเลยกลายเป็นปัญหา (หัวเราะลั่น) ไม่มีคนเอาไปทำ พร้อมบอกว่า เอาจริงๆ ในสังคมมันพิสูจน์ไม่ได้หรอก ว่าใครเป็นใคร อย่างในเรื่อง เด็กคนหนึ่งที่เขาเอามาทิ้งนั้นมีชื่อพ่อแม่ แต่อีกคนมันไม่มี มันก็ไม่รู้หรอกว่าเจ้าคุณปู่จะเป็นใคร พ่อเป็นใคร ซึ่งบางครั้งเราก็ตลก คนอ่านก็มาถามว่า พี่ๆ สรุปใครเป็นพ่อ เราก็ขำๆ คิดในใจ ทำไมเราจะต้องรู้ด้วยเหรอ ว่าเด็กคนนั้นลูกใคร หรือเขาเรียนฟิสิกส์กันมากไป ที่ต้องพิสูจน์ทุกอย่าง

คนตาบอดเขียนอินสุดๆ

จริงๆ แล้ว คนพิการทางสายตาสามารถทำอะไรได้หมด มีอยู่ช่วงหนึ่ง ตอนที่เขียนเรื่องพระอาทิตย์คืนแรม เป็นนวนิยายที่เกี่ยวกับคนตาบอด ตอนแรกเราคิดว่าเขาน่าสงสารอย่างนู้นอย่างนี้ แต่พอเราได้ไปศึกษาจริงๆ และได้ไปเจอ เรากลับพบว่า เขาก็มีศักดิ์ศรีเท่าๆ กับคนอื่นๆ ในสังคม เขาไม่ได้ต้องการให้เราสงสาร เวทนาอะไรเขา เขาต้องการยืนอยู่ได้ในสภาพที่เขาเป็น ไม่ได้ต้องให้เราไปโอบอุ้มอะไรเขาหนักหนา ครั้งหนึ่งก็เคยสอนคนตาบอดเขียนนวนิยาย เชื่อมั้ย? เขาเขียนได้ดีมาก อินสุดๆ เพราะเขาเขียนจากความรู้สึก ไม่ใช่จากสิ่งที่เห็น พี่ชอบมาก ซึ่งถ้าละครวิทยุเพื่อเขาแบบนี้ ก็น่าจะดีมาก

นี่คือสิ่งที่เราได้พูดคุยกับศิลปินแห่งชาติผู้นี้ ฟังแล้วก็รู้สึกสนุก ได้อรรถรส ออกรสออกชาติ นี่แค่สัมภาษณ์กันสั้นๆ นะ ถ้าลองได้อ่านนวนิยาย หรือดูละครวิทยุจากบทประพันธ์ของเขาแล้ว มีหวังเราต้องติดงอมแงมแกะไม่ออกทั้งบ้านทั้งเมืองแน่นอน

สุดท้าย ดร.ธนา ฝากทิ้งท้ายแบบจริงใจว่า เราคิดจะทำละครวิทยุเพื่อคนที่พิการทางสายตา แต่ก็ไม่ใช่ผู้ที่มีปัญหาทางด้านสายตาเท่านั้น สว. ผู้สูงวัย หรือคนแก่ เราก็นึกถึง…ดังนั้นโครงการนี้ จึงเกิดจากความที่เราอยากส่งมอบสิ่งดีๆ ให้กับทุกคนในสังคม โดยให้ไทยรัฐออนไลน์ที่เป็นส่วนเล็กๆ และเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ได้ทำเรื่องราวดีๆ เหล่านี้ ทั้งนี้หากใ

คมบาง ได้รับเลือก 3 เล่ม ในโครงการ 100 เล่มหนังสือดีที่เด็กไทยต้องอ่าน

ผลงานของ ชมัยภร แสงกระจ่าง ขวัญสงฆ์ อาม่าบนคอนโด และคุณปู่แว่นตาแตก ได้รับคัดเลือกในในโครงการ 100 เล่มหนังสือดีที่เด็กไทยต้องอ่าน  โดยกระทรวงวัฒนธรรม

 เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2560 นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในงานแถลงข่าวโครงการคัดสรร 100 เล่มหนังสือดีสำหรับเด็กและเยาวชน ปี 2560 ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 22 โดยร่วมกับมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก คัดสรรหนังสือดีสำหรับเด็ก คัดสรรหนังสือดีมีคุณค่าสำหรับเด็กและเยาวชน ทั้งนี้เพื่อขับเคลื่อนแผนแม่บทส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ของไทย ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม สอดรับกับแผนแม่บทส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ของไทย
 
นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า การอ่านถือเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาคุณภาพของคนให้เกิดเรียนรู้ตลอดชีวิต แผนแม่บทส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ พ.ศ. 2560 – 2564 โดยกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหน่วยงานหลักในการสนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมในการสร้างเสริมพฤติกรรมและนิสัยรักการอ่านของคนไทยที่เข้มแข็ง โดยกำหนดเป้าหมายการส่งเสริมการอ่านให้เหมาะสมกับบุคคลแต่ละช่วงวัย ควบคู่ไปกับการสร้างสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการส่งเสริม การอ่านและนิสัยรักการอ่านในทุกกลุ่มอายุ

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม จึงร่วมมือกับมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก ดำเนินการโครงการคัดสรร 100 เล่ม หนังสือดีสำหรับเด็กและเยาวชน ปี 2560 เพื่อเป็นการจุดประกายให้สังคมไทยได้รับรู้ถึงหนังสือดีและมีประโยชน์สำหรับเด็กและเยาวชนที่ควรอ่าน ที่จะได้ร่วมกันสร้างแนวทางในการส่งเสริมพฤติกรรมรักการอ่านให้กับเด็กและเยาวชนซึ่งเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญ ได้มีโอกาสพัฒนาเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่าของชาติต่อไป

 ทุกท่านสามารถหาซื้อหนังสือดีๆ ได้ ที่ศูนย์หนังสือแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เอเชียบุ๊ค และ ซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์ ที่ขานรับ และสนับสนุนโครงการนี้ ด้วยการจัดมุม 100 เล่มหนังสือดีสำหรับเด็กและเยาวชน ในร้านหนังสือ 300 สาขา ทั่วประเทศ

รายชื่อหนังสือทั้งหมด เช็คที่นี่

Kafka in Komiks : เมื่อคาฟคาส่องทางให้ศิลปิน

 

คาฟคา นักเขียนเยอรมัน-ยิว
เกิดที่กรุงปราก (ปัจจุบันคือสาธาณรัฐเชก) ผู้ขึ้นชื่อด้านงานเขียนที่ยากแก่การตีความ
สับสนด้วยการเล่นกับโครงสร้างของภาษา และแปลกประหลาดด้วยการสร้างเรื่องเหนือจริง ทั้งแก่นแกนสำคัญของเรื่องก็เต็มไปด้วยความหดหู่
อึดอัด กดดัน

แค่จะอ่านให้เข้าใจตรงกัน
ยังถกเถียงกันตั้งแต่ระดับมัธยมจนถึงปริญญาเอก
ไม่นับชีวประวัติที่ค่อนข้างมีความซับซ้อน

แต่การนำงานเขียนของคาฟคามาเป็นคอมมิกส์
หรือการ์ตูน นี่น่าจะยิ่งโคตรๆๆ ยาก เพราะต้องผ่านการตีความตัวอักษรมาเป็นภาพ
และแน่นอน เนื้อเรื่องคงห่างไกลคำว่าอ่านเอาสนุกแน่ๆ

 

ช่วงเทศกาลงาน
Unfoldering Kafka
Festival 2017

คืองานเทศกาลที่เรียกได้ว่า
คือ “ศิลปะส่องทางให้แก่กัน” โดยมีงานเขียนของคาฟคา เป็นจุดศูนย์กลาง
และแผ่ขยายแตกหน่อแตกผลออกมาเป็นงานศิลปะต่างๆ ที่มาจากคาฟคา ไม่ว่าจะ ละคร
ภาพยนตร์ และงานการ์ตูน

เทศกาลนี้จัดขึ้นที่กรุงเทพฯและเชียงใหม่
ช่วงเดือนพฤศจิกายน ซึ่งมีกิจกรรมหลายอย่างมาก ทั้งละครเวที ภาพยนตร์ และนิทรรศการต่างๆ
เสียแต่ว่าการประชาสัมพันธ์อาจจะไปถึงคนรักคาฟคาช้าไปนิด
ด้วยเป็นช่วงจังหวะกระชั้นชิด และมีกิจกรรมหลายส่วนมาก อาจมีการสับสนอยู่หลายงาน

 

สำหรับ Kafka Kommiks นี้ จัดที่สถาบันเกอเธ่
เป็นการแสดงผลงาน และสื่อนิทรรศน์เกี่ยวกับการ์ตูน หรือ คอมมิคส์
ที่มาจากงานเขียนของคาฟคา  3 คน คือ

Chantal
Montellier
ชาวฝรั่งเศส (ฉันอยากเรียกชื่อเขาว่านายจัลฑาล)

David Zane
Rowitz 
ชาวเยอรมัน

Robert Crumb ชาวอเมริกา

Jaromir 99 ชาวเชก

ทั้งสี่นายนี้
สร้างงานคอมมิกส์จากงานเขียนของคาฟคา

อย่างที่กล่าวไว้
มันห่างไกลจากคำว่าสนุกสนาน
ผลงานแรกที่มุ่งตรงไปหา เป็นของนายจัลฑาล หรือ
Chantal Montellier ศิลปินฝรั่งเศส ที่เขียนคอมมิกส์หลายเรื่อง
อย่างเรื่อง เซ็กส์และความสัมพันธ์ ซึ่งนิทรรศการจัดทำได้น่าสนใจ
เป็นตู้เล็กที่มีช่องสำหรับสอดส่องสายตาไป เหมือนเราแอบมองช่องประตูเข้าไปดูเซ็กส์ในห้อง
และแน่ล่ะ เป็นภาพคอมมิกส์ของเขา

ถัดมาเป็นภาพหน้าคาฟคาใหญ่ยักษ์ปูเต็มพื้น
ทอดทางไปสู่ภาพคอมมิกส์อีกเรื่อง คือเรื่อง The Trial

ลายเส้นออกไปทางอึดอัด
รูปร่างหน้าตาดูรวดร้าวไปหมด สมกับเป็นงานที่แปรรูปมาจากงานเขียนของคาฟคาจริงๆ

 

ศิลปินคนต่อมามีผลงานจัดแสดงที่ทางเดินไปห้องสมุด ในนามแฝงชื่อ Jaromir 99

 

เขาเป็นศิลปิน และยังมีวงดนตรีของตัวเองในชื่อ Priessnitz (ลองเข้าไปส่องดูสิ เขาใช้งานสไตล์เดียวกันในการทำปกผลงานด้วย)
ลองเสิร์จดูตอนหลังพบชื่อวง
Kafka Band น่าจะเป็นของเขาเช่นกัน
(หรือวงเดียวกัน ไม่แน่ใจ) และงานชิ้นนี้คืองานที่จัดแสดง

https://www.youtube.com/watch?v=fymn_pdIXW8

เข้าใจว่านำเนื้อเรื่องส่วนหนึ่งมาใส่ทำนองเลย เพราะลงเครดิตไว้ว่า

Lyrics: Franz
Kafka (Das Schloss — The Castle / Zámek)

งานของเขาคงโทนสีดำเทา คนนี้เท่ตรงทำเพลงเองด้วย และทำภาพแอนนิเมชั่นเอง เท่มากๆ

 

ผลงานสุดท้ายแสดงในห้องสมุด
ของ
David Zane
Rowitz 
ชาวเยอรมัน และ Robert Crumb ชาวอเมริกา มาเป็นคู่

ทั้งสองร่วมกันเขียนคอมมิกส์ขึ้น ลายเส้นหม่นมืดเช่นเดียวกัน ผลงานชื่อ
Kafka (เข้าใจว่าเป็นชีวประวัติ)

หลายภาพแสดงถึงความเจ็บปวดและกดดัน
ของชีวิตนักเขียนที่ชื่อคาฟคา ทั้งความรู้สึกอยากตายหลายช่วง
เป็นงานชุดที่ดูแล้วแทบอยากร้องไห้ (ขณะเขียน ฟังเพลงวง
Kafka Band ไปด้วย ย้อนดูรูปไปด้วย นี่เศร้าเลย)

 

มันไม่ใช่เรื่องสนุกสนานเลยล่ะ

ทั้งคาฟคาและเมล็ดพันธุ์ที่งอกมาจากคาฟคา แต่มั้นกลับกินลึกข้างใน ค่อยๆ ซึมลงมา
แล้วก็พบว่า มนุษย์พร้อมเสมอที่จะหม่นมืด…

เยี่ยมร้านหนังสือ ร้านสวนเงินมีมา

สวนเงินมีมา  ลองมาสิมา

“สวนเงินมีมา” ครั้งแรกที่ฉันได้ยินชื่อนี้
ฉันใช้เวลาตีความหมายไปพักใหญ่ แปลว่าอะไรนะ? ฉันลองนั่งตีความหมายชื่อนี้โดยใช้สมองอันน้อยนิดของฉันก็ได้ความว่า

“ถ้าไม่ใช่สถาบันการเงิน  ก็คงเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมล่ะ มีคำว่า สวนนี่นะ”

ผิดหมดทุกอย่างที่กล่าวมา…

“สวนเงินมีมา” หลังจากหาข้อมูลแล้ว  ชื่อสวนเงินมีมา
มาจากชื่อของ ยายเงิน ยายมี และ ยายมา ยายของ อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์
ผู้ให้การสนับสนุนการก่อตั้งโดยมีคุณวัลภา แวนวิลเลียนส์วาร์ด เป็นผู้บริหารตั้งแต่เริ่มต้น
เป็นสำนักพิมพ์ และร้านหนังสือ ที่ตั้งตัวอยู่ในตึกแถวริมถนนเฟื่องนคร  เยื้องๆกับประตูหลังวัดราชบพิธฯ

ตอนนี้ฉันมายืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับสวนเงินมีมา

คิดว่าถ้าใครมายืนอยู่จุดเดียวกับฉันสิ่งแรกที่คิดได้เหมือนฉันคงเป็น “ตึกนี้น่ารักจัง”
เพราะภาพที่ฉันเห็นคือ ตึกสีเขียว ที่อยู่ท่ามกลางตึกเก่าที่ดูเคร่งขรึม และเวลานี้อากาศและแดดก็ร้อนจนแสบผิวไปหมด
ตึกเล็ก ๆ สีเขียวให้ความรู้สึกสดชื่นนั้นกำลังเรียกฉันให้เดินเข้าไปหลบแดดหลบอากาศร้อน
และจุดมุ่งหมายของฉันในวันนี้คือ การมาตามหาหนังสือของ อ.ชมัยภร…..

เมื่อฉันได้ก้าวเข้าไปสิ่งแรกที่เห็นคือเคาท์เตอร์คิดเงินที่เต็มไปด้วยผลไม้หลายอย่าง
เช่น แตงโม กล้วย พร้อมป้ายสีสันสดใสที่เขียนตัวโต ๆ ว่า “ผลไม้อินทรีย์” มองไปทางซ้ายของเคาท์เตอร์

เจอชั้นวางธัญพืชต่าง ๆ ที่ใส่ขวดไว้เพื่อจำหน่าย มองไปทางขวาเจอตู้เย็นแช่ผัก น้ำผักและผลไม้

แซนวิชหน้าตาน่ากิน และ….ชั้นวางผลิตภัณฑ์บำรุงผิวพรรณ
และเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ที่ทุกอย่างผลิตมาจากธรรมชาติ

เดี๋ยวนะ….

สวนเงินมีมา เป็นชื่อสำนักพิมพ์และร้านหนังสือนะ แล้วหนังสืออยู่ไหน? ตั้งแต่ก้าวเข้ามา
เจอแต่ของกินของใช้

คงเป็นคำถามที่ใครหลายๆคนสงสัย
ใจเย็นๆ…ลองละสายตาจากผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติเหล่านั้นแล้วมองผ่านช่องประตูด้านซ้ายมือก่อนสิ….นี่มันห้องสมุดชัดๆ

เมื่อเดินผ่านช่องประตูเข้าไปภายในบริเวณฝั่งซ้ายมือ

มีโต๊ะกลมวางอยู่หลายชุดทีเดียว ดูน่ารักเหมาะกับร้าน บนโต๊ะมีแจกันดอกไม้ดอกเล็ก
ๆ ส่งให้โต๊ะดูน่ารักและสดชื่นน่านั่ง ฝั่งขวามือนี่ล่ะ ขุมทรัพย์นั่งอ่านเลย
เพราะหนังสือหลายร้อยเล่มวางตัวกันอยู่เต็มทุกชั้น ด้านในสุดติดกำแพงมีชั้นหนังสือ…ไม่สิ
เรียกว่ากำแพงหนังสือดีกว่า ตั้งตระหง่านทอดตัวยาวเต็มทั้งกำแพง
หนังสือเยอะแยะมากมายวางอย่างเป็นระเบียบเต็มทุกช่องทุกชั้น

ฉันเดินสำรวจไปเรื่อย ๆ

เจอหนังสือหลายเล่มที่เป็นของสวนเงินมีมาเอง เน้นไปที่หนังสือประเภท   แนวปรัชญา
การใช้ชีวิต พัฒนาสังคม สิ่งแวดล้อม และการเปิดมุมมองใหม่ๆในการใช้ชีวิต เช่น วิถีแห่งซูฟี
ศาสตร์แห่งภาวนา : การหลอมรวมพุทธศาสนากับประสาทวิทยา วิถีสีเขียว : ผู้ผลิต
ผู้ประกอบการ ผู้บริโภค

เดินวกกลับมาในโซนกลางร้าน

ตรงนี้มีหนังสือหลายประเภทวางอยู่ ทั้งนวนิยาย หนังสือแปล หนังสือวิชาการ เป็นโซนหนังสือแนะนำและหนังสือขายดีของร้าน

แล้วในที่สุดฉันก็เจอกับสิ่งที่ทำให้ฉันมาที่ร้านสวนเงินมีมาแห่งนี้

หนังสือของ อ.ชมัยภร มีหลายเล่มเลยล่ะ เช่น หยาดน้ำค้างพันปี
ที่ได้รับรางวัลเซเว่นบุ๊กส์ อวอร์ดส์ ในเวิ้งฟ้าอันไพศาล
เล่มที่ทำให้คนอ่านน้ำตาร่วง ชีวิตที่มีเรา หนังสืออ่านง่าย ๆ
แต่ได้ข้อคิดธรรมะเต็มเปี่ยม หรือหนังสือธรรมะแบบเด็ก ๆ อย่างขวัญสงฆ์ก็มี

นอกจากหนังสือของ

อ.ชมัยภรที่ฉันมาตามหาแล้ว ระหว่างที่ยืนดูหนังสืออยู่ ฉันได้ยินเสียงแว่ว ๆ
จากพนักงานในร้านว่า “หยดน้ำหวานในหยาดน้ำตา เล่มใหม่ของ อุรุดา โควินท์ มาแล้วนะครับ”

อ่า

… เล่มนี้ฉันเพิ่งเห็นข่าวเปิดตัวจากในเฟซบุ๊กของฉันไปเมื่อไม่กี่วันก่อนนี่

ฉันเดินดูหนังสือสักพักจึงมองหาที่นั่ง

ฉันเลือกโต๊ะที่อยู่หน้าเคาท์เตอร์  เพราะจะได้ไม่ไปรบกวนลูกค้าคนอื่น ๆ ในร้าน
เนื่องจากเหล่าผู้ร่วมทางของฉันเป็นสายสนทนากันทั้งกลุ่ม (ฮา)

ร้านสวนเงินมีมา

มีจุดเด่นของร้านอีกอย่างที่นอกเหนือจากหนังสือหลายร้อยเล่มแล้ว คืออาหารที่มีจำหน่ายในร้านด้วย อย่างที่บอกไปตอนแรกว่า สวนเงินมีมามุ่งเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาติ ดังนั้นอาหารของร้านนี้จึงเป็นอาหารที่มาจากพืชผักออร์แกนิกล้วน ๆ โดยทางร้านจะขายเป็นอาหารชุด มีข้าว กับข้าว และเครื่องดื่ม ทางร้านจะมีเมนูประจำแต่ละวัน ผลัดเปลี่ยนกันไป แต่เพราะฉันทานอาหารจากที่อื่นมาแล้ว ฉันเลยไม่ได้สั่งอาหารมาลอง สั่งเป็นกาแฟเย็น ๆ หนึ่งแก้วแทน แต่แอบเห็นลูกค้าคนอื่น ๆ สั่งนะ หน้าตาดีน่ากินมากทีเดียว

ฉันนั่งอยู่สักพักจนเริ่มรู้สึกว่าร่างกายที่เหนื่อยล้าจากสภาพอากาศข้างนอกดีขึ้นแล้ว คงถึงเวลาที่ฉันจะบอกลาร้านหนังสือสีเขียวแห่งนี้สักที สิ่งที่ฉันคิดได้จากการมาที่ร้านแห่งนี้คือ เรากับธรรมชาติ อยู่ใกล้กันมากนะ แต่ทำไมพวกเราถึงผลักไสธรรมชาติ ไปหาสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหลายกันจัง

ลองนะ
ลองมานั่งที่ร้านหนังสือสีเขียวนี้ ลองมาใช้ มากินของที่มาจากธรรมชาติกันบ้าง
เพราะธรรมชาติมันอยู่ใกล้ตัวเรามากจริง ๆ ลองมาให้อาหารสมอง เปิดมุมมองใหม่ ๆ
เพื่อพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิต ด้วยหนังสือดี ๆ ในร้านดูเถอะ

หากมีโอกาสได้มาเยี่ยมเยือนถนนเฟื่องนคร
อย่าลืมแวะเข้าไปเพิ่มพลังสมอง ถนอมสุขภาพกันที่ร้านสวนเงินมีมาแห่งนี้นะ……

ร้านสวนเงินมีมา                                                                                           77,79 ถนนเฟื่องนคร แขวงวัดราชบพิธ เขตพระนคร
กรุงเทพฯ 10200

โทรศัพท์. 02-622-0955, 02-622-0966, 02-622-2495-6

โทรสาร. 02-622-3228

Facebook : ร้านสวนเงินมีมา http:////www.facebook.com/suanspirit/

Website : http:////www.suan-spirit.com

เยี่ยมร้านหนังสือ ร้าน Book Buri (บุ๊คบุรี)

Book Buri (บุ๊คบุรี)  มุมอ่านย่านเทเวศร์


ย่านเทเวศร์ เป็นชุมชนเก่าแก่ มีทั้งตลาด วัด
หอพัก สถาบันการศึกษา สถานที่ราชการ พลุกพล่านไปด้วยผู้คนหลากหลาย
ร้านค้าส่วนใหญ่เป็นร้านอาหาร ร้านขนมเก่าแก่ ร้านกาแฟสมัยใหม่ แต่มีใครทราบไหมว่า
ไม่ไกลจากสี่แยกเทเวศร์ บนถนนกรุงเกษม (ใกล้เทเวศร์ซอย
1) มีร้านหนังสือเล็กๆ
ร้านหนึ่ง รอให้นักอ่านแวะมาเยี่ยมชม


Book Buri (บุ๊คบุรี)
เป็นร้านหนังสือ
เล็กๆ หนึ่งคูหา ตึกแถวตรงข้ามคลองผดุงกรุงเกษม สังเกตได้ง่ายจากป้ายหน้าร้านเป็นแมวการ์ตูนตัวอ้วนสีน้ำตาล
มีแผงหนังสือนิตยสารรายสัปดาห์และหนังสือพระวางเด่น หน้าร้านเปิดโล่งไม่ติดกระจก
ไม่มีแอร์ บรรยากาศเย็นสบายด้วยพัดลมตั้งพื้น
3 ตัว ภายในร้านตกแต่งผนังด้วยสีชมพู
มีแมวตัวอ้วนห้อยอยู่กลางร้าน

มองเข้าไปภายในร้านเห็นคุณลุงคุณป้าที่นั่งอ่านหนังสืออยู่คนละมุมเป็นประจำ
บรรยากาศร้านดูเป็นกันเอง มีหนังสือหลากหลาย
มากันจากหลายสำนักพิมพ์
ทั้งมติชน นาคร เคล็ดไทย เช่น
วรรณกรรมของผาด พาสิกรณ์  อุรุดา โควินท์  มองเห็นกวีนิพนธ์ของอังคาร กัลยาณพงศ์
วางอยู่ข้างกันกับเจ้าชายน้อย มี
หนังสือเกี่ยวกับบ้านและสวน หนังสือนิยาย การ์ตูน
 ที่น่าตื่นเต้นคือ มีหนังสือของสำนักพิมพ์คมบาง
งานเขียนของ อ.ชมัยภร แสงกระจ่าง เต็มชั้นเลยทีเดียว เท่านั้นไม่พอ
ยังมีเสื้อเวอร์จิเนีย วูล์ฟ ขายด้วย ว้าว …


ใครตามหาหนังสือเล่มไหนเป็นพิเศษ
สามารถสอบถามลุงกับป้าได้ โดยเฉพาะป้าใจดี เป็นกันเองมาก เมื่อถามหาหนังสือที่สนใจ
คุณป้าได้แนะนำว่าสามารถสอบถาม หรือสั่งซื้อหนังสือผ่าน
Fan page : Bookburi ของทางร้านได้ คุณพิมพ์สุดาลูกสาวของคุณลุงคุณป้าจะเป็นคนให้คำแนะนำ ร้านนี้เป็นของลูกสาว
ลูกสาวเป็นคนชอบอ่านหนังสือและสะสมหนังสือ


เดินส่องหนังสืออื่นๆ ในร้านก็รู้ว่า เจ้าของร้านให้ความใส่ใจกับการจัดหนังสือมาก
ดูเรียบง่าย เพราะร้านค่อนข้างมีพื้นที่จำกัด
แต่มีชื่อนักเขียนติดไว้ที่ชั้นวางหนังสือ ทำให้มองเห็นได้ชัด หาง่าย

ด้วยความที่มีพื้นที่จำกัดมาก
แต่หนังสือหลากหลายสารพัดสารพัน ดังนั้นนอกจากหนังสือที่อยู่บนชั้นวางแล้วยังมีหนังสือที่ตั้งกองอยู่บนพื้นให้นั่งเลือก
ดูสบายๆ กันเอง เหมือนนั่งรื้อหนังสืออยู่ที่บ้านเลยทีเดียว ชิลๆ กันเลยค่ะ

คุณป้าเจ้าของร้านเล่าว่า
ลูกค้าส่วนใหญ่ของร้านบุ๊คบุรีเป็นข้าราชการ ทหาร และนักศึกษา
เพราะร้านตั้งอยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยและกระทรวงศึกษา หนังสือขายดีเป็นหนังสือจำพวกวรรณกรรมไทย
วรรณกรรมคลาสสิค เห็นพี่ทหารคนหนึ่งก็มาด้อมๆ มองๆ ชั้นวรรณกรรมอยู่เหมือนกันค่ะ
(เอ๊ะ หรือจะมาหา
1984 ก็ไม่ทราบ)


หากใครสนใจหรือผ่านไปแถวเทเวศร์สามารถแวะไปหาหนังสืออ่านได้ที่ร้านบุ๊คบุรี
ร้านหาไม่ยาก มีแมวอ้วนนั่งอ่านหนังสือ กวักมือเรียกอยู่หน้าร้านค่ะ
ลองแวะไปกันค่ะ ซื้อเล่มไหนกันมา เอามาอวดกันบ้างนะคะ

ร้านหนังสือบุ๊คบุรี 102/3 ถนนกรุงเกษม แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200

เปิดวันจันทร์ถึงเสาร์ เวลา 8.00-20.00 น. ปิดวันอาทิตย์
Tel.0-2282-4916 Mobile (พิม) 081-649-2214

เยี่ยมร้านหนังสือ ร้านศึกษิตสยาม

3 ชั่วโมงกับ
ศึกษิตสยาม


*คุณได้รับข้อความใหม่*

บก. :  ไปเจอกันที่เคล็ดไทยตอนเที่ยงนะ

นางสาวร็อคกบฏ : ได้เลยจ้า

 

สิ่งแรกที่เกิดขึ้นในหัวหลังจากตกปากรับคำ
บก. เรียบร้อยแล้วคือ “ไปยังไงวะ…..”

ถ้าถามว่าฉันเคยไปเคล็ดไทยไหม?
เคยสิ ฉันเคยไปเคล็ดไทย ฉันเคยไปที่นั่นมาแล้ว
1 ครั้ง
แต่ครั้งนั้นฉันไปด้วยแท็กซี่ ฉันทราบข้อมูลที่ตั้งของเคล็ดไทยเพียงแค่
‘อยู่ถนนเฟื่องนคร ตรงข้ามหลังวัดราชบพิธฯ’ ครั้งนั้นฉันจึงตัดสินใจ …“ไปแท็กซี่เถอะแม่ร็อคกบฏ”….
ซึ่งการตัดสินใจเดินทางด้วยวิธีนี้ก็สอนฉันว่า การนั่งแท็กซี่จากอ่อนนุชไปฝั่งพระนคร
คือเรื่องที่ไม่ควรที่สุด ฉันจ่ายเงินค่าโดยสารไปเกือบ
300 บาทและเผชิญรถติดใช้เวลาเดินทางไปเกือบ 2 ชั่วโมง….

ครั้งนี้ฉันจึงศึกษาข้อมูลการเดินทางใหม่และเลือกวิธีที่ง่ายและรวดเร็วที่สุด
คือการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า (เพื่อประหยัดเวลา) ไปลงที่สถานีสนามกีฬา แล้วโบกแท็กซี่
บอกพี่คนขับว่า “ไปหลังวัดราชบพิธฯค่ะ” และเพียงราว ๆ
10 นาที ฉันก็จ่ายเงินค่าแท็กซี่ไปเพียง 70 บาท หากรวมกับค่ารถไฟฟ้าแล้ว
ฉันจ่ายเงินสำหรับการเดินทางมาที่เคล็ดไทยเพียง
112 บาท
เท่านั้น รวดเร็วและประหยัดกว่าครั้งก่อนเกือบ
2 เท่า…..โถ
แม่ร็อคกบฏ

                เป้าหมายของการมาเคล็ดไทยครั้งนี้
ไม่ได้มาเพื่อติดต่อหารือเรื่องการฝากขายหนังสือกับเคล็ดไทยแต่อย่างใด  แต่ฉันมาที่แห่งนี้เพื่อประชุมกองบรรณาธิการ
(นัยว่าเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ) ที่ร้านหนังสือเล็กๆ  ในเครือของเคล็ดไทยแห่งนี้ “ร้านศึกษิตสยาม”

                “โอ ฉันอยู่ตรอกไดแอกอนหรือนี่?”
(ตรอกของโลกพ่อมดแม่มดแห่งหนึ่งในวรรณกรรมเรื่องแฮรี่ พอตเตอร์ )
คงเพราะฉันเป็นแฟนตัวยงของแฮรี่ พอตเตอร์ ทันทีที่เห็นประตูของร้านศึกษิตสยาม
ที่เป็นประตูกระจกกรอบไม้บานเดียวสไตล์ร้านอังกฤษยุคเก่า และชั้นหนังสือตู้กระจกขนาดใหญ่หน้าร้านที่ด้านในวางโชว์หนังสือแนะนำของร้าน
มันทำให้ฉันนึกถึงร้านขายไม้กวาด และอาจด้วยร้านหนังสือนี้ตั้งอยู่บนถนนเฟื่องนคร
ถนนสายเก่าแก่ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่
4
ตึกรามในละแวกนั้นก็ล้วนเป็นตึกเก่าที่ตั้งอยู่มาตั้งแต่สมัยคุณปู่คุณย่าผสมผสานกับการจราจรที่วุ่นวาย
ถนนเล็ก ๆ สาย นี้ ทำให้ฉันก็นึกถึงตรอกมหัศจรรย์นั้นขึ้นมาทันที


เป้าหมายหลักของการมาร้านศึกษิตสยามครั้งนี้คือ
มาเพื่อประชุมความคืบหน้างานของสำนักพิมพ์ ดังนั้น เมื่อเราก้าวเข้าร้าน สิ่งที่ฉันและ
บก. ทำเป็นสิ่งแรกหลังจากเปิดประตูเข้ามาคือ “สั่งข้าวกินกันเถอะ”

ใช่
ฉันและ บก. กำลังสั่งข้าวในร้านหนังสือ

ทำไมล่ะ!? ก็ในเมื่อที่ร้านศึกษิตสยามไม่ได้มีแต่หนังสือนี่
ร้านนี้ไม่ใช่แค่ร้านหนังสือ แต่ร้านนี้เป็นร้านหนังสือที่มีอาหารขายด้วย ดังนั้น
ก่อนที่เราจะเริ่มใช้สมอง เรื่องปากท้องก็สำคัญนะ ถ้าปล่อยให้ท้องร้อง สมองก็ไม่แล่นสิ….จริงไหม?
เราเริ่มมองหารายการอาหารของร้านทันที

อืม….แม้เมนูมีให้เลือกไม่มากเท่าไรนัก ไม่ถึง 10
 รายการส่วนใหญ่คือส้มตำประเภทต่าง ๆ แต่ก็เข้าใจได้
พราะแต่เดิมร้านศึกษิตสยามเป็นร้านขายหนังสืออย่างเดียว
เพิ่งมีการขายอาหารด้วยเมื่อไม่นานมานี้ ที่เจ๋งมากคือ
แม่ครัวของที่นี่ก็ไม่ใช่ธรรมดา เป็นแม่ครัวที่มีตำแหน่งเป็นผู้จัดการฝ่ายขายของบริษัทเคล็ดไทยเชียวนะ…

ฉันไล่อ่านเมนูก็พบกับเมนูหนึ่งที่ฉันจำได้แม่นว่า
ทั้งชีวิตฉันเคยกินมันแค่ครั้งเดียว นั่นคือ “เต้าคั่ว” อาหารภาคใต้ ฉันนึกถึงหน้าตาอาหารคล้ายยำมีเส้นหมี่กับเต้าหู้เป็นส่วนประกอบหลัก
มีกุ้งและผักบุ้งลวกเป็นกำลังเสริม เติมไข่ต้มอีกซีก
คลุกเคล้าด้วยน้ำปรุงรสเปรี้ยวหวานกำลังดี  

ส่วนราคาอาหาร
บ้าไปแล้ว
! ร้านนี้ตั้งอยู่บนถนนเก่านะ ค่าที่แพงนะ
ค่าไฟแพงนะ แอร์ในร้านก็เปิดเย็นฉ่ำขนาดนี้ ทำไมราคามันถึงถูกขนาดนี้
(ราคาอาหารเริ่มต้นที่
30
บาท) เอาสิ
ถ้าราคาอาหารจะถูกขนาดนี้ วัดกันที่รสชาติไปเลย ฉันและ บก. สั่งอาหารไป
3-4 อย่าง ระหว่างที่รออาหาร
ฉันจึงพอมีเวลาให้ได้เดินสำรวจรอบๆ ร้าน


สิ่งที่ฉันเริ่มสำรวจเป็นอย่างแรกคือ
หนังสือของ อ.ชมัยภร นักเขียนประจำสำนักพิมพ์ที่ฉันทำงานอยู่ตรงไหนกันนะ?

เหมือนละครไทยชะมัด

เพียงแค่นึกถึงและกำลังจะลุกออกจากโต๊ะอาหารกลางร้านเพื่อตามหาหนังสือของ
อ.ชมัยภร ในจังหวะที่จะเอี้ยวตัวลุกขึ้นยืน เพียงแค่หันทางขวามือ
ฉันก็เจอเข้ากับหนังสือของ อ. แล้ว  หนังสือหลายเล่มของ
อ.ชมัยภร  ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบเป็นสัดส่วนชัดเจนบนชั้นข้างๆโต๊ะอาหารนั้นเอง
มีหลายเล่มทีเดียว เล่มที่เป็นกระแสหรือเป็นที่นิยมอย่าง อาม่าบนคอนโด ขวัญสงฆ์
ในเวิ้งฟ้าอันไพศาล ก็มี หรือจะเป็นเล่มที่เพิ่งออกใหม่อย่าง คุณย่าติดไลน์
คุณยายติดเฟซ ก็มา เรียกได้ว่าครบทุกเล่มที่นักอ่านหลายคน บอกว่า “ดีมาก”  


นอกจากหนังสือของสำนักพิมพ์คมบางแล้ว
ใกล้ ๆ กัน ฉันก็เจอเข้ากับงานวรรณกรรมผจญภัย แฟนตาซี ในดวงใจของใครหลาย ๆ
คนอีกด้วย นั่นก็คือ วรรณกรรมชุด ล่องไพร นั่นเอง 
หลายคนคงบอกว่าล่องไพร แล้วไง? มันก็ไม่แล้วไงหรอกเพียงแต่ที่ร้านนี้
“มีครบทุกเล่ม” เท่านั้นเอง……

สิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกสะดุดตามากที่สุดในร้านนี้คือ
โต๊ะอ่านหนังสือกลางร้าน ที่อยู่ใกล้กับโต๊ะอาหาร ที่ว่าสะดุดตาเพราะ จะเรียกว่าโต๊ะก็ไม่เชิง
เพราะมีชั้นวางหนังสือด้วย ฉันเองก็เรียกมันไม่ถูกเหมือนกัน ให้ลองนึกภาพห้องสมุดใหญ่
ๆ แล้วมีจุดนั่งอ่านหนังสือที่มีหนังสือวางอยู่บนหัวนั่นล่ะ ใช่เลย
หนังสือที่อยู่บนโต๊ะชั้นหนังสือนี้ (ฉันเรียกมันแบบนั้น
เพราะฉันเห็นมันเป็นแบบนั้น) มีหลายเล่มที่ทำให้ฉันเห็นแล้ว “โอ เจ๋ง”
งานแปลของนักเขียนระดับโลกอย่างงานของ ลีโอ ตอลสตอย ก็อยู่บนนั้นด้วย


ละจากจุดอ่านหนังสือกลางร้าน
ฉันก็เดินต่อเข้าไปที่ด้านในของร้าน เป็นมุม ๆ หนึ่ง เจอกับชั้นวางหนังสือล้อมรอบ
บรรยากาศตรงบริเวณนั้นเลยจะดูเงียบ ๆ ดูเป็นส่วนตัวขึ้นมาทันที
ในบริเวณนี้จะเป็นโซนที่จัดวางหนังสือเด็ก หนังสือนิทาน และหนังสือต่าง ๆ
ที่เหมาะกับเด็กและเยาวชน มองขึ้นไปบนชั้นวางหนังสือจะเจอป้ายไม้ใหญ่ ๆ
ที่ดูขลังและเก่าแก่ เขียนตัวหนังสือสีทองใหญ่โตชัดเจนว่า “ศึกษิตสยาม”
อารมณ์ตอนนี้ฉันกำลังรู้สึกเหมือนกำลังมองดูคุณปู่ป้ายไม้ที่กำลังนั่งอบรมเด็ก ๆ
ที่เป็นหนังสือนิทานอย่างไรอย่างนั้นเลย ฮ่า ๆ


ฉันใช้เวลาสำรวจหนังสือและบรรยากาศร้านศึกษิตสยามอยู่พักใหญ่
ก็ได้ยินเสียงเรียก “อาหารมาแล้วค่า”

อ่า…ถึงเวลาแล้วสินะที่เราจะได้ลิ้มรสฝีมือการทำอาหารของผู้จัดการฝ่ายขายของเคล็ดไทย

เราใช้เวลาในการทานอาหารไม่นานนัก
แล้วก็ได้ข้อสรุปสำหรับอาหารในร้านหนังสือแห่งนี้ว่า “อร่อย”
ไม่ผิดหวังเลยสักนิดกับรสชาติอาหาร 
อีกทั้งยังราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อ
ดังนั้นสำหรับการทานข้าวในร้านหนังสือครั้งนี้ ฉันให้ผ่านได้ไม่ยาก

อ้อ
นอกจากอาหารแล้ว ร้านศึกษิตสยามมีไอศกรีมแท่งหลากรสให้ลองกันด้วยนะ เช่น รสชาไทย
รสทุเรียน รสลอดช่อง และอีกหลายรสที่กินแล้วจะต้องนึกถึงรถเข็นขายไอศกรีมสมัยโบราณแน่นอน
แต่….ฉันไม่ได้ลองชิมหรอกนะ….แหะ ๆ

หลังจากให้อาหารกระเพาะกันไปแล้ว
เราจึงเริ่มประชุมทีมกองบรรณาธิการกัน การประชุมค่อนข้างเคร่งเครียดพอสมควร
(สำหรับฉัน) ฉันต่อสู้กับความเครียด และความง่วง (ที่เริ่มก่อตัวหลังจากกินอิ่ม)  ได้สักพัก
เราหยุดการประชุมแล้วพากันวิ่งออกไปหน้าร้าน
ไม่ได้วิ่งออกไปกายบริหารยืดเส้นยืดสายคลายง่วงอะไรหรอก แต่เราวิ่งไป เพราะขบวนแห่เทียนพรรษาสวยงามคณะใหญ่ของน้อง
ๆ โรงเรียนวัดราชบพิธฯ เคลื่อนผ่านมาพอดี ฉันรู้สึกตื่นเต้นกับเสียงกลองและขบวนแห่นะ
แต่ไม่เท่ากับการที่มีน้องนักเรียนคนหนึ่งเดินถือบาตรพระมากับขบวนแห่นั้น
ฉันยื่นแบงค์จำนวนหนึ่งใส่ลงในบาตรนั้นเพื่อร่วมทำบุญกับน้อง ๆ
ในใจก็พลางอธิษฐานว่า “ขอให้ บก. ของหนูลืมเรื่องที่จะบ่นหนูทีเถอะค่า
เพี้ยง”…….

เราใช้เวลาอยู่ในร้านศึกษิตสยามราว
ๆ เกือบ
3 ชั่วโมง ฉันว่ากำลังดีนะ
ถ้าให้ฉันให้คะแนนร้านหนังสือที่ขายอาหารด้วยแห่งนี้ ฉันให้คะแนน
8.5 เต็ม 10
นะ
เพราะด้วยบรรยากาศในแบบที่ให้กลิ่นไอความเก่าแก่ ความวินเทจ
ที่ได้รับจากบรรยากาศรอบข้างที่เป็นถนนเส้นเก่า ตึกเก่า มันทำให้ฉันผู้ชอบในความโบราณชื่นชมร้านนี้ได้ไม่ยาก
ส่วนคะแนนที่หักไปคงเป็นเพราะการเดินทางจากบ้านของฉันมาที่นี่ค่อนข้างไกล
และหากคนไม่แม่นเส้นทางอาจจะหาตำแหน่งร้านยากไปสักนิด และที่สำคัญวันนี้ฉันโดน บก.
ดุฝากกลับบ้านไปหลายกระบุงโกย ฮ่า

มาเถอะ
ลองมานั่งหาอาหารสมอง หาอาหารกระเพาะกันที่ศึกษิตสยามแห่งนี้เถอะ เชื่อสิ
ยังมีอีกหลายอย่างเลยที่หลายคนเห็นแล้วจะต้องร้อง “ว้าววว”  มาเถอะนะ มาเยือนย่านเก่านี้สักครั้ง
มาเยือนร้านหนังสือศึกษิตสยามสักหน แล้วจะได้อะไรกลับไปให้รู้สึกอิ่มใจไปได้อีกหลายวันแน่นอน

By นางสาว ร็อคกบฏ 

ร้านศึกษิตสยาม
ที่อยู่ : 11​3 ถนนเฟื่องนคร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ไทย
 เบอร์โทรศัพท์ :

เปิดตัวหนังสือ และ E-book คุณย่าติดไลน์ คุณยายติดเฟซ

“วรรณกรรมโลกใสวัยสวยเพื่อคนสูงวัย”กว่าจะเป็น
คุณย่าติดไลน์ คุณยายติดเฟซ  โดย ชมัยภร  แสงกระจ่าง 
สุวรรณา เกรียงไกรเพ็ชร์  นรีภพ
สวัสดิรักษ์  ดำเนินรายการโดย จรูญพร
ปรปักษ์ประลัย


จรูญพร : ทำไมถึงหยิบเรื่องของเทคโนโลยี ทั้งเฟซบุ๊กและไลน์ หรือสื่อออนไลน์อื่น ๆ
มาเป็นประเด็นของนวนิยายเล่มนี้

ชมัยภร : เราเป็นคนที่เล่นไลน์ เล่นเฟซ ทีหลังอาจารย์สุวรรณา
เกรียงไกรเพ็ชร์ อาจารย์จะเทคโนโลยีก้าวหน้ามาก
ตอนที่อาจารย์เขียนอีเมลมาหาสมัยที่อาจารย์อยู่ญี่ปุ่น มีความรู้สึกไม่สบายใจเลย
อ่านแล้วมันรู้สึกไม่เหมือนจดหมาย มันไม่ใช่จดหมาย เราจะไปเก็บมันไว้ที่ไหน
เราจะทำอย่างไรให้มันออกมาเป็นสัญลักษณ์ว่ามันมาจากอาจารย์มาถึงเราได้
รู้สึกหงุดหงิดมากว่า อ่านไปก็ ฉบับนี้มันสั้นไปนะ เราคิดแบบนั้น
แต่ว่าหลังจากที่เทคโนโลยีทั้งหลายมันก้าวเข้ามาจนติดตัวเรา เราไม่มีทางเลือก
เราก็บอกลูกว่า เราจะเริ่มแล้วนะ ทุกคนก็มาช่วยกัน ใช้คอมพิวเตอร์ครั้งแรก
ลูกต้องคอยฟังเสียงแม่ตลอดเวลา เพราะว่าจะมีเสียงเรียกโวยวายว่า “ช่วยด้วย ๆ
ไปไหนหมดแล้ว” มีอยู่ครั้งหนึ่ง ทำไป
9 หน้า
แล้วก็ปิดพร้อม ๆ กับบันทึก (
save)
แล้วมันก็หายวับไปเลย เพราะมันปิดไปด้วย มันก็เลยไม่บันทึก ก็ตะโกนเรียกลูก
“ช่วยด้วย ๆ เร็ว ๆ มันหายไปหมดเลย” ลูกชายก็ทำเสียงเย็นๆว่า “แบ็ค ๆ”
จะทำได้ยังไง ก็บอกไปว่า แม่ไม่รู้ แม่ทำพร้อมกันหมดเลย ลูกก็บอกว่า “ไม่ยาก ๆ
เขียนใหม่เลย เพิ่งทำไม่ใช่เหรอแม่ ก็ทำใหม่เลย เร็วกว่าไปหาอีก” เราก็เรียนรู้ว่า
การใช้คอมพิวเตอร์ต้องพึ่งตนเอง เราอย่าไปพึ่งคนอื่นมาก
วิธีที่ดีที่สุดก็คือไปหาคนที่ไม่ใช่ลูก คือเวลาเราใช้เครื่องแล้วมีปัญหา
เราจะโทรไปหาน้องที่เป็นนักเขียน น้องเขาก็จะเกรงใจเรามาก เขาก็จะบอกว่า
อาจารย์กดตรงนี้นะ  ตรงนั้นนะ
ก็สำเร็จอยู่หลายครั้ง จนเราต้องบอกเขาว่า ขอโทษนะที่รบกวนบ่อยๆ จริง ๆ ลูกก็รู้
แต่ลูกสอนแม่ไม่ได้ น้องนักเขียนตอบว่า ไม่เป็นไรครับผมเข้าใจดี
เพราะว่าผมก็สอนแม่ผมไม่ได้ ของแบบนี้มันเข้ามาตลอดเวลา
แล้วจะไม่ให้เขียนได้อย่างไร ชมัยภรได้ชื่อว่าอะไรที่อยู่รอบตัวก็เขียน
อะไรที่อยู่ใกล้ตัวก็เขียน หมู หมา กา ไก่ ที่บ้าน ก็ไปเป็นตัวละครไปตาม ๆ กัน
เพราะฉะนั้นแค่เรื่องออนไลน์ที่เราทำได้บ้างไม่ได้บ้างทำไมเราจะไม่เป็น
เกมก็เข้าไปอยู่ตั้งแต่เรื่องในเวิ้งฟ้าอันไพศาล ก็เอาของพวกนี้มารวมกันไว้
แล้วมีความรู้สึกว่ามันกำลังเป็นปัญหา แต่ตอนนั้นยังไม่ได้คิดจะเขียน
วันที่คิดจะเขียนคือวันที่ขึ้นพูดบนเวทีกับน้องคนหนึ่ง คือเขามีลูกเล็ก
ลูกเขาอยู่ชั้น ป.
1 ป.2 เขาบอกว่า “พี่หนูมีความรู้สึกว่า แม่ของหนูตอนนี้เขารักหลานน้อยลง
เขาสนใจหลานน้อยลง เพราะเขามีไอแผ็ด” พอเขาพูดเราก็จับประเด็นได้เลยว่า
มันคือสิ่งที่มันเกิดขึ้นจริง ๆ  และเมื่อมันเกิดขึ้น
เราถามตัวเราเองว่า คุณย่าคุณยายที่เล่นเกมเขาจะกลับมาไหม เราจะปลุกอย่างไรให้ประเด็นนี้มันเกิดขึ้นมาได้
พอมีเรื่องที่เราเอามาเข้าประเด็นได้เราก็เปิดเรื่องได้ วิธีการผูกเรื่อง
ให้มีเด็ก ให้มีลูกชายอะไรแบบนี้ก็เป็นวิธีที่ทำอยู่เป็นประจำ เรื่องคุณย่าติดไลน์
คุณยายติดเฟซ  ตอนที่ลงสกุลไทยมันยับเยินซึ่งคุณนรีภพอาจไม่เห็น
เพราะมันถูกเกลาไปแล้วด้วยฝีมือลูก มันจะมีอะไรที่ตก ๆ หล่น ๆ เขาก็จะเกลาให้
เพราะฉะนั้นที่เห็นรวมเล่มก็จะเรียบร้อยขึ้นมาก ส่วนที่เป็นองค์ประกอบรายละเอียด
ก็จะเป็นหน้าที่ของบรรณาธิการ อ.สุวรรณา เกรียงไกรเพ็ชร์  ขอเรียกว่าเป็นบรรณาธิการส่วนตัว คุณนรีภพ สวัสดิรักษ์
จะเป็นบรรณาธิการจริง ๆ หมายถึงว่าเป็นบรรณาธิการที่อ่านตอนลงสกุลไทย แต่ว่า
อ.สุวรรณานี่อ่านตลอดชีวิต คือมีเรื่องอะไร อ. ก็จะอ่านทะลุหมด
เพราะว่าได้อ่านต้นฉบับก่อนด้วยในบางเรื่อง แต่คุณย่าติดไลน์ คุณยายติดเฟซ อ.
ได้อ่านจากสกุลไทย

จรูญพร : คุณนรีภพในฐานะที่เป็นบรรณาธิการ หลังจากที่ได้อ่านคุณย่าติดไลน์
คุณยายติดเฟซแล้วเป็นอย่างไรบ้าง

นรีภพ : ในส่วนของวรรณกรรมคนสูงวัยของคุณชมัยภร
ที่เริ่มตั้งแต่ อาม่าบนคอนโด มาจน สุภาพบุรุษสุดลำบากส์ส์ส์ จนมาถึงคุณย่าติดไลน์
 คุณยายติดเฟซ
ก่อนอื่นจะขอพูดถึงคุณย่าติดไลน์  คุณยายติดเฟซ
ที่เริ่มลงเมื่อปี
2557 ช่วงนั้นกระแสของโลกโซเชี่ยลกำลังเริ่มแรงมาก
ก็คุยกับคุณชมัยภรว่า
เดี๋ยวนี้กระแสของโลกโซเชี่ยลกับคอมพิวเตอร์เริ่มมีคนใช้กันมาก
ตั้งแต่เด็กไปจนถึงคน
70 80 เราน่าจะมีนวนิยายเกี่ยวกับทำนองนี้
ก็เกริ่น ๆ ไว้กับคุณชมัยภร แล้วหลังจากนั้นไม่นาน คุณชมัยภรก็โทรมาบอกว่า
คิดได้แล้วว่าจะเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ คิดชื่อเรื่องได้แล้ว เรื่องคุณย่าติดไลน์
คุณยายติดเฟซ  ก็เล่าให้กองบรรณาธิการฟัง
ทุกคนก็กรี๊ดกันใหญ่ ชื่อเรื่องคือโดนใจมาก หลังจากนั้นไม่นานเราก็ได้รับต้นฉบับ
ซึ่งคุณชมัยภรส่วนใหญ่จะส่งมาทีละ
4 ตอน อ่านตอนแรกทีละ
4-5 ตอน เราอาจจะไม่เห็นอะไรมาก
พอมาอ่านตอนรวมเล่มอีกครั้ง  คุณย่าติดไลน์คุณยายติดเฟซ
ให้หลายอารมณ์กับเรามาก ให้ภาพหลายภาพ
อย่างแรกก็คือกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของคนแต่ละวัย 
โดยเฉพาะเรื่องที่ว่าเราจะดูแลคนสูงวัยที่อยู่ร่วมกับเราอย่างไร
ตัวเอกของเรื่องนี้คือคุณย่าเทวีที่มีหลานสาวชื่อน้ำอุ่น เด็กวัย
9 ขวบ อยู่ ป.3 แล้วก็มีตัวเชื่อมอีกคนหนึ่งก็คือพี่สมศักดิ์เป็นผู้ที่มาดูแลคุณย่า
เป็นผู้ที่ทำให้มีสีสันของเรื่อง
ขณะเดียวกันพี่สมศักดิ์ก็เป็นตัวที่มาประสานเรื่องราวต่าง ๆ ระหว่างคุณย่ากับคุณพ่อของน้ำอุ่น
เรื่องราวที่ผูกไว้คือคุณย่ามาอยู่ที่บ้านของน้ำอุ่น เพราะว่าคุณปู่เสีย
คุณพ่อของน้ำอุ่นก็กลัวคุณย่าจะเหงาเลยซื้อไอแผ็ดให้
คุณย่าก็เริ่มที่จะเล่นไอแผ็ดโดยมีหลานน้ำอุ่นมาช่วย ตรงนี้เป็นจุด ๆ หนึ่งที่เรามองเห็นว่า
คุณพ่อเขาฉลาด เพราะแทนที่เขาจะมาสอนเอง แต่เขาให้เด็ก
9 ขวบเข้ามาแทนเพื่อให้คนสองวัยได้เชื่อความสัมพันธ์กันแล้วก็เกิดกระบวนการเรียนรู้กันและกัน

จรูญพร : อ.สุวรรณาในฐานะที่เป็นบรรณาธิการส่วนตัวตามที่คุณชมัยภรบอก
จากที่คุณชมัยภรเขียนเรื่องคนสูงวัยมา อ. เห็นอะไรบ้างในงานเขียนของคุณชมัยภรเกี่ยวกับเรื่องนี้

อ.สุวรรณา : คุณชมัยภรเขียนนิยาย
จะมีนวนิยายเยาวชนอยู่หลายเรื่อง ซึ่งนวนิยายเยาวชนจะเป็นบุคลิกของคุณชมัยภรมาตลอด
เพราะว่าคุณชมัยภรจะเป็นนักเขียนที่เขียนระดับเดียวกับสายตาผู้อ่าน
คือไม่ได้มองขึ้นไปสูงส่ง อุดมการณ์ล้ำเลิศเหมือนหนังสือระดับโลก
และขณะเดียวกันก็ไม่ได้มองลงมาที่ผู้คนทุกข์ยากชนิดที่ชีวิตรันทดมาก
แต่ว่ามองในสายตาระดับคนทั่ว ๆ ไป
เพราะฉะนั้นเรื่องของคุณชมัยภรจึงเป็นเรื่องของครอบครัว เรื่องของผู้คนมันก็จะมองเห็นผู้คนทั้งหลายรอบ
ๆ ตัว พอมาเป็นนวนิยายเยาวชนมันก็เข้ามาอยู่กับตัวละครแล้ว คือสองรุ่นจริง ๆ
ตัวละครรุ่นกลางมักจะเป็นตัวเชื่อมบท เสริมบทตรงกลาง
เมื่อก่อนคุณชมัยภรเขียนตัวละครเด็กได้ค่อนข้างเป็นเด็ก
มาตอนหลังตัวละครเด็กของคุณชมัยภรจะฝืนวัยขึ้น
คือจะบอกว่าตัวละครเด็กมีสถานภาพเป็นผู้เล่าเรื่องมีความสำคัญมาก
เพราะว่าคุณชมัยภรจะติดใจกับตัวละครที่เป็นเด็กกับคนแก่มานาน
เรื่องของตัวละครเป็นเรื่องที่น่าสนใจ
ลองย้อนกลับไปดูตัวละครที่มีชีวิตชีวาที่สุดของคุณชมัยภรคือเด็ก
ซึ่งเมื่อก่อนเขียนได้เป็นเด็กจริง ๆ
แต่เดี๋ยวนี้ตัวละครเด็กจะมีความเป็นผู้ใหญ่ชนิดที่เขาเรียกว่า แก่แดด ซึ่งนั่นจริง
ๆ คือตัวคุณชมัยภร คือตัวละครที่เล่านั่นคือตัวผู้เขียน จริง ๆ แล้วเรื่องในระยะหลังที่เป็นตัวละครเด็กของคุณชมัยภรก็คือตัวคุณชมัยภร
อย่างเช่นตัวแงซาย จากสุภาพบุรุษสุดลำบากส์ส์ส์
จะพบว่าตัวแงซายไม่ค่อยลงไปในอารมณ์จริง ๆเหมือนน้ำอุ่น
เพราะว่าน้ำอุ่นมีความเป็นธรรมชาติของเด็กผู้หญิงในอดีตส่วนหนึ่งของคุณชมัยภร
รวมไปถึงบาทของคุณย่า ของแม่ ที่รวมอยู่ในตัวของน้ำอุ่นเยอะ
ตัวละครเด็กของคุณชมัยภรเป็นตัวละครของผู้เล่า เพราะฉะนั้นความเป็นนวนิยายเยาวชนจะค่อนข้างชัดเจน
แต่ไม่ได้แปลว่าเวลาที่เขียนนวนิยายเยาวชน จะต้องเอาตัวละครเด็กมาเล่า
มันออกมาเองที่ผู้เขียนมีความสนใจตัวละครเด็กมานาน
ตัวละครโชคจากอาม่าบนคอนโดนี่น่าสนใจมาก เป็นตัวละครเด็กผู้ชายที่สมบูรณ์แบบมาก
มันทำให้คุณย่าติดไลน์ คุณยายติดเฟซ ไม่ไปทาบหรือไม่ไปลอกเลียนแบบของเรื่องอื่น ๆ ที่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับคนแก่
เรื่องของครอบครัว โชคน่าสนใจตรงที่เป็นวัยรุ่นจริง ๆ
มีความประพฤติที่มีความขัดแย้งสูงมาก
ซึ่งความขัดแย้งแบบอาม่าบนคอนโดมันทำให้สะท้อนสังคมไปอีกแบบหนึ่ง แต่คุณย่าติดไลน์
คุณยายติดเฟซ จะเป็นความขัดแย้งแบนิ่ม ๆ ระหว่างเด็กผู้หญิงกับคุณย่า แม้ว่าจะมีตัวละครอีกคู่หนึ่งคือคุณตากับเรียว
ก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์เด่นชัด
เพราะว่าคุณตาไปทำอุบัติเหตุให้เกิดขึ้นแก่ชีวิตของเรียว
ก็เลยต้องรับเรียวมาเลี้ยงก็เป็นความสัมพันธ์ในฐานะอุปถัมภ์ คุณชมัยภรไม่เคยอุปถัมภ์ใครแบบนั้น
เพราะฉะนั้นถ้ามองว่านักเขียนเขียนจากเรื่องรอบตัวหรือเปล่าก็อาจจะมีส่วน
แต่ก็ไม่ใช่นักเขียนเขาจะมีตาอีกดวงหนึ่งซึ่งเขาจะมองเห็นอะไรบางอย่างที่ถึงแม้ไม่ได้เกิดกับเขาหรือเขาไม่ได้ทำ
เขาก็สามารถจะรับเอาสิ่งเหล่านั้นจากรอบข้างมาได้
แต่เผอิญในเรื่องนี้คุณตากับเรียวไม่ใช่ตัวเอกเพียงแต่เป็นตัวเชื่อมบาทอีกอย่างก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์เด่นชัด
งานเขียนของคุณชมัยภรจนมาถึงคุณย่าติดไลน์ คุณยายติดเฟซ เป็นเรื่องที่มีพัฒนาการ
ไม่ใช่แค่นวนิยายเยาวชนชุด
หรือนวนิยายเยาวชนที่ผู้เขียนเขียนแบบนิทานอีสปที่รู้ชัดเจนว่าจะลงกรอบเรื่องอย่างไร
มันมีปมขัดแย้งข้างในของตัวเอง มีลีลา มีตัวละครที่ต่างออกไป ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งที่เป็นตัวแกนของเรื่อง
พล็อตเรื่องที่เกี่ยวกับครอบครัว เรื่องของคนต่างวัย หรือเป็นเรื่องของตัวละคร
งานเขียนของคุณชมัยภรมีพัฒนาการ เรื่องของไอทีที่เข้ามามันเป็นกลไกที่ทำให้เดินเรื่อง
แต่จริง ๆ แล้วปมขัดแย้งมันก็คือเรื่องความสัมพันธ์ของครอบครัว
ซึ่งในเรื่องนี้อาจจะดูอ่อนโยนหน่อย แต่ก็ไม่ขาดสีสัน

จรูญพร : นอกจากประเด็นที่ทั้งสามท่านกล่าวมายังมีอีกประเด็นหนึ่งที่เป็นภาวะสังคม
คือประเด็นสังคมผู้สูงอายุ เมื่อมีผู้สูงอายุในจำนวนมาก
เรื่องราวหรือการเขียนที่มีผู้สูงอายุจำเป็นไหมที่ต้องมีเยอะขึ้น
เพื่อที่จะทำให้เกิดความเข้าอกเข้าใจในคนที่เป็นผู้สูงอายุ
และการอยู่ร่วมกับผู้สูงอายุในภาวะที่สังคมเปลี่ยนไป

ชมัยภร : มันจะมีเยอะหรือไม่มีเยอะก็ได้
มันเป็นไปตามธรรมชาติ ทุกวันนี้เวลาไปไหนมาไหน จะเห็นคนแก่ที่จูงมือกันไปกินข้าว
หรือว่าเป็นพี่น้องกัน หรือเป็นคู่สามีภรรยากัน
เรารู้เลยว่าสังคมเต็มไปด้วยคนสูงอายุ 
มันไม่ใช่ว่าเราจะเขียนแล้วให้ไปตรงกับคนสูงอายุ
แต่คนสูงอายุเหล่านี้เขาไม่ใช่แค่เดินไปกินข้าว แต่เขาต้องทำอะไรในชีวิตด้วย
เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายที่เป็นผู้สูงวัยถึงเวลาแล้วที่ต้องถ่ายทอดประสบการณ์
ถ่ายทอดเพื่อคลี่คลายตัวเอง และในขณะเดียวกันก็คลี่คลายคนอื่นด้วย เราจะบอกหลาย ๆ คนเวลาที่ไปอบรมงานเขียนว่า
เราอยากให้เขาเล่าประสบการณ์ ยิ่งสูงอายุมาก ๆ ประสบการณ์ชีวิตมันต้องเข้มข้น
แต่หลายคนก็จะมองว่าเราไม่เห็นมีประสบการณ์อะไรเลย เวลาไปอบรมก็จะกระตุ้น จะถาม
ถามไปถามปรากฏว่าแต่ละคนไม่เหมือนกันเลย และมีแบบชนิดที่เรียกว่า
เราเป็นผู้ที่ได้ยินอย่างเดียวเราเขียนไม่ได้ เขาต้องเขียนเอง
ถ้าเขาเขียนเองมันก็จะทำให้เขารู้สึกดี แต่มีวิธีเล่าหน่อย
ทำอย่างไรให้เขาเล่าแล้วมันน่าสนใจ และมันเป็นประโยชน์ต่อตัวเขาเองเป็นอันดับแรก
และเป็นประโยชน์ต้อสังคมเป็นอันดับสอง แค่ได้สื่อสารออกไปมันก็มีความหมายแล้ว
กรณีที่มีคนสูงอายุมากขึ้นมองว่างานเขียนก็น่าจะไปช่วยคนสูงอายุเหล่านั้นในด้านใดด้านหนึ่งเท่าที่จะช่วยได้
ไม่ได้หมายความว่าเขาจะต้องมานั่งอ่านหนังสือ เพราะคนแก่ทั้งหลายตาจะเริ่มมีปัญหา
จะให้มาอ่านหนังสือนานๆ หรืออ่านหนังสือตอนกลางคืนก็มองไม่เห็นแล้ว
แต่เขายังมีปะสบการณ์ที่ยังอยู่ และประสบการณ์เหล่านั้นเหมาะที่จะถ่ายทอด
เหมาะที่จะเล่า การเล่าของผู้มีประสบการณ์ไม่ไ

ด้แปลว่าตัวเขาต้องเป็นคนเล่าเองตลอด
เขาอาจจะเป็นเพียงแค่กระตุ้นข้าง ๆ ลูกหลาน หรือคนหนุ่มสาวเป็นคนเขียนก็ยังได้
เพราะฉะนั้นมันมีหลายกลวิธีที่เราจะนำเสนอสิ่งเหล่านี้ออกมาในสังคมคนสูงวัย


จรูญพร : คุณย่าติดไลน์ คุณยายติดเฟซ ในความตั้งใจแรก ตั้งใจจะเขียนให้ใครอ่าน

ชมัยภร : ตั้งใจเขียนให้คนในสังคมออนไลน์ จริง ๆ คือทุกคน
จะบอกว่าให้คนแก่อ่านก็ไม่แน่ใจว่าคนแก่อ่านแล้วจะมีความสุข
แต่ที่รู้แน่คือถ้าเราอ่านผ่านคนแก่คือคุณย่าจะไม่สนุก
อาม่าบนคอนโดตอนที่เลือกเล่าผ่านโชค ก็เลือกนานเพราะว่าถ้าเราเลือกไปเล่าผ่านคนแก่
มันก็คงแห้งแล้งสำหรับคนอ่าน เราก็ถามตัวเองว่าถ้าเราจะเขียนเรื่องอาม่าเฉย ๆ มันก็คือการเล่าเรื่องคนแก่ที่ไม่สบาย
แต่ถ้าเล่าเรื่องแค่คนแก่ไม่สบายมันก็เป็นสารคดี ถ้าเล่าผ่านโชคที่เป็นวัยรุ่น
เรารู้สึกเลยว่ามันมีชีวิตชีวา
ในขณะเดียวกันก็ต้องดูเรื่องก่อนหน้านั้นว่าเราเล่าผ่านใคร
ถ้ามันใกล้กันมากตัวละครมันจะไปสวมกันโดยอัตโนมัติ
เพราะก่อนหน้านั้นคือคุณยายหวานซ่าส์ที่ตัวละครเป็นวัยรุ่นผู้หญิง
พอมาเป็นอาม่าบนคอนโดก็เลยเป็นโชค จริง ๆ อยากเล่าเรื่องคนแก่นั่นแหละ
แต่เล่าผ่านตัวละครเด็ก เพื่อให้มันมีชีวิตชีวา มีสีสัน มันเป็นความหวัง
เล่าผ่านคนแก่มันไม่เป็นความหวัง  ถ้าเราจะเขียนให้มันเป็นวรรณกรรมที่มีกำลังใจมันต้องมีเด็ก
คุณปู่คุณย่าทั้งหลายของเราเลยต้องมีกำลังใจเป็นเด็ก

จรูญพร : หลังจากลงในนิตยสารสกุลไทยกระแสตอบรับจากผู้อ่านเป็นอย่างไรบ้าง

นรีภพ : ตอนที่ลงไปได้สักระยะ
นักเขียนจะตอบจดหมายผู้อ่าน โดยจะมีเสียงมาจากอีเมลมาบ้าง โทรศัพท์มาบ้าง
จดหมายมาบ้างว่า คุณชมัยภรเขียนเรื่องทันสมัยมาก และเรื่องนี้ให้อะไรหลาย ๆ อย่างกับเขา
แต่เสียงส่วนใหญ่บอกว่าสนุกมาก เขียนเรื่องได้เข้ากับยุคสมัยมาก คุณย่าติดไลน์
คุณยายติดเฟซ เราจะเห็นภาพ ภาพทั้งกระบวนการที่เราจะอยู่ร่วมกับคนสูงวัยอย่างไร
เห็นภาพของการเลี้ยงดูบุตรหลาน
เห็นภาพของการอยู่ในโลกโซเชี่ยลว่าเราควรจะอยู่อย่างไร อยู่ในโลกของความเป็นจริงอย่างไร
อยู่ในโลกของอินเตอร์เน็ตอย่างไร ใช้อย่างไร อยู่อย่างมั่นคงอย่างไร
ก็มีเสียงสะท้อนมาว่าเราได้อะไรจากเรื่องนี้บ้าง เรื่องของโซเชี่ยลก็เป็นกลไกที่สนุก
เป็นกลไกที่สอนว่าเราจะอยู่อย่างไร ใช้อย่างไร

 

 

 

จรูญพร : อย่างที่ อ. สุวรรณาบอกว่าทุกตัวละครมีความเป็นคุณชมัยภรอยู่ในนั้น
คือเป็นเรื่องปกติของการเล่าเรื่องใช่ไหม

อ.สุวรรณา : ตัวละครจะมีตัวคนเขียนไปแขวนไว้อยู่เสมอแล้วแต่ในช่วงของเหตุการณ์หรือบุคลิกนั้น
ๆ แต่เมื่อสักครู่ที่บอกไปนั้นคือผู้เล่า
เพราะผู้เล่าคือเสียงสำคัญที่เป็นเสียงพื้นฐาน ถ้าใครได้อ่านงานของคุณชมัยภร
ให้ลองหาตัวละครที่เขาไม่ตั้งใจจะเขียน 
เขาจะใส่ทุกอย่างแต่มัน เหมือนทำยำใหญ่ มีทุกอย่างอยู่ในนั้นแล้วมันอร่อย
ก็ประหลาดดี มันอะไรก็ได้ไม่ต้องเป็นตัวตามประเพณีพิธีกรรม
ตัวพี่สมศักดิ์เป็นตัวละครที่คนสมัยนี้เขาเรียกว่า ขโมยซีน คือเข้ามาอยู่ในทุกวาระ
ทุกโอกาส แล้วก็จะเป็นตัวที่คอยพลิกเรื่อง เป็นตัวที่ตบเรื่อง เข้ามาตลอด
ซึ่งเป็นความสามารถของคนเขียน ว่าจะสอดใส่เข้าไปตรงไหน สิ่งที่ทำให้นวนิยายมีชีวิตชีวาก็คือตัวละคร
บรรดาปมขัดแย้งอะไรพวกนั้นมันคาบลอยกันมาทั้งนั้น  เพราะฉะนั้นนวนิยายแต่ละเรื่องที่มันต่างกันก็คือตัวละครและพฤติกรรม

                ในฐานะที่เป็นคนรักการอ่านนวนิยายและเรื่องสั้นมาก
อยากบอกว่าอย่าอ่านแล้วพยายามแยกมันออกมาว่า ตรงนั้นเป็นอย่างนี้ ตรงนี้เป็นอย่างนั้น
มันรวมกันอยู่ทั้งหมดเหมือนชีวิตเราปกติ มันแทรกซึมไปอยู่เรื่อย ๆ
ก็เหมือนชีวิตในนิยาย

                การเปิดตัวหนังสือ                  คุณย่าติดไลน์ คุณยายติดเฟซ
ก็มีความรู้สึกยินดีมาก เพราะว่ามันแสดงถึงคุณภาพของผู้เขียน
ว่าเขายังรักษาคุณภาพในการที่จะมองชีวิต แล้วก็เสนอชีวิตออกอย่างที่เขาบอกว่ามันเป็นประสบการณ์
สิ่งที่เขาสะท้อนออกมาเหมือนตามประกาศเกียรติคุณศิลปินแห่งชาติที่บอกว่า
การมองโลกในแง่ดี การมองโลกในแง่มีความหวัง เป็นสิ่งสำคัญของงานคุณชมัยภร
ซึ่งก็อยากให้สิ่งนี้มันปรากฏ มันไม่ใช่ว่ามองโลกในแง่ดีเลิศ แต่ว่าให้มองโลกว่ามันคือธรรมชาติ
นี่มันคือสิ่งที่ชีวิตเราต้องเรียนรู้ คือการมีทัศนคติต่อชีวิต
มีแง่ที่ดีต่อผู้อื่น
มันก็เป็นสิ่งที่ผู้เขียนหรือเรื่องที่เราอ่านควรจะนำเสนอออกมาได้
แต่ไม่ใช่ว่าไม่พูดในแง่ที่มันเป็นความจริง ความจริง ความงาม
และความดีมันอยู่ด้วยกันตลอดเวลา มันไม่ได้แยกจากกัน สิ่งไหนที่เป็นเรื่องจริง
และเป็นเรื่องที่งาม มันก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่อยากจะฝากไว้ในโลกของหนังสือก็คือ
เราไม่จำเป็นที่จะต้องเขียนหนังสือที่มีแต่ความสุขของชีวิต
หรือว่าเขียนหนังสือที่มีเสียงหัวเราะความรื่นรมย์ตลอด สิ่งเหล่านี้มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต
นวนิยายเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้เราเห็นว่าชีวิตมันมาแล้วก็ผ่านไป
ก็ขอบคุณคุณชมัยภร ขอบคุณคุณนรีภพไว้ในที่นี้ด้วย ที่ขอบคุณก็เพราะว่าเรามีหนังสือดี
ๆ ให้อ่าน ขอบคุณโลกของหนังสือ แล้วก็ขอบคุณคนอ่าน

บทสัมภาษณ์ ชมัยภร แสงกระจ่าง จาก Mix Magazine

อาจไม่ใช่เรื่องยากหากใครสักคนจะสร้างสรรค์วรรณกรรมออกมาสักชิ้นหนึ่ง แต่คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะยืนอยู่บนเส้นทางนี้ไปตลอด หากไม่สามารถสร้างมาตรฐานผลงานให้สม่ำเสมอได้ก็แทบไม่มีความหมายอะไร และถ้านักเขียนเปรียบเสมือนนักวิ่งมาราธอน คุณชมัยภร แสงกระจ่าง ก็คงเป็นนักวิ่งระยะยาวผู้อดทนพิสูจน์ให้เห็นด้วยผลงานผ่านกาลเวลาต่อเนื่องหลายสิบปี

มีทั้งเรื่องสั้น นวนิยายบทวิจารณ์บทกวี สารคดี ฯลฯ ซึ่งเป็นที่มาของนามปากกาอันหลากหลาย อาทิ ชมจันทร์, นศินีวิทูธีรศานต์, ไพลิน รุ้งรัตน์, บัวแพน, นันทพิสัย แสนดาว,ชมัยภร แสงกระจ่าง และนี่เองคืออีกหนึ่งเหตุผลว่าทำไม รางวัลศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี พ.ศ.2557 สมควรเป็นของท่าน



คุณชมัยภรเกิดที่ตำบลท่าช้าง อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี โดยมีคุณแม่เป็นครูประชาบาล ส่วนคุณพ่อเคยเป็นครูประชาบาลเหมือนกัน แต่ภายหลังตัดสินใจลาออกมาเพื่อทำสวน เมื่อเทียบกับชาวบ้านในสมัยนั้นท่านทั้งสองท่านจึงถือว่ามีการศึกษาในหมู่บ้านพอสมควร



“คุณพ่อกับคุณแม่เป็นคนชอบอ่านหนังสือ ที่บ้านจึงมีหนังสืออยู่เยอะ เช่นนิยาย สารคดีบทความ บทกวี พอดิฉันอายุ 11-12 ปี ก็เริ่มอ่านหนังสือในบ้านทั้งหมด มันเหมือนกับว่าตัวหนังสือที่อ่านนั้นฝังอยู่ข้างในตัวตลอด เหตุการณ์ที่ทำให้ดิฉันชอบเรื่องของอักษร และบทกวี บางส่วนได้รับอิทธิพลมาจากคุณพ่อแต่ท่านอาจไม่รู้ตัว โดยปกติท่านชอบทำสวนพอตกเย็นมาก็ดื่มเหล้า หลังจากดื่มเหล้าเมื่อเห็นลูกสาว 3 คน ท่านก็นึกครึ้มท่องบทกลอนของสุนทรภู่ให้ลูกฟัง ‘ผู้ใดเกิดเป็นสตรีอันมีศักดิ์ บำรุงกายไว้ให้เป็นผล สงวนงามตามระบอบให้ชอบกล  จึงจะพ้นภัยพาลการนินทา เป็นสาวแซ่แร่รวยสวยสะอาด ก็หมายมาดเหมือนมณีอันมีค่า แม้แตกร้าวรานร่อยถอยราคา จะพลอยพาหอมหายจากกายนาง’ เท่าที่จำได้ยังมีอีกบทนึงที่ชอบมากคือ ‘ครืนครืนใช่ฟ้าร้อง เรียมครวญ หึ่งหึ่งใช่ลมหวน พี่ไห้ ฝนตกใช่ฝนนวล พี่ทอดใจนา ร้อนใช่ร้อนไฟไหม้ พี่ร้อนรนกาม’  พอฟังจบก็ชอบมากแล้วประหลาดใจว่าคุณพ่อมีอะไรแบบนี้ด้วยเหรอ

“ปกติที่บ้านจะรับหนังสือสัปดาห์วิจารณ์เป็นหนังสือประจำบ้าน เราก็ได้อ่านหนังสือพวกนี้เยอะ เวลาไปโรงเรียนก็ไปตะลุยอ่านหนังสือในห้องสมุดจนไม่เหลือ เรียกว่าเป็นนักอ่านตัวยงตั้งแต่สมัยนั้นเลยค่ะ นักเขียนในยุคนั้น
ที่ถือว่าอยู่ในดวงใจเลยคือ คุณสุนทร บุนนาค ท่านใช้ภาษาไพเราะมาก มีนิยายอยู่เรื่องหนึ่งที่ท่านเขียน ตัวละครเป็นนางเอกบอบบาง แล้วมีคุณยายเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็คิดไปเองว่าเหมือนตัวดิฉันทุกประการเลย ขาดไปเพียงข้อเดียวคือ นางเอกต้องไปเรียนคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อเป็นแบบนี้เลยถามคุณพ่อว่า อยากไปเรียนจุฬาฯ ท่านก็ขำออกมาแล้วบอกว่า ไปเรียนตัดเสื้อผ้าดีกว่าไหม ตรงนี้เองที่เป็นแรงผลักดันให้อยากเข้าเรียนที่นั่นเพื่อจะได้เหมือนกับตัวละคร

“เมื่อเรียนอยู่ชั้น มศ. 3 มีหนังสือชัยพฤกษ์ที่คุณพ่อรับประจำอยู่แล้ว ด้วยความที่อ่านเยอะแล้วอยากเขียนมากดิฉันก็ลองเขียนเรื่องส่งไป เป็นเรื่องราวง่ายๆ เกี่ยวกับเพื่อนที่อยู่ในโรงเรียน ปรากฏว่าได้รับการตีพิมพ์ก็ดีใจมาก เพราะว่าเป็นเรื่องสั้นเรื่องแรกของตัวเอง หลังจากนั้นพอคิดอะไรได้ก็เขียนเก็บเอาไว้ตลอดเลย 


“ดิฉันเริ่มเข้าใกล้สิ่งที่ฝันไว้คือการเดินตามชีวิตของตัวละคร เริ่มจากสอบเข้าได้ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เวลานั้นก็อ่านหนังสือในโรงเรียนอย่างสนุกสนาน เพราะเป็นห้องสมุดใหญ่มาก พออ่านหนังสือเยอะๆ มันก็เกิดความหลากหลายทั้งในเรื่องของวิชาการ และวรรณกรรม ด้วยความมุ่งมั่นดิฉันก็สอบเข้าได้ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เหมือนที่ตั้งใจเอาไว้ได้สำเร็จ อยู่ที่นั่นก็เริ่มเขียนกลอนทุกวัน อย่างน้อยวันละหนึ่งบท อยากบอกว่ากลอนมันคือพื้นฐานที่ดีมากของการเขียนหนังสือ เพราะว่ามันต้องอยู่ในสัมผัส เราต้องเลือกคำที่อยู่ในหัวของเราออกมาใช้ ถ้าเราอ่านน้อย คำที่มีให้เลือกใช้มันก็น้อย เพราะฉะนั้นจึงต้องหมั่นฝึกซ้อมเรื่องเหล่านี้เป็นประจำ 

“แต่ช่วงที่เรียนอยู่ตรงนั้นมันไม่ได้สวยหรูทั้งหมด เพราะมีการเรียนที่หนักมากถึงวันละ 8 ชั่วโมง คือเรียนตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น ความใฝ่ฝันว่าเราจะเป็นนิสิตมหาวิทยาลัยที่มีเวลาว่างก็จบลง แล้วอาจารย์จะให้เรียนแต่ตำราโบราณ ดิฉันก็คิดว่าทำไมให้ของแบบนี้ แล้วต้องอ่านหนังสือเยอะมากจนทำให้มีความรู้สึกว่าไม่น่าอ่านสักนิด” 

เมื่อก้าวเข้าสู่โลกของการทำงานจริง คุณชมัยภร ก็ต้องขอบคุณอาจารย์ที่ถ่ายทอดวิชามาให้เพราะถูกบ่มเพาะพื้นฐานด้านอักษรศาสตร์อย่างหนักหน่วง เมื่อเริ่มทำงานจริงจังจึงเป็นเรื่องไม่ยากเย็นนักที่จะสร้างผลงานคุณภาพ โดยมีผลงานทยอยออกมาสู่สาธารณะชน เช่น เขียนงานวิจารณ์รวมเรื่องสั้นและบทร้อยกรองชุด ความเงียบ ของสุชาติ  สวัสดิ์ศรี  เขียนวิจารณ์ในนิตยสารประชาชาติ เขียนงานเรื่องสั้น และบทกวี ฯลฯ ซึ่งเริ่มเป็นยอมรับในสมัยนั้นแล้ว ไม่นานนักคุณชมัยภรก็มีโอกาสเข้ารับราชการ ที่กองกลางสำนักเลขาฯ คณะรัฐมนตรี  สำนักนายกก็รัฐมนตรี ระหว่างที่ทำงานด้วยความปกติสุข ก็เหมือนโชคไม่เข้าข้างที่เธอต้องโดนคดีที่เกี่ยวกับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซึ่งตัวเองไม่ได้ก่อขึ้น แต่ก็ต้องติดร่างแหไปด้วยเป็นเหตุให้ต้องออกจากราชการ เป็นมรสุมชีวิตทำให้เป็นที่ทุกข์ใจอยู่นานหลายปี

“ตอนนั้นดิฉันเป็นข้าราชการระดับ 7 แล้ว พอเรารู้ว่าเกิดเรื่องขึ้นมันเหมือนการขับรถบนทางเรียบ อยู่ดีๆรถก็พลิกคว่ำตกเหว ถ้าคดีนี้ยาวนาน 26 ปี ดิฉันอยู่ในคดีถึง 23 ปีลองคิดดูว่ามันยาวนานขนาดไหน แต่เมื่อเจอเรื่องร้ายๆถ้าเรามัวแต่คิดลบตลอดเวลาชีวิตเราจะอยู่ไม่ได้ เพื่อนคนหนึ่งจึงพาดิฉันไปฟังธรรมมะกับคุณหมออมรา มลิลา แล้วท่านพูดว่า จงจำไว้นะว่า “อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นกับเรานั้นดีเสมอ” ดิฉันก็ย้อนถามท่านว่าถูกจับดำเนินคดีนี่นะคะ คุณหมอก็บอกว่าใช่ คำนี้มันก็ติดหูมาตลอดเลย 20 กว่าปี

“ถ้าดิฉันไม่เอาตัวเองออกจากตรงนั้น สิ่งดีๆ ในชีวิตมันจะหายไปเลย ก็ลองเอาคำจากที่คุณหมอพูดมามองดูเหตุการณ์ในแต่ละวันว่ามันเกิดอะไรที่ดีบ้าง เช่น เหตุการณ์ยื่นใบเสียภาษี ซึ่งไม่มีการเรียกให้ไปจ่าย พอนานวันเข้าก็เลยต้องเดินไปพบเอง เมื่อถามเจ้าหน้าที่ว่าทำไมไม่มีใบเสียภาษีมาที่บ้าน เขาตอบว่าทำไมไม่มาดูเอง ซึ่งถ้าเป็นเมื่อก่อนจะโกรธมาก ดิฉันก็คิดหามุมดีๆ ว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวดิฉันจะได้มีตัวละครแบบนี้สักตัวหนึ่ง พอคิดได้อย่างนั้นก็อารมณ์ดีขึ้นทันที ในระหว่างที่ต้องคดีก็เหมือนเป็นคนไม่ดีในสายตาคนอื่น มีอยู่ช่วงหนึ่งดิฉันไม่อยากออกงานสังคมเลย สามีก็บอกว่าไปเถอะไม่เห็นเป็นไรเลย ดิฉันบอกว่าเดี๋ยวคนเขาจะนินทาอย่างนั้นอย่างนี้ สามีตอบกลับว่าแล้วเราเป็นหรือเปล่าล่ะ ใช่แล้ว! เรารู้อยู่แก่ใจว่าไม่ได้เป็นแบบที่คนอื่นคิด อยากทำอะไรเราก็ทำไปเลยส่วนคนอื่นก็ไม่ต้องใส่ใจ”

เหมือนพลิกวิกฤตเป็นโอกาส คุณชมัยภรได้ถ่ายทอดความรู้สึกทุกข์ทนแต่มองโลกในแง่ดี นำมาจัดร้อยเรียงเรื่องราวเป็นตัวหนังสือแทน โดยหนังสือเล่มที่ท่านชื่นชอบเป็นพิเศษคือเรื่อง ขวัญสงฆ์ เป็นงานวรรณกรรมที่เขียนเป็นกลอนนิยาย ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากการไปฝึกสมาธิที่สวนโมก 

“เรื่องของขวัญสงฆ์เป็นเด็กกำพร้า ที่ถูกนำไปวางไว้ที่หน้าวัด โดยมีพระท่านเก็บไปเลี้ยงแล้วตั้งชื่อว่าขวัญสงฆ์ ระหว่างที่ขวัญสงฆ์เริ่มโต พระท่านจะสอนเรื่องธรรมะให้กับเด็กคนนี้ตลอด ตอนเขียนเรื่องนี้ดิฉันมีความสุขมาก เพราะมันเป็นส่วนผสมระหว่างความทุกข์ และธรรมะที่ทำให้เข้าใจชีวิตมากขึ้น


“ถ้าคุณมีความทุกข์คุณอ่านขวัญสงฆ์แล้วจะสนุก แต่ถ้าคุณทุกข์จริงๆ แล้วอยากได้คำตอบคุณต้องอ่าน “หยาดน้ำค้างพันปี” ซึ่งเป็นนวนิยายเกี่ยวกับคดีความ เป็นจินตนาการที่ดิฉันเอาอารมณ์ของเราใส่เข้าไป ตัวละครต้องถูกขึ้นศาล หมกมุ่นอยู่กับตัวเองโดยมีการปักคอสติสสีดำ เป็น 10 ปี คือเราเขียนเป็นเชิงสัญลักษณ์ จึงเหมือนเป็นคู่มือการก้าวออกจากความทุกข์ที่น่าสนใจ

“บางคนอาจคิดว่ามีแต่นิยายแนวชีวิตเหรอ แนวหวานโรแมติกก็มีค่ะ เช่น เรื่องจดหมายถึงดวงดาว ซึ่งถูกนำไปทำเป็นละครโทรทัศน์ สาเหตุที่มีนวนิยายรักโรแมนติกได้เพราะเขียนตอนอายุยังน้อย เรื่องนี้ตัวละคร 3 ตัวเป็นผู้หญิง พ่อแม่เสียชีวิตอยู่ได้เพราะเพื่อนบ้านซึ่งเป็นเพื่อนของพ่อมาชวยเลี้ยง คือสถาบันครอบครัวอาจไม่ได้อยู่แค่ญาติเราเท่านั้นยังมีคนอื่นที่มีน้ำใจด้วย

“พอเขียนนิยายแนวนี้ออกไปก็มีคนบอกว่าดิฉันเป็นนักเขียนโลกสวย แต่มันเป็นสิ่งที่เรารู้สึกว่าถ้าเราบ่มสิ่งที่ไม่ดีให้คนอ่านมันจะเป็นไฟร้อนที่ติดตัวเขาไป แล้วการเป็นนักเขียนต้องรับผิดชอบสังคมส่วนหนึ่งด้วย วรรณกรรมจึงเป็นศิลปะแขนงหนึ่งทำหน้าที่แก้ปัญหาในการดูแลจิตใจมนุษย์ มันสามารถเยียวยาบอบช้ำของใจมนุษย์ให้เข้าถึงตัวเองและผู้อื่นมากขึ้น สิ่งที่ดิฉันทำต่อไปคือเชื่อมั่นมากว่างานของเราไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อทุกคน 

“ดิฉันจึงเป็นห่วงสังคมปัจจุบัน เพราะคนรุ่นใหม่เกิดขึ้นมาจากสังคมที่บางครั้งฉาบฉวย เขารู้สึกว่าความไม่ดีผ่านเข้าไปเร็ว จนไม่มีเวลามาหาสาเหตุว่าเกิดจากอะไร ลองดูการทะเลาะกันในข่าวมีการฆ่ากันตาย บางสาเหตุมันง่ายมากที่เกิดเรื่องแบบนี้ เพราะขาดความยั้งคิดไม่ได้คิดถึงอนาคต”

นอกจากการทำงานที่ต้องคำนึงต่อสังคมส่วนรวมแล้ว เคล็ดลับการทำงานอย่างหนึ่งของคุณชมัยภรคือเรื่องวินัย เห็นได้จากการเขียนงานที่ยาวนานต่อเนื่องกว่า 20 ปี จากนิตยสารสกุลไทยและขวัญเรือน ซึ่งถือได้ว่าน้อยคนนักในประเทศไทยที่ทำได้แบบนี้

“เคล็ดลับจริงๆ ถ้าคือคุณหยุดเขียนคุณจะไม่มีรายได้(หัวเราะ) คือสกุลไทยเป็นหนังสือรายสัปดาห์ ถ้าคุณได้ลงมือเขียนไปแล้วคุณหยุดไม่ได้หรอก ดิฉันเขียนไปครั้งแรกก็ทำรวดเดียวเลย 19 ตอน เมื่อเขียนครั้งที่ 2 ก็ทำต่อเนื่องอีก 20 ตอน รวมเป็น 39 ตอน คราวนี้ก็ว่างเลย เพราะนิตยสารเขาจะทยอยลง แต่พอผ่านไปหลายปีมีบางครั้งที่ไม่สามารถเป็นแบบเดิมได้แล้ว มันกลายเป็นครั้งละ 4 – 5 ตอน พอนานเข้ามันก็กลายเป็นครั้งละ 2 ตอน ซึ่งต้องคอยหา
แง่มุมใหม่ๆ เพื่อไม่ให้งานเขียนหยุดอยู่ที่เดิม

“เหมือนเป็นความโชคดีที่ไอเดียของดิฉันไม่เคยตัน มีเพียงบางครั้งที่ไม่ได้ดั่งใจ เราก็ต้องมาเปลี่ยนกันใหม่ เพราะนักเขียนจะเป็นนักวิจารณ์อยู่ในตัวทุกคน เวลาที่เราคิดว่ามันไม่ดีก็ต้องพยายามทำใหม่ให้ได้ แต่ถ้าเขียนนวนิยายไม่ออกรู้สึกไม่โอเคกับงานที่ทำก็ใหัไปเขียนบทกวีก่อน แล้วไม่นานก็จะกลับมาเขียนได้เอง

“งานเขียนหรือเรื่องแต่งเป็นงานที่ทำได้ตลอดเวลา ไม่จำเป็นต้องทำเฉพาะหน้าคอมพิวเตอร์เท่านั้น คุณแค่เดินออกไปนอกบ้านก็มีนวนิยายในหัวได้ มันคือการทำตลอดเวลาทุกนาที พอสั่งสะสมเอาไว้มากๆ เมื่อมาถึงหน้าคอมพิวเตอร์ก็เขียนได้เลย หากนักเขียนบอกว่าไม่มีอารมณ์แสดงว่ายังบ่มไม่พอ บางคนอาจบอกว่ายังไม่ตกตะกอนจึงเขียนไม่ได้ แต่ถ้าตกตะกอนแล้วมีความอยากทำยังไงก็ทำได้

“แม้ว่ากาลเวลาจะผ่านไปมีเทคโนโลยีใหม่ๆ แทรกเข้ามา แต่เราก็ต้องตามโลกให้ทันปรับตัวให้เข้ากับสังคมให้ได้ ปัจจุบันดิฉันเริ่มเขียนงานใหม่ให้กับสกุลไทย เรื่องคุณย่าติดไลน์คุณยายติดเฟส มันมาจากตอนนี้มีไลน์เพื่อนๆ และกลุ่มต่างๆ เยอะ แล้วแต่ละคนก็มีเรื่องราวแปลกๆ ที่น่าสนใจ

“ซึ่งถือว่าเป็นข้อดีเวลาเขียนเป็นนิยายเด็กจะเข้าใจคนแก่มากขึ้น และคนแก่ก็เข้าใจเด็กมากขึ้น เหมือนที่ดิฉันลองหันมาเล่นเกมยังเข้าใจลูกเลยว่าเด็กติดเกมเขาคิดอย่างไร ลูกก็เข้าใจคนแก่อย่างเรามาคอยสอนให้เล่นแบบนั้นแบบนี้ มันเกิดกระบวนการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ดิฉันอยากบอกคนรุ่นใหม่ที่อยากเป็นนักเขียนด้วยว่า ต้องอ่านหนังสือให้เยอะ มันไม่มีทางที่จะเขียนได้โดยไม่ต้องอ่าน การอ่านมันเป็นการเรียนรู้ทั้งความชีวิตที่คนอื่นเขาถ่ายทอดมาแล้ว โดยมีกลวิธีในการเขียนซ่อนอยู่ ถ้าเราอ่านมาเรายิ่งมีกลวิธีมาก 

“ในขณะเดียวกันงานการเขียนคืองานศิลปะที่ออกมาจากใจคุณต้องหัดสังเกตใจตัวเองสังเกตภาวะอารมณ์ตัวเองให้ได้ ความจริงมันทำนองเดียวกับการปฏิบัติธรรมว่าจิตกำลังทำอะไร ถ้าคุณสามารถบรรยายได้คุณเข้าจะเข้าใจมนุษย์ถึงระดับคุณจะสุดยอดเลย” 

เกี่ยวกับชีวิตและผลงาน

ชมัยภร แสงกระจ่าง เป็นชื่อสกุลจริง ภายหลังได้เปลี่ยนสกุลเป็น บางคมบาง ตามสามีอีกครั้ง

ในขณะที่เรียนคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท่านเคยดำรงตำแหน่งประธานชมรมวรรณศิลป์

ท่านคือหนึ่งในผู้ร่วมจัดตั้งกลุ่มวรรณกรรมพินิจขึ้น เป็นการรวมตัวของชาววรรณศิลป์ จุฬาฯ 

นามปากกาไพลิน รุ้งรัตน์ ใช้เขียนบทวิจารณ์ประมาณ 17 ปี มีผลงานมากกว่า 500 ชิ้น

ผลงานหนังสือ วรรณพินิจ : กฤษณา อโศกสิน เป็นการรวมบทวิจารณ์ผลงานของกฤษณา อโศกสิน รวมเล่มเมื่อปี พ.ศ.2532 ภายหลังได้รับรางวัลชมเชยประเภทสารคดี จากการประกวดหนังสือประจำปี ของคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ 

หนังสือ บ้านหนังสือในหัวใจ ได้รับรางวัลชมเชย ประเภทสารคดีสำหรับเยาวชน ประจำปี พ.ศ.2533 

อ่านหนังสือเล่มนี้เถอะ…ที่รัก นวนิยายว่าด้วยเรื่องของนักอ่าน ได้รับรางวัลชมเชย ประเภทบันเทิงคดีสำหรับเยาวชนเมื่อ พ.ศ.2539

มิเหมือนแม้นอันใดเลย (บทกวี) ได้รางวัลชมเชย ประเภทบทกวี จากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ

เด็กหญิงแห่งกลางคืน (นวนิยายเยาวชน) ได้รางวัลชมเชย ประเภทบันเทิงคดีสำหรับเด็กอายุ 14 – 18 ปี จากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ พ.ศ.2548

นวนิยาย บ้านไร่เรือนตะวัน , หน้าต่างสีชมพู ประตูสีฟ้า กระท่อมแสงเงิน, รังนกบนปลายไม้ ฯลฯ ถูกนำมาสร้างเป็นละครโทรทัศน์



จาก : MIX MAGAZINE ISSUE.103

ประวัติ ชมัยภร แสงกระจ่าง

ชมัยภร แสงกระจ่าง หรือ ไพลิน รุ้งรัตน์ เกิดเมื่อปี ๒๔๙๓ ที่จังหวัดจันทบุรี จบการศึกษาชั้นประถมและชั้นมัธยมต้นที่จังหวัดจันทบุรี แล้วจึงมาที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพญาไท กรุงเทพฯ และสอบเข้าเรียนในคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี ๒๕๑๑ ในปี ๒๕๔๙ ได้รับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาภาษาไทย จากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์

เป็นคนสนใจการอ่านมาแต่เยาว์วัย เพราะแม่เป็นครู พ่อชอบเขียนกลอน สนใจการอ่านทั้งคู่ ในบ้านมีหนังสือนวนิยายและสารคดีเป็นจำนวนมาก เมื่อเรียนชั้น ม.ศ.๓ ได้ครูภาษาไทยกระตุ้นเร้าการอ่านการเขียน ทำให้หัดเขียนเรื่องสั้นไปลงชัยพฤกษ์ เมื่อเข้าเรียนคณะอักษรศาสตร์ สนใจกิจกรรมชมรมวรรณศิลป์ จุฬาฯ ได้ดำรงตำแหน่งประธานชมรมวรรณศิลป์ เมื่อเรียนชั้นปีที่ ๔ และในปีเดียวกันนั้นได้เรียนวิชาวรรณกรรมวิจารณ์กับอาจารย์ชลธิรา สัตยาวัฒนา ซึ่งเป็นผู้กระตุ้นให้ลงมือเขียนบทวิจารณ์ งานวิจารณ์ชิ้นแรกที่ได้ตีพิมพ์ในอนุสารวรรณศิลป์ จุฬาฯ คือ บทวิจารณ์รวมเรื่องสั้นและบทกวีชื่อ ความเงียบ ของสุชาติ สวัสดิ์ศรี

ต่อมาเมื่อเรียนจบหันมาสนใจการเขียนเรื่องสั้น เขียนไปลงสตรีสารได้สองสามเรื่อง อาจารย์ชลธิรา (สัตยาวัฒนา) กลัดอยู่ ก็ได้ชวนไปเขียนบทวิจารณ์ในนิตยสารประชาชาติรายสัปดาห์ ใช้ชื่อ ชมัยภร แสงกระจ่าง เขียนอยู่ประมาณ ๑ ปีก็เลิกเขียน ต่อมาได้ช่วยเขียนบทวิเคราะห์ให้ชมรมวรรณศิลป์ จุฬาฯ ในการจัดนิทรรศการวรรณกรรมแนวประชาชน ในปี ๒๕๑๘ และผลงานนั้นได้รวมเล่มเป็น วรรณกรรมแนวประชาชน ใช้นามปากกาว่า นศินี วิทูธีรศานต์ ซึ่งภายหลังเหตุการณ์วันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ได้กลายเป็นหนังสือต้องห้ามใน ๑๐๖ รายการของคณะปฏิวัติ

หลังเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ประมาณปี ๒๕๒๑ สิทธิชัยและชมัยภร แสงกระจ่าง ได้จัดตั้งกลุ่มวรรณกรรมพินิจขึ้น เป็นการรวมตัวของชาววรรณศิลป์ จุฬาฯ ประมาณ ๑๕ คน และได้มีการอ่านเรื่องสั้นและบทกวีในรอบปีที่ตีพิมพ์ในนิตยสารต่าง ๆ ในรอบปี และคัดเลือกขึ้นมาประกาศเป็นวรรณกรรมยอดเยี่ยมประจำปี คุณสุชาติ สวัสดิ์ศรี เคยขอให้กลุ่มเขียนเป็นบทรายงานสั้น ๆ ลงนิตยสารโลกหนังสืออยู่ระยะหนึ่ง กลุ่มวรรณกรรมพินิจได้คัดเลือกเรื่องสั้นอยู่ ๒ ปี ก็เลิกรากันไปเพราะคนในกลุ่มออกไปทำงานต่างจังหวัดหลายคน ในปี ๒๕๒๔ คุณพรชัย วีระณรงค์ บรรณาธิการนิตยสารสยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ในสมัยนั้นได้เปิดคอลัมน์ให้กลุ่มวรรณกรรมพินิจ ทำให้เกิดกลุ่มนักวิจารณ์ ชมัยภร แสงกระจ่าง ใช้นามปากกา ไพลิน รุ้งรัตน์ วิจารณ์หนังสือ พร้อมด้วย วิจักขณ์ ประกายเสน เวณุวัน ทองลา กรรแสง เกษมศานต์ ชีรณ คุปตะวัฒนะ เพียงทัศน์ พินทุสร คำดี เขมวนา เป็นต้น นับแต่นั้นมากลุ่มวรรณกรรมพินิจก็มีคอลัมน์วิจารณ์ประจำในสยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ และมีไพลิน รุ้งรัตน์ เป็นผู้เขียนบทวิจารณ์เจ้าประจำ ส่วนคนอื่น ๆนั้น ๆ ค่อยเขียนน้อยลง ๆ และเลิกราไปในที่สุด

ไพลิน รุ้งรัตน์ เขียนบทวิจารณ์ระหว่างปี ๒๕๒๑ จนถึงปี ๒๕๓๘ (สิ้นสุดปีที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ถึงแก่อนิจกรรม และมีการเปลี่ยนตัวบรรณาธิการบริหารนิตยสาร)) รวมระยะเวลาที่เขียนบทวิจารณ์ประมาณ ๑๗ ปี บทวิจารณ์ที่ไพลิน รุ้งรัตน์ เขียนมีมากกว่า ๕๐๐ ชิ้น ทั้งหมดเป็นการวิจารณ์หนังสือเล่มในแต่ละยุคแต่ละสมัย มีการรวมเล่มเพียงครั้งสองครั้งคือ ปรากฎการณ์แห่งกวี เป็นการรวมบทวิเคราะห์กวีนิพนธ์ร่วมสมัย รวมเมื่อปี ๒๕๓๐ กับ วรรณพินิจ:กฤษณา อโศกสิน เป็นการรวมบทวิจารณ์ผลงานของกฤษณา อโศกสิน รวมเมื่อปี ๒๕๓๒ เล่มหลังได้รับรางวัลชมเชยประเภทสารคดี จากการประกวดหนังสือประจำปี ของคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ

ส่วนผลงานอื่น ๆที่เกี่ยวข้องกับการอ่านที่ใช้นามปากกา ไพลิน รุ้งรัตน์ และรวมเล่มก็คือบ้านหนังสือในหัวใจ อันเป็นบันทึกความทรงจำของนักอ่านเกี่ยวกับหนังสือที่ได้อ่านมา ได้รับรางวัลชมเชย ประเภทสารคดีสำหรับเยาวชน ประจำปี ๒๕๓๓ อ่านหนังสือเล่มนี้เถอะ…ที่รัก นวนิยายว่าด้วยเรื่องของนักอ่าน ได้รับรางวัลชมเชย ประเภทบันเทิงคดีสำหรับเยาวชนเมื่อปี ๒๕๓๙ นับแต่ปี ๒๕๓๙ เป็นต้นมา ชมัยภร แสงกระจ่างเขียนนวนิยายต่อเนื่องอย่างจริงจัง โดยเป็นนักเขียนนวนิยายประจำในนิตยสารสกุลไทย และนิตยสารขวัญเรือน หลังจากตีพิมพ์เป็นตอน ๆแล้วจึงรวมเล่ม

  • ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๙
  • ได้รับเลือกให้เป็นนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ๒ สมัย (๒๕๕๐-๒๕๕๔)
  • ได้รับเลือกให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปีพุทธศักราช ๒๕๕๗

ปัจจุบันเป็นนักเขียนอิสระ

(จาก บล็อค Chamaiporn Writer)