หนังสือชมัยภรออนไลน์ไปเป็น E-book โดย คุณรวิวร มะหะสิทธิ์ จาก Meb ผู้นำด้าน E-book และ กว่าชื่น บางคมบาง จาก สำนักพิมพ์คมบาง

คนวงการสิ่งพิมพ์เราจะพูดกันอยู่เสมอว่า
หนังสือตายแล้ว
E-Book กำลังมา
บางคนก็บอกว่า
E-Book ไม่เกิดหรอก
เพราะเรายังอ่านสิ่งพิมพ์อยู่ เรายังอ่านอะไรที่เป็นเล่ม ๆ อยู่
จริงหรือไม่จริงอย่างไร คุณไช้ รวิวร  มะหะสิทธิ์
ผู้บริหาร แอพพลิเคชั่น 
Meb  แอพพลิเคชั่น E-Book  อันดับหนึ่งของเมืองไทย
จะเป็นผู้บอกเล่า เรื่องราวเกี่ยวกับ 
E-Book
 ในครั้งนี้

กว่าชื่น : ด้วยเหตุใดคุณไช้ถึงมองว่าตลาด E-Book ในประเทศไทยจะไปได้ และก่อตั้ง  Meb
ขึ้นมา

รวิวร : เราไม่ได้คิดว่าเราจะมาได้ไกลหรือยิ่งใหญ่อะไร
มันเริ่มต้นมาจากสมัยที่เราทำ
ASK 
Media เราก็เป็นสำนักพิมพ์เล็กๆแห่งหนึ่ง
โดยพื้นฐานเราเป็นวิศวกร แต่เราก็รักในงานสิ่งพิมพ์
แล้วเราก็ทำสำนักพิมพ์เล็กๆประมาณ
20-30 คน
ตอนที่ทำเราก็เป็นบรรณาธิการเล่มด้วยตัวเอง เราก็จะเห็นขั้นตอนการทำงานหลาย ๆ
อย่าง ซึ่งมันก็ท้าวความไปถึงว่า พอเราเป็นวิศวกร แล้วพอเราทำสิ่งพิมพ์ เราก็เห็นข้อจำกัดหลาย
ๆ อย่าง ข้อจำกัดที่เราไม่สามารถแก้ได้ด้วยเทคโนโลยี หรือไอที
เราเห็นข้อจำกัดอย่างหนึ่งที่ชัดเจนมากของคนทำหนังสือ
คือหนังสือที่เอาไปวางตามร้านหนังสือ ซึ่งร้านหนังสือก็จะมีที่จำกัด
หนังสือที่ขายดีก็จะมีแนวโน้มที่จะอยู่ในร้านได้นานกว่า
หนังสือที่ความเคลื่อนไหวต่ำหรือว่าไม่ใช่กระแสก็จะถูกเคลียร์ออกไปค่อนข้างรวดเร็ว
และถึงแม้จะเป็นหนังสือขายดี ก็ยังต้องหมุนเวียนออกไปเหมือนกัน
มันเรื่องข้อจำกัดของกายภาพ พอเราทำหนังสือแล้วเราเจอปัญหานี้แล้วว่าทำไมหนังสือของเรามันไม่อยู่ในทุกสาขา
ทำไมถึงอยู่บนแผงเห็นหน้าปกอยู่ไม่กี่วัน ไม่กี่สัปดาห์  และสุดท้ายก็โดนเอาออกจากแผงไป
ดังนั้นในช่วงท้าย ๆ ที่เราทำ  
ASK  Media เราก็คิดว่า
ถ้าเราทำต่อไปแบบนี้สงสัยเราจะตัน ในฐานะที่เรารู้เรื่องทางไอที ทางอิเล็คทรอนิค
แล้วก็รู้ว่าจริงๆแล้ว หนังสือมีข้อจำกัดที่บีบให้เราไปไม่ได้คืออะไร
สิ่งนั้นมันตกผลึกออกมาก็คือคำว่า 
E-Book

                E-Book
ก็เป็นเหมือนหนังสือที่เราอ่าน เพียงแต่ว่ามันไม่ได้ตั้งอยู่ตามร้าน
มันไม่จำเป็นต้องพิมพ์ออกมาเป็นกระดาษ แต่ว่ามันสามารถอ่านได้สาสน์เดียวกันกับหนังสือที่เป็นกระดาษ
ดังนั้น
E-Book มันบอกอะไรกับเรา มันบอกเราว่า
การพิมพ์เล่มหนังสือที่ทุกวันนี้ค่าครองชีพก็สูงขึ้นเรื่อย ๆ  มีแนวโน้มว่าหนังสือจะแพงขึ้น ก็เป็นเรื่องปกติ
ค่ากระดาษขึ้น ค่าขนส่งขึ้น ค่าแรงบุคลากรที่ทำหนังสือก็ขึ้น แนวโน้มหนังสือมันถูกบังคับว่าจะแพงขึ้นเรื่อย
ๆ โดยธรรมชาติ แต่ว่าในมิติของไอที มิติของคอมพิวเตอร์
พื้นที่การเก็บข้อมูลมันถูกลงเรื่อย ๆ
ดังนั้นหมายความว่าถ้าเราสามารถเอาหนังสือมาใส่ในระบบคอมพิวเตอร์ได้
แปลว่ามันมีที่เก็บไม่อั้น มูลค่าราคาที่เก็บมันจะถูกลงเรื่อย ๆ
หมายความว่าข้อจำกัดเดิม ๆ ว่าหนังสือไม่มีที่วาง หนังสือก็จะแพงขึ้น
มันก็จะกลับด้านกัน คือ
E-Book
มีที่วางไม่อั้น หนังสือก็มีแนวโน้มจะลดลงได้
อย่างน้อยมันก็ไม่เพิ่มขึ้นเร็วโดยปัจจัยภายนอก เช่น ค่ากิน ค่าขนส่ง นั่นคือ 
E-Book
นั่นคือสิ่งที่มันเป็น

กว่าชื่น : จากที่เริ่มทำมาจนถึงตอนนี้ ผลตอบรับเป็นอย่างไร

รวิวร : ผลตอบรับ E-Book
ถ้านับตั้งแต่จุดเริ่มต้น ตั้งแต่ประมาณปี 
2011 พอเราเริ่มปีนั้นก็น้ำท่วมทันที
เราไปหาเพื่อนที่ทำหนังสือทุกคนเศร้าหมองกันหมด ตอนนั้นเราก็รู้สึกว่า หรืออะไร ๆ
มันจะไม่ดี แต่พอเวลาผ่านไป จุดเริ่มต้นนี้มันเป็นปัจจัยบวกของ
E-Book อย่างรุนแรง มันทำให้เราระลึกว่า เราไม่มีที่เก็บหนังสือ
หนังสือที่เราถนอมไว้ในบ้านมันลอยไปตามน้ำซะเยอะ บางคนก็หนีไปอยู่ที่สูง ๆ
แต่ว่าหนังสือไปไม่ได้ ดังนั้น
มันเป็นจุดกระตุ้นว่า  E-Book เป็นทางเลือกทางหนึ่งคือไม่ต้องเก็บหนังสือในบ้าน
และจากตอนนั้นถึงตอนนี้อัตราการเติบโตของผู้อ่าน
E-Book
โตอย่างต่อเนื่อง แต่กระนั้นทิศทางของ
E-Book มันโตขึ้น
แต่ในการคาดการณ์มันก็เข้าสู่
5-10% ของยอดขายหนังสือเล่ม
ก็คิดว่ามันเป็นส่วนผสมที่กำลังลงตัว คือคนก็ไม่ได้เทมาหา
E-Book กันทั้งหมด เพราะยอดขายหนังสือก็ยังอยู่ในที่สูง ไม่ได้เป็นศัตรูกัน
และก็ต้องบอกว่าคนก็ยังให้การตอบรับสิ่งใหม่ ๆ อยู่ดี
เรามองว่ามันจะไม่เป็นศัตรูเพราะ มันช่วยให้สำนักพิมพ์มีวิธีการขายแบบใหม่ ๆ
คิดว่ามันเป็นทางออก

ทางแก้ปัญหาของสำนักพิมพ์มากกว่า เราอย่าไปมองว่าสิ่งใหม่ ๆ
สิ่งที่แปลกปลอมที่เราไม่เคยเจอคือศัตรูเรา บางทีมันจะนำมาซึ่งโอกาสใหม่ ๆ
ทำให้เกิดวิธีการขายแบบใหม่ที่เราไม่เคยเจอ คือโอกาสมันมารอแล้ว
แค่รับโอกาสนั้นไปมันก็จะเป็นประโยชน์ เป็นผลดี แต่ถ้าคนที่มีโอกาสมาแล้ว สมมติผลักโอกาสมันทิ้ง
อาจจะเริ่มรู้สึกว่า คนที่คว้าโอกาสไว้
กับคนที่ไม่คว้าโอกาสก็จะเริ่มมีความแตกต่าง
ดังนั้นสิ่งที่ควรจะทำก็คือเปิดรับโอกาสตรงนี้ สิ่งใหม่ๆตัวนี้

กว่าชื่น : ปัญหาในเรื่องลิขสิทธิ์วรรณกรรม
เวลามันมาอยู่ในเครื่องแล้วจะมีปัญหาไหม

รวิวร : คำถามเรื่องลิขสิทธิ์นี่เป็นคำถามคลาสสิคของคนทำหนังสือมาก
ในยุคก่อนที่ระบบดิจิตอลหรือระบบคอมพิวเตอร์มันจะดีขนาดนี้ เราก็จะพูดกันน้อยลง
หนังสือกระดาษเราก็จะบอกว่าใครจะมาบ้าตัดหนังสือมาถ่ายเอกสาร
เพราะเรารู้ว่าค่าถ่ายเอกสารมันแพงกว่าค่าพิมพ์เยอะ แต่ยุคหลัง ๆ ที่สแกนเนอร์มันดีมาก
ตัดหนังสือ วางแล้วแป้บเดียวออกมาเป็นไฟล์เลย
แต่ด้วยเทคโนโลยี E-Book มันก็ปกป้องงานพวกนี้ได้ดีพอสมควร ในระบบของ Meb เราก็มีการป้องกันไม่ให้มีการละเมิดลิขสิทธิ์
แต่ไม่ว่าในยุคสมัยไหน มันก็ยังต้องมีคนไม่ดีปะปนอยู่บ้าง
แต่เราคิดว่าเราจะกลัวสิ่งนั้นจนเราไม่ไปต่อมันไม่ได้ เพราะอัตราการละเมิดลิขสิทธิ์
เราเชื่อว่าต่อให้เป็น
E-Book ต่อให้ไม่ป้องกันอะไรเลย ซึ่ง Meb
ป้องกัน อัตราการละเมิดลิขสิทธิ์มันก็ไม่ได้สูงนัก เราไม่เคยเห็นใครถูกละเมิดลิขสิทธิ์จนเจ๊งไปเลยจากจุดนั้น
  มันทำให้เสียความรู้สึก
มันทำให้คนทำหนังสือหวาดกลัว ใช่
แต่คนที่มักจะละเมิดลิขสิทธิ์
คนที่ไปอ่านของเลียนแบบ หมายความว่าเขาไม่เคารพนักเขียน เขาไม่รักในงานเขียนนั้น
คนที่ไม่เคารพนักเขียน เขาก็จะไม่ซื้อเล่มนั้น นั่นคือสิ่งที่เราเจอมา ดังนั้นมองว่าในปัจจุบัน
หนังสือเป็นเล่ม หรือหนังสือที่เป็น 
E-Book ถ้าจะละเมิดก็คงยากพอ ๆ กัน หรือว่าถ้าง่ายก็ง่ายพอ
ๆ กัน การที่จะต่อต้านการละเมิดลิขสิทธิ์ที่ดีที่สุด
คือการทำให้หนังสือเข้าถึงง่ายที่สุด
ตัดข้ออ้างของการที่แบบว่า ผมก็อยากจะซื้องานของคุณหรอกนะ
แต่ซื้อไม่ได้ หนังสือขาดตลาด สำนักพิมพ์ก็ไม่พิมพ์เพิ่ม เราควรมาแก้กันในทางบวก
อย่าไปแก้ด้วยการลบแล้วไม่กล้าเดินไป

กว่าชื่น : อย่างของสำนักพิมพ์คมบางก็จะมีเป็นหนังสือเรียนนอกเวลา
ก็จะมีบางโรงเรียนที่คุณครูก็ทำไฟล์
PDF ให้นักเรียนเรียบร้อย
ซึ่งเราก็ไม่ไปจับครูหรอก และเราก็ไม่ไปฟ้องครูหรอก ก็หลายร้อยคนนะที่เป็นแบบนี้
กรณีนี้เราก็เข้าใจว่า
1. เขาหาซื้อไม่ได้ 2. เด็กนักเรียนเขาไม่สะดวก เขาไม่มีเงินอะไรแบบนี้
ก็มีปัญหาแบบนี้เกิดขึ้นอยู่เหมือนกัน

รวิวร : อย่างที่คุณกว่าชื่นบอก
ถ้ารู้ว่าเขาไปสแกน  เราบอกครูว่าเดี๋ยวเราทำ
E-Book นะ แล้วเราส่งให้เขาอ่านกันเลย อาจจะดีกว่า เราทำเป็น
E-Book  ถือว่าเพื่อสนับสนุนการศึกษา
ทางสำนักพิมพ์ก็ไม่ต้องส่งหนังสือไปให้เขา เพราะเราอาจจะไม่มีสต็อค
เรามาใช้โอกาสนี้ในการสอนนักอ่านว่าหนังสือของคมบางหลาย ๆ เล่มที่หาไม่ได้แล้ว
คุณยังสามารถหาอ่านได้นะ
คือเราสามารถทำบางอย่างให้เขาไม่ต้องถูกบังคับให้ไปละเมิดลิขสิทธิ์เราได้
สร้างทางเลือกให้เขา ให้ราคาที่เด็ก ๆ ก็เข้าถึงได้
ให้เขาเคยชินกับการซื้อของถูกลิขสิทธิ์ เราต้องหาทางใดทางหนึ่งให้
คือว่าถ้าคุณครูบอกหาไม่ได้ เราก็ช่วยหาวิธีให้เขาดีกว่า
หนังสือถ้าเขาอ่านแล้วเขาชอบเล่มนั้นมันจะมีความรักเกิดขึ้น ความรักในตัวนักเขียน
รู้สึกขอบคุณที่สำนักพิมพ์ออกงานดี ๆ มาสร้างแรงบันดาลใจให้เขา
สิ่งแรกการละเมิดลิขสิทธิ์เป็นการเข้าถึงงานเราได้ง่าย
เข้าถึงเจตนารมณ์ที่นักเขียนจะสื่อได้ง่าย แล้วพอเขารัก เขาชอบผลงาน เขาจะไปซื้อ
เขาจะไปอุดหนุนเอง


กว่าชื่น : คุณไช้บอกถึงเรื่องโอกาส สิ่งนี้จะหมายถึงโอกาสของนักเขียนหน้าใหม่
ที่อยากจะเผยแพร่งานเขียนโดยไม่ต้องพิมพ์ เราจะสามารถใช้โอกาสนี้ได้ไหม
ต้องทำอย่างไร

รวิวร : ยุคนี้สำหรับนักเขียนมองว่าช่วงนี้เป็นยุคทองของนักเขียน
คือเราย้อนหลังไปสัก
15 ปี
คนที่เขียนหนังสือได้แล้วจะได้เผยแพร่งานมาสู้สาธารณะชน  มันต้องผ่านขั้นตอนหลาย ๆ อย่าง
คือต้องส่งไปพิจารณาเพื่อไปคัดเลือกลงนิตยาสารบ้าง
ต้องส่งไปพิจารณาเพื่อจัดพิมพ์บ้างอะไรบ้าง ซึ่งงานที่เข้ากับแนวทางของสำนักพิมพ์
ของนิตยสารนั้น ๆ ก็จะได้รับการจัดพิมพ์ไป 
แต่ในหลาย ๆ ครั้ง งานเขียนหลาย ๆ งานเป็นงานที่ดี
แต่มันเป็นงานที่มีกลุ่มนักอ่านชัดเจน แต่ก็ไม่ถึงขนาดเป็นมวลชนใหญ่ ๆ งานส่วนมากจะได้ออกมาเป็นเล่มยาก
แต่ในยุคนี้มันมีช่องทางมากมาย ไม่ว่าจะเป็นทางโซเชี่ยล ทางอินเตอร์เน็ต
ที่ให้เรานำเสนองานเขียนของเราออกมาได้ แต่ช่องทางโซเชี่ยลคุณเอาไปลง
คุณไม่ได้เงินนะ เขียนให้คนอ่านฟรีมันใช่ แต่มันไม่ทำรายได้ ดังนั้น
E-Book มันเลยมาเติมเต็มว่าคนที่มีงานเขียนแนวตลาด ก็เอามาลงได้
ส่วนงานเขียนแนวทางเลือก แนวที่มีกลุ่มนักอ่านชัดเจนแต่ไม่ใช่กลุ่มใหญ่นัก
ก็สามารถลงขายกับ
E-Book ได้
โดยเขาสามารถเอางานมาลงได้โดยที่เขาไม่ต้องพิมพ์เป็นเล่ม
ก็ตัดข้อจำกัดเรื่องเงินทุนออกไป แล้วถ้าเขาเอามาลงแล้วได้รับผลตอบรับที่ดีพอสมควร
เขากับได้รับฟีดแบคที่ดี จาก
E-Book เพื่อเอามาปรับปรุงแล้วทำเป็นเล่มออกมาเพื่อคนที่ต้องการสะสมแบบเป็นเล่มก็ได้

กว่าชื่น : แล้วถ้ามีคนสนใจที่จะทำ E-Book
จะต้องทำอย่างไรบ้าง

รวิวร : ง่ายมาก
เพียงแค่เข้าไปที่  
www.mebmarket.com
แล้วก็สมัครสมาชิกได้เลยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ตอนสมัคร
ตอนวางขายก็เอาหนังสือเข้าระบบได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายเหมือนกัน
และเมื่อขายได้รูปแบบของ
E-Book คือ เมื่อขายได้ค่อยแบ่งกัน
ซึ่งตรงนี้นักเขียนจะมีความเสี่ยงน้อย โจทย์มันกลับกลายเป็นว่า
เราเขียนได้หรือเปล่า แทนที่เรามีการพิมพ์หรือเปล่า แต่ก่อนมันก็จะมีว่า
เขียนงานได้ไหม ใครจะมารับพิมพ์ให้เราได้ไหม จะขายออกไหม
เดี๋ยวนี้เปลี่ยนมาเป็นเขียนงานได้ไหมอย่างเดียว

กว่าชื่น : ก็เป็นโอกาสว่าผู้อ่านต่อไปจะเป็นอย่างไรก็เป็นโอกาสต่อไป
ผู้อ่านจะมาติดตามหรือไม่นักเขียนก็ต้องบอกผู้อ่านของตัวเองด้วย

รวิวร : เมื่อสักครู่ก็เป็นมิติของนักเขียนอิสระ
ส่วนมิติของนักเขียนมืออาชีพ รูปแบบ
E-Book
ก็ปฏิเสธมันไม่ได้ คือนักเขียนหลาย ๆ ท่านที่เป็นมืออาชีพจะมีงานเขียนเป็นร้อยเรื่อง
เคยถามนักเขียนท่านหนึ่งว่า ปัจจุบันยังมีงานเขียนนับร้อยอยู่กับตัวไหม
ท่านก็บอกว่างานเขียนสมัยสาวๆไม่มีแล้ว เพราะฉะนั้น
E-Book มันเป็นในส่วนที่ถ้าในปัจจุบัน
เรายังขายหนังสือที่เป็นกระดาษได้ เราไม่เอามันไปเก็บในที่ที่เหมาะสม ซึ่ง
E-Book
ก็เป็นรูปแบบที่เหมาะสม พอผ่านเวลาไปสัก 5 ปี 10
ปี วรรณกรรมเหล่านั้นอาจจะสาบสูญไป วรรณกรรมที่ถูกเก็บไว้
ก็เป็นวรรณกรรมที่ต้องได้รับความนิยม แต่เรื่องที่ได้รับความนิยมน้อยก็ไม่ใช้เรื่องไม่ดี
แต่มันอาจจะหาไม่ได้แล้ว ดังนั้นสิ่งนี้ก็เป็นสิ่งสำคัญ
คือตอนแรกๆก็ไม่ได้คิดถึงประเด็นนี้ แต่พอเราได้คุยกับนักเขียนมากขึ้น
เราระลึกได้อย่างหนึ่งว่า
นี่ก็เป็นอีกหน้าที่หนึ่งที่เราอยากทำให้สำเร็จ
คือการปกป้องไม่ให้วรรณกรรมมันหายไป ไม่อยากให้หนังสือมันหายไปด้วยกาลเวลา
เชื่อว่าหนังสือทุกเล่มนักเขียนเขียนด้วยความรักและมีความสุขที่ได้เขียนมัน
มันต้องไม่หาย ทีมงานของ
Meb ก็ตั้งใจทำตรงนี้มาก

กว่าชื่น : กลุ่มผู้อ่าน E-Book จริง ๆ
แล้วเรามองว่าน่าจะเป็นวัยรุ่น มันจริงไหม ที่
E-Book จะมีแต่วัยรุ่นที่อ่าน

รวิวร : จากข้อมูลของการขายใน
 Meb
นักอ่าน 67% อยู่ที่อายุ
20-40 ปี ก็ไม่วัยรุ่นนะ อยู่ในวัยทำงานและวัยกลางคน คำตอบจากชุดเลขตัวนี้
เข้าใจว่ามันเกิดจากที่เราเปิดร้านใหม่ ๆ การซื้อของออนไลน์ต้องใช้บัตรเครดิต
และคนก็ไม่ค่อยมีบัตร เด็กไม่มีบัตรเครดิต ดังนั้นคนที่อายุ
20-40 ก็จะเป็นคนที่มี ส่วนในช่วงอายุ 40 ปี
เรานึกภาพว่าเขาเป็นคนที่เกิดมากับเทคโนโลยี เทคโนโลยีที่มันเกิดมาประมาณ
10
ปีให้หลัง การอ่าน E-Book  บนสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต
ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีกำลังจ่าย มีบัตรเครดิต และมีกำลังจะจัดหาอุปกรณ์
ซึ่งกลุ่มนักอ่านระดับนี้ กลับกลายเป็นไม่ใช่วัยรุ่นแล้ว
มองว่าด้วยทิศทางปัจจุบัน กลุ่มนักอ่านตอนแรกจะเป็นยอดแหลม ๆ
จากอายุ
20-40 ปี ต่อไปมันจะขยายฐานป้านออกเป็น 50 ได้ไม่ยาก เพราะในปัจจุบันการซื้อ E-Book สามารถจ่ายด้วยเงินสดได้แล้ว
โอนเข้าบัญชีธนาคาร หรือไปจ่ายที่เค้าเตอร์ร้านสะดวกซื้อ
และในอนาคตคนที่อายุมากขึ้น ก็จะอ่านได้ง่าย เชื่อว่านักอ่านก็เป็นนักอ่าน
เขาไม่เลิกอ่านหรอก มันก็แสดงให้เห็นว่าตัว
E-Book
มันจะกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ

กว่าชื่น : ข้อดีของการอ่าน E-Book คืออะไร

รวิวร : ข้อดีในมิติของคนทำหนังสือ
คือ
E-Book มันสามารถทำให้คุณขายหนังสือที่คุณไม่มีสต็อคอยู่กับตัวได้
ขอเพียงคุณมีลิขสิทธิ์อยู่กับตัว คุณสามารถทำรายได้จากของที่ไม่มีสต็อคได้
ขายกันได้เรื่อย ๆ นั่นคือข้อดีที่หนึ่ง ส่วนข้อดีที่สองคือ
E-Book มันสามารถทำให้หารายได้กับลูกค้าที่ไม่เคยหาได้ เช่น
ลูกค้าที่อย่างประเทศ ลูกค้าที่อยู่ในจุดที่เขาไม่สามารถมาซื้อหนังสือที่คุณได้ เรียกว่าเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น
ข้อดีอย่างที่สามก็คือ
E-Book
สามารถทำให้คุณปล่อยผลงานได้หลากหลายมากกว่าแต่ก่อนได้
คือสมัยก่อนเราจะทำหนังสือเล่มหนึ่งเราต้องมองเรื่องของการลงทุน
การตลาด ถ้าเป็นหนังสือแนวทดลองของบางท่าน อยากจะลองเขียนแปลก ๆ แต่มองว่ามันขายไม่ได้
ก็ไม่เขียนดีกว่า ไปเขียนแนวตลาด ๆ ดีกว่าจะได้ขายง่าย ๆ พอเป็น
E-Book มันสามารถทำให้เรากล้าที่จะเขียนสิ่งนั้นได้
ให้มันพิสูจน์ด้วยตัวมันเองว่ามันไปได้ไหม
ถ้ามันไปได้เราอาจจะไปพิมพ์เป็นเล่มก็ทำกันไป

กว่าชื่น : ในฐานะที่เป็นเจ้าของร้าน E-Book มองว่างานของ อ.ชมัยภร หรืองานของนักเขียนนิยายต่าง ๆ ตลาดมันเป็นอย่างไร
มันเติบโตขึ้น หรือมันมีความน่าสนใจอย่างไร

รวิวร : งานของ อ.ชมัยภร
หรืองานของนักเขียนอาวุโสหลาย ๆ ท่าน มองว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพที่รอการปลดปล่อย
ที่รอการปลดปล่อยคือ นักเขียนหลาย ๆ ท่าน หรือว่าสำนักพิมพ์กลุ่มค่อนข้างใหญ่
ยังตั้งคำถามเกี่ยวกับการมีอยู่ของ
E-Book ว่ามันคืออะไร
เราจะเข้าไปหามันดีไหม ซึ่งสิ่งนี้ในหลาย ๆ สำนักพิมพ์ก็ก้าวข้ามมันไปแล้ว
และเขาก็ลุยตรงนั้นกันไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งหลาย ๆ อย่างมองว่า
E-Book มันจะรุ่งหรือไม่รุ่ง มันอยู่ที่ทัศนคติของสำนักพิมพ์
ถ้าทัศนคติเราเป็นบวก เราก็จะกล้าส่งงานมาขาย สมมติว่าส่งมา
1 เล่ม แฟนหนังสือที่เข้ามาซื้อก็อาจจะมองว่า
เข้ามาก็เก็บทั้งคอลเล็คชั่นไม่ได้ หรือได้แค่บางเล่ม ก็ไม่ค่อยอยากซื้อ
ถ้าเราลงมาขายอย่างจริงจังเต็มตัว มันก็เป็นการบอกนักอ่านว่า หนังสือที่เราคิดถึงเรากลับมาหามันได้แล้ว
มันเป็นโอกาสของสำนักพิมพ์ว่าเราจะเปิดโอกาสให้
E-Book แค่ไหน
เชื่อว่านักอ่านร้อยละ
90 ชอบอ่านกระดาษมากกว่า
แต่ถ้าถามว่าในอนาคตสำนักพิมพ์จะสามารถปล่อยในรูปแบบกระดาษในอัตราที่เหมาะสมหรือว่าออกมาได้ทั่วถึงหรือเปล่า  คือไม่อยากจะพูดว่าเราควรจะลดการพิมพ์กระดาษลง ถ้าการพิมพ์กระดาษจะลดลงมันคือการวางแผน
แต่จะบอกว่าแบบกระดาษขายไปตามแผนปกติ และ
E-Book เราก็อย่าปล่อยให้มันบกพร่อง
อย่าปล่อยให้มันพร่องไป คือแบบ
E-Book 
ขายได้ก็ดี ขายไม่ได้ สำนักพิมพ์ก็ไม่ได้เสียอะไร
เรามีต้นฉบับอยู่แล้ว เราเก็บไว้ไม่มีประโยชน์ เรามาปล่อยให้นักอ่านหน้าใหม่ ๆ
น่าจะดีกว่า

กว่าชื่น : E-Book ใช้งานยากไหม

รวิวร : E-Book มันจะต้องอ่านผ่านแอพพลิเคชั่น
เพื่อป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์อะไรพวกนี้ เพียงแค่ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นเข้ามาเพียงครั้งเดียว
หลังจากนั้นก็เข้าไปหาหนังสือในร้าน
E-Book ได้ หนังสือในร้าน
E-Book มันมีข้อดีคือ หนังสือตัวอย่างก็มีให้อ่าน หลาย ๆ
เล่มก็มีให้อ่านกันฟรี ๆ นักเขียนหลาย ๆ
ท่านก็ต้องการจะตอบแทนนักอ่านด้วยการให้อ่านกันฟรี ๆ
มันทำให้เราสามารถเข้าถึงหนังสือกันได้ง่าย ๆ โดยที่เราไม่ต้องขยับตัว
ไม่ต้องไปที่ร้านหนังสือ


สนใจ E book ของสำนักพิมพ์คมบาง


เข้าไปที่ 
https://www.mebmarket.com/index.php?action=SearchBook&page_no=1&type=all&search=%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%87&is_mag=all&price=all&sort_by=date&from_book_price=&to_book_price=&category_id=&category_name=

และ http://play.google.com/store/apps/details?id=com.askmedia.meb

เขียนถึงคาฟคา หลัง คาฟคา (มินิ) ปาร์ตี้ // Kafka Mini-Party

เขียนถึงคาฟคา หลัง คาฟคา (มินิ) ปาร์ตี้ // Kafka Mini-Party

กว่าชื่น บางคมบาง

27 พฤษภาคม 2560 วันเสาร์ที่ฝนตกทั้งกรุงเทพฯ ฉันฝ่าฝนนั่งแอร์พอร์ตลิงก์ ต่อบีทีเอสและใต้ดิน แถมด้วยเดินตากฝนปรอยๆ ไปยังสาทรซอย 1 สถาบันเกอเธ่ (Goethe-Institut Thailand) ตั้งใจมากๆ ในการไปร่วมงาน คาฟคา (มินิ) ปาร์ตี้ // Kafka Mini-Party ที่จัดโดยเกอเธ่ ร่วมกับสำนักพิมพ์ Library House

ในฐานะ บรรณาธิการ สนพ. คมบาง ที่จัดพิมพ์งานแปลของคาฟคา (ในความนิ่งนึก และ การสอบความของสุนัขตนหนึ่ง แปลโดย ดลสิทธิ์ บางคมบาง) แม้ว่าจะมิได้แปลจากภาษาเยอรมันโดยตรง แต่เราก็นับเป็นแฟนของคาฟคาเช่นกัน 

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ถนอมนวล โอเจริญ กล่าวไว้ว่า ” ทีแรกเข้าใจว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่ชอบหนังสือที่หนักสมอง แต่ก็น่าแปลกที่ยังมีคนบางกลุ่มสนใจอยู่ ทั้งๆ ที่คาฟคาถือเป็นนักเขียนรุ่นโบราณ “

จริงๆ งานของคาฟคา “หนักสมอง” หรือ

ไม่ใช่นะ สำหรับฉัน งานคาฟคาไม่ใช่เรื่องหนักสมอง แต่เป็นเรื่อง ใช้สมองและจินตนาการ เปิดโลกของความคิดให้เตลิดเปิดเปิงไปไกลแสนไกล เกินกว่าแค่ตัวหนังสือจะบรรยายอธิบายความออกมาได้

งานของคาฟคา หาใช่มีคุณค่าจากการ “ตีความ” แต่งานของคาฟค่า มีคุณค่า เพราะไม่อาจตีความได้เพียงหนึ่งเดียว ไม่มีความจริงแท้ในงานของคาฟคา แม้จะมีความจริงชุดหนึ่งอันเป็นชีวประวัติของคาฟคา แต่ความจริงชุดนั้น หาได้ครอบคุลม “การตีความ งานของคาฟคา” ได้

สิ่งที่น่าสนใจกว่าการตีความงานของคาฟคา ก็คือ “อะไรเล่าหรือ ที่ผู้อ่านต่างคิดกันไป เกี่ยวกับงานของคาฟคา”การสร้างสรรค์งานศิลปะอื่นๆ อันหลากหลาย การเล่าเรื่องซ้ำในรูปแบบต่างๆ การวิพากษ์วิจารณ์กันไม่รู้จบ การพยายามทำความเข้าใจ และการไม่เข้าใจ เหล่านี้คือคำตอบ ว่าเหตุใต คาฟคาจึงยังคงได้รับความสนใจข้ามกาลเวลา เป็น มรณกรรมของผู้เขียน ที่ปลุกการอ่านส่องทางสู่ศิลปะแขนงอื่นๆ ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

อ. ถนอมนวล เป็นนักวิชาการและนักแปล ที่กล้าหาญมาก ในการเลือกแปลงานของคาฟคา ด้วยความหลงใหลส่วนตัว (ผู้ที่ “เชียร์” ให้แปล metamorphosis ก็คือ คุณสุชาติ สวัสดิ์ศรี นั่นเอง) อ.ถนอมนวลบอกว่า ยิ่งยากยิ่งอยากรู้ เป็นเหมือนการสืบค้นวิเคราะห์ลงไปในงานเขียน โดยอ้างอิงกับชีวะประวัติส่วนตัวของคาฟคา ว่าในแต่ละช่วงของงานเขียนนั้น คาฟคามีปมและปัจจัยอะไร ที่ “อาจ” นำมาสู่งานเขียน ปมใหญ่ที่สุดของคาฟคาเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพ่อ และเรื่องของความรัก

สามารถอ่านโดยละเอียดได้จาก Paperless https://www.thepaperless.co

ชีวประวัติของคาฟคานั้น ยิ่งฟังยิ่งสะท้อนสะเทือนใจ ปมของความรักระหว่างพ่อลูก ความโดดเดี่ยวเดียวดาย จากความเป็นชนชาติยิวและศาสนายูดาห์ และน่าสงสัยเสียเหลือเกินว่า เหล่านี้สร้างความเป็นคาฟคาขึ้นมา ตัวละครที่ทุกข์ทรมานเหนือจริง เจ็บปวดอย่างประหลาด และตายแบบเหนือจริง เป็นหนทาง “เยียวยา” ความเจ็บป่วยภายในของคาฟคาหรือไม่ (อ. ถนอมนวลให้คำตอบว่า คาฟคาไม่น่าจะเป็นโรคซึมเศร้า เพราะมีวิถีชีวิตปกติ) หรือความไม่สมหวังในความรัก เพราะคาฟคาเองมีความไม่ปกติในวิถีทางเพศหรือไม่ (อ. ถนอมนวลไม่ตอบคำถามนี้ตรงๆ)

คำถามเหล่านี้แท้จริง ก็ไม่มีคำตอบ “จริงแท้” มีแต่การเดาคะเนจากการวิเคราะห์ ค้นคว้า จากชีวประวัติของคาฟคา ซึ่งฉันเองอาจจะต้องบอกว่า บางครั้งก็ดูทำให้การตีความงานคาฟคาหมดสนุกไป
จินตนาการอันเหลือเกินของเขาต่างหาก ที่ทำให้การอ่านไม่สามารถเป็นหนึ่งเดียวได้ มันแตกต่างหลากหลาย และสนุกในแบบที่ไม่น่าเชื่อ

ตัวอย่างสำคัญมาก จากคาฟคามินิปาร์ตี้นี้ ก็คือ เมนูอาหารที่ทำขึ้นจากเรื่องสั้นของคาฟคา 
เรามี
สตรอว์เบอรี่หนู จาก โยซิฟิเนอ
ถุงกล้วย จาก รายงานสำหรับสมาคมวิชาการ 
มีขนมปักเข็มฉีดยา จากหมอชนบท
มีปอเปี๊ยะมังสวิรัติ จาก คำพิพากษา
มีคานาเป้ จาก ช่างเครื่อง
มีไส้กรอกนิ้ว จากแดนลงทัณฑ์

เราไม่อาจะตีความงานเขียนได้อย่างทะลุปรุโปร่ง แต่เราสามารถต่อยอด และสร้างสิ่งใหม่ (แม้กระทั่งเมนูอาหาร) จากงานเขียนนั้น มันช่างเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นเสียนี่กระไร

สำหรับศิลปะอันต่อเนื่องจากงานของคาฟคา ในอนาคตอันใกล้กำลังจะมีงาน unfoldingkafkafestival ในช่วงเดือน พฤศจิกายน (ติดตามรายละเอียดได้ใน http://www.unfoldingkafkafestival.com/) ซึ่งเป็นอีกตัวอย่างที่ชัดเจน ของทฤษฎี ศิลปะส่องทางให้แก่กัน (ศาตราจารย์ ดร. เจตนา นาควัชระ ผู้ใช้คำนี้ในงานเขียนด้านการวิจารณ์ศิลปะ)
คาฟคา (มินิ) ปาร์ตี้ นอกจากเป็นการรวมตัวของ คนรักคาฟคาแล้ว ยังทำให้คนรักคาฟคาเองได้เรียนรู้ว่า การตีความทำได้หลากหลายรูปแบบ การตีความออกมาเป็นงานศิลปะอีกทอด ก็นับเป็นความตีความเช่นกัน

เราคงไม่ต้องไปอธิบายคนที่เพิ่งอ่านงานของคาฟคา ว่าดีอย่างไร ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้อ่าน ที่จะเรียนรู้และไม่รัก หรือ หลงรัก งานเขียนของ ฟรันซ์ คาฟคา ต่อไป
pam_150517_141911

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แจกไฟล์หนังสือฟรี “ปรีดีบรรณานุสรณ์ ๒๕๖๐”

แจกไฟล์ ฟรี

“ปรีดีบรรณานุสรณ์ ๒๕๖๐”
บรรณาธิการ: กษิดิศ อนันทนาธร
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดพิมพ์เป็นที่ระลึกในวันปรีดี พนมยงค์ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๐
ดาวน์โหลดไฟล์หนังสือฟรีได้ที่

http://http://openbase.in.th/node/15013

คุยกับ ชมัยภร แสงกระจ่าง ผู้เขียน และ กว่าชื่น บางคมบาง บรรณาธิการ เกี่ยวกับการทำงาน “คุณย่าติดไลน์ คุณยายติดเฟซ” ในรายการหลบมุมอ่าน โดย นงลักษณ์ บัทเลอร์


เพราะเห็นปัญหาคนไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย – ชมัยภร แสงกระจ่าง ผู้เขียน “คุณย่าติดไลน์
คุณยายติดเฟซ
”

นงลักษณ์ : อยากให้ อ.ช่วยเล่าถึงงานเขียนเล่มนี้ การทำงานเป็นมาอย่างไร
อะไรเป็นแรงบันดาลใจ

ชมัยภร :                เล่มนี้เขียนขึ้นเมื่อปีที่แล้วตลอดปี
เขียนตอนนั้นสกุลไทยยังไม่ปิด เขียนลงเป็นตอนๆ สาเหตุที่เขียนเรื่องนี้เพราะว่า
เห็นปัญหาว่าคนไทยสมัยนี้ เริ่มอยู่ในยุคที่เรียกว่าคนแก่ทั้งนั้นเลย อย่าเรียกว่าคนแก่เลย
เดี๋ยวสะเทือนใจ เรียกว่า “สว” (สูงวัย) สว ทั้งหลายเป็นโลกที่เหมือนว่า
สมมติว่าเราเกษียณ เราเปลี่ยนโลกทันที จากที่เรานั่งทำงานกลายเป็นว่าจะต้องมานั่งอยู่บ้านเฉยๆ

ดูต้นไม้ต้นหญ้าไปตามเรื่อง ที่นี้กรุงเทพฯมันก็ไม่ค่อยมีต้นไม้ให้ดู
ลูกหลานก็เลยเอาเครื่องมือเทคโนโลยีสมัยใหม่มาให้ 
ให้ไอแผ็ด ก็สังเกตเอา คือเราเองก็อยากได้เหมือนกัน
เราเองก็เริ่มใช้เครื่องมือพวกนี้ จำได้ว่าครั้งแรกที่ลูกไปซื้อมาให้
เขาใส่เกมมาให้เสร็จเลย เราก็ถามว่า ลงเกมอะไรให้แม่ เขาตอบว่า
ลงเกมที่ผู้หญิงกับคนแก่ชอบเล่นกันให้ มีตั้งแต่ลูกกวาด เลี้ยงสัตว์
ไปจนกระทั่งเกมที่มีผี ซอมบี้ มีหลายเกม
แต่ว่าในที่สุดเราก็ค้นพบว่าเกมที่เล่นยากๆ เกมที่มันกระโดดโลดเต้นเยอะๆแล้วมัน
ดึ๋งๆมากๆ เราทำไม่เป็น เราทำไม่สนุก มันเป็นการเริ่มต้นว่า อ้อ ขนาดเขามองเห็นคนในออฟฟิศของเขาเอง
เขายังพูดว่า เกมที่ผู้หญิงกับคนแก่ชอบเล่น เขาใช้คำนี้เลย
เราก็มองเห็นแล้วว่าคนสูงอายุทั้งหลายก็คงต้องมีอะไรสักอย่างในชีวิตแล้วล่ะ
นั่งมองข้างฝาอย่างเดียวไม่ได้แล้วถ้าหากว่าไม่มีลูกหลานมาคุย

                ทีนี้พอเราเริ่มเล่นได้
คือเราก็ใช้คอมพิวเตอร์อยู่แล้วเพียงแต่ว่าเอาไอแผ็ดเข้ามาเสริมเข้าไปในชีวิตอีก
วันหนึ่งก็ไปบรรยาย ก็ไปเจออาจารย์คนหนึ่งซึ่งเป็นวิทยากรด้วย
แต่เขาเป็นวัยหนุ่มสาว เขามีลูกเล็กอยู่ชั้น ป.
1 เขาก็กระซิบกระซาบบอกว่า คุณแม่ของเขา ไม่ค่อยเหมือนเดิมเลยตั้งแต่มีไอแผ็ด
มีเกมเล่น พูดกับหลานที่เป็นลูกสาวของเขาน้อยลง เขาก็พูดปัญหานี้ขึ้นมา เราก็เลยมานั่งนึกว่า นี่มันก็เป็นประเด็นใหม่นะ
เป็นประเด็นที่เราจะสามารถเขียนถึงความขัดแย้งนี้ได้ ว่าทำไมคุณย่าคุณยายถึงสนใจลูกหลานน้อยลง
หรือในขณะเดียวกันถ้าลูกหลานได้เล่นก็อาจจะสนใจคุณย่าคุณยายน้อยลง
ก็เลยคิดผูกโครงเรื่องขึ้นมา ก็แน่นอนที่สุดเราก็ต้องให้คนแก่
คุณย่าหรือคุณยายก็ได้เป็นหัวใจสำคัญ แต่เนื่องจากเป็นเรื่องเด็ก
ถ้าเราเล่าผ่านคนแก่เด็กก็จะเบื่อตั้งแต่เริ่มเลย ก็เลยต้องเล่าผ่านหลาน

เราตั้งจะเขียนเรื่องคนแก่แต่เราต้องเล่าผ่านหลาน
เพราะฉะนั้นก็ต้องเป็นเรื่องของคนแก่กับเด็ก การเล่าผ่านหลานก็ทำให้มันมีชีวิตชีวา
แล้วมันเข้าไปสอดคล้องกับความรู้สึกของผู้อ่านที่เป็นคนอ่อนเยาว์  ให้หลานที่ซึ่งเป็นหลานที่ดี ไม่เล่น เพราะมีคุณแม่คุมไม่ให้คุณหลานเล่น
คุณย่าจำเป็นต้องเล่นเพราะว่าคุณย่าเสียคุณปู่
คุณปู่จากไปก่อนคุณย่าอยู่คนเดียวเหงาไม่มีอะไรทำ
ลูกชายก็เลยซื้อไอแผ็ดมาให้เล่นเกม พอคุณย่าติดสิ่งเหล่านี้
คุณย่ายังทำเองไม่ได้คนที่คุณย่าจะเรียกใช้มากที่สุดก็คือหลาน แต่ว่าเรื่องนี้คุณแม่เขาก็คุมหลานด้วย
เขาไม่ให้เล่น เขาให้ไปช่วยคุณย่า พูดง่ายๆคือ
เด็กสมัยนี้เขาจะมีความรู้เรื่องเทคโนโลยีสูงกว่า เขาจะไวกว่า
แป้บเดียวเขาก็สามารถทำได้ แต่ว่าเขาเล่นเป็นของตัวเองไม่ได้
เปิดเฟซบุ๊กเป็นของตัวเองไม่ได้ เพราะคุณแม่เขาค่อนข้างเข้มงวด

นงลักษณ์ : ชอบที่อาจารย์สร้างพล็อตตรงที่ไม่ให้เด็กคนนี้ได้เล่น มันมีความน่าสนใจ
แล้วมันทำให้เกิดจุดร่วมของตัวละครระหว่างคนที่ได้เครื่องมือมาแล้วอยากเล่น
กับตัวเด็กที่ไม่มีเครื่องมือแล้วก็อยากเล่น

ชมัยภร : มันก็เลยกลายเป็นคุณหลานไม่ได้เล่น
แต่คุณหลานต้องไปเล่นกับคุณย่าหรือว่าไปเล่นให้คุณย่า ไม่ใช่เล่นให้ตัวเองด้วยนะ
คือไม่สามารถจะมีเพื่อนเป็นของตัวเองได้ แต่ต้องเป็นเพื่อนของคุณย่า
เพราะฉะนั้นการเล่าเรื่องมันจึงต้องผ่านหลานทั้งหมด
เมื่อมันผ่านหลานทั้งหมดมุมบางมุมมันจะหายไปมุมอะไรที่มันซีเรียสจริงจังจะหายไป
เพราะว่าหลานเป็นคนเล่า เพราะฉะนั้นเพื่อนของคุณย่ามีปัญหาอะไรลึกซึ้งก็ต้องแอบไว้
คือเล่า แต่ว่ามันต้องให้รู้บ้างไม่รู้บ้าง เพราะถ้ารู้ทั้งหมดมันเป็นไปไม่ได้

นงลักษณ์ : มันมีตัวกลางที่ถูกกั๊กไว้

ชมัยภร : ใช่
มันจะถูกกั๊กไว้เพราะว่าเขาเป็นเด็ก และตัวละครอีกตัวที่เป็นตัวเชื่อมก็คือตัวที่เป็นคนดูแลคุณย่า
คือตัวคนที่ดูแลคุณย่าปกติแล้ว ถ้าเป็นตัวที่นิ่งๆ แบบคนใช้ทั่วไปก็จะไม่มีสีสัน ก็เลยสร้างขึ้นมาให้มีสีสัน
โดยให้ตัวละครที่เป็นผู้ดูแลคุณย่าเป็นผู้หญิงแต่ชื่อเป็นผู้ชาย

นงลักษณ์ : ทำไมถึงเป็นแบบนั้น

ชมัยภร : มันเป็นการสร้างบุคลิกลักษณะให้คนจำได้
ล้อเลียนอำเภอไปในตัวว่า เวลาแจ้งเกิดชอบเขียนผิด
เพราะฉะนั้นคนที่เป็นผู้ชายชื่อเป็นผู้หญิง แต่คนที่เป็นผู้หญิงชื่อเป็นผู้ชาย มันสลับกัน
เรื่องนี้ก็เลยสร้างให้ตัวละครตัวนี้เป็นที่จดจำ เลยสร้างให้ชื่อพี่สมศักดิ์
หรือยายสมศักดิ์ของคุณย่า ตัวละครเอกสามตัวก็จะมีพฤติกรรมสะท้อนให้เห็นว่า
ในสังคมเทคโนโลยี หรือสังคมสมัยใหม่ที่มีคนแก่กับเด็กอยู่ด้วยกัน
เขาจะอยู่กันได้อย่างไร แล้วคนที่จะเชื่อมก็จะเป็นคนอีกระดับหนึ่งเขาก็มีความสามารถเท่าๆกับเรา
ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เอาไว้ให้มีรสชาติมีสีสันตลกสนุกสนานอะไรทำนองนี้
คนนี้ก็จะทำให้ทุกอย่างมันขำได้
ให้เด็กไม่ซีเรียส อ่านไปก็พี่สมศักดิ์ตลกดีอะไรแบบนี้

นงลักษณ์ : ที่เขียนทั้งหมดวางไว้กี่บทอย่างไรบ้าง

ชมัยภร : ถ้าหากว่าเป็นนวนิยายยาว
เรื่องนี้จะยาวประมาณยี่สิบกว่าบท แต่เนื่องจากเป็นเรื่องเด็ก ก็เลยตัดบทเหมือนว่าบทยาวของนวนิยาย
ตัดเป็นสองบท คือเรื่องเด็กเขียนแค่สามหน้าก็จบหนึ่งบท
เพราะว่าเด็กเขาไม่ทนที่จะอ่านยาว มันก็เลยเหมือนว่ามีตั้งสี่สิบบท
ห้าสิบบทเลยเหรอ แต่จริงๆ แล้วมันมีแค่เท่ากับยี่สิบห้าบทเท่านั้น
มันดูเหมือนยาวแต่ว่าแต่ละบทสั้นนิดเดียว พอเด็กอ่านเต็มอิ่มก็พอดีจบบท
แล้วมันก็ขึ้นใหม่เรื่องมันก็ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ

                เรื่องนี้มันไม่ได้แสดงให้เห็นถึงค่าของเครื่องมือสมัยใหม่อย่างเดียว
มันแสดงให้เห็นถึงโทษด้วย แสดงทั้งสองด้าน

เพราะว่าคุณย่าซึ่งมีลูกคนหนึ่งซื้อไอแผ็ดให้
แต่มีลูกอีกคนหนึ่งซึ่งแต่งงานกับฝรั่งแต่คนนั้นไม่ชอบเครื่องมือพวกนี้มาก
แต่งงานกับฝรั่งยังไม่ชอบเลย แล้วยังแพ้ด้วย
คนที่เล่นคอมพิวเตอร์แล้วเป็นผื่นนี่คือเรื่องจริง
เพราะฉะนั้นคนนั้นเขาก็จะไม่เล่นเลย ลูกสาวคนที่แต่งงานกับฝรั่งไปอยู่แม่ฮ่องสอน
เวลากลับมาเมืองไทยจะไปอยู่แม่ฮ่องสอน ไปอยู่ในป่าเลย เพราะฉะนั้นคุณย่าเมื่อติดมากๆเข้า
ลูกชายก็ส่งไปอยู่กับลูกสาว คือทำให้มีการเปลี่ยนแปลง
และทำให้คุณย่าไปมองเห็นว่าโลกที่มันเป็นธรรมชาติมันก็น่าสนใจ  ต้องใช้เครื่องมือเทคโนโลยีพวกนี้แต่พอดี
คุณย่าเรียนรู้เองโดยอัตโนมัติว่าไปอยู่ที่โน่นใช้ไม่ได้ เขาก็ได้เรียนรู้ว่าเดือนหนึ่งที่อยู่ที่นี่มันมีความหมายมาก
กลับมาแล้วจะใช้ก็ได้หรือไม่ใช้ก็ได้ แต่ถ้าอยู่ตลอดมันต้องใช้อย่างเดียว
มันต้องเล่นอย่างเดียว เพราะฉะนั้นก็จะสร้างกระบวนไว้แบบนี้ แต่ในขณะเดียวกัน
เนื่องจากมันเป็นเรื่องของคนสูงวัย คนสูงวัยเขามีปัญหาของตัวเอง คือตามหาเพื่อนบางคนในไลน์ในเฟซวุ่นวายโกลาหลอลม่าน
และคุณเพื่อนทั้งหลายก็มีปัญหาของตัวเอง มีคนไม่สบาย มีคนมีปัญหาชีวิตอะไรแบบนี้
แต่ว่าของคนสูงวัยเราจะเล่าซ่อนๆ
ให้เด็กเห็นว่ามันมีปัญหาอยู่แต่เด็กไม่รู้ในรายละเอียดแต่เด็กมีความสะเทือนใจอยู่

นงลักษณ์ : อย่างที่บอกว่าเป็นเรื่องของสังคมสูงวัย ของสังคมไทยด้วย แล้วได้วางไว้ไหมว่าเรื่องต่อๆ
ไปจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับผู้สูงวัยเยอะขึ้น

ชมัยภร : มันเป็นไปตามธรรมชาติ
คือเวลาที่เขียนหนังสือก็จะเขียนไปตามประสบการณ์ที่เราอย่างนำเสนอ
ถ้าสมมติว่าอีกสักเดือนหนึ่งข้างหน้าเกิดไปเจอแต่หนุ่มสาวล้วนๆ และเจอเด็กล้วนๆ
ก็อาจจะไม่มีคนแก่ก็ได้ มันแล้วแต่ประสบการณ์ที่เข้ามาแล้วเราเห็นประเด็น
ถ้าเราเห็นประเด็นคนสูงวัยมาก อย่างที่เขียนคุณย่าติดไลน์ คุณยายติดเฟซ ตามหลังสายาห์สาละวน
ก็ถือว่าเรื่องที่เป็นผู้สูงวัยก็ติดกันสองเล่มแล้ว คราวหน้าจริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่กำลังเขียนอยู่ในนิตยสารขวัญเรือนก็เป็นเรื่องการเล่าถึงสภาพชีวิตของคนคนหนึ่ง
ซึ่งมีทั้งความตื่นเต้น มีทั้งโลกที่หมุนไป ละโลกที่หยุดหมุน เรื่องนี้ตั้งชื่อว่า
โลกหยุดหมุน
กำลังเขียนอยู่ได้ย้อนระลึกเยอะอยู่ มีตั้งแต่เด็กจนถึงสูงวัยเลย เป็นวิถีชีวิตที่ครบถ้วน
ส่วนอีกเรื่องหนึ่งซึ่งตั้งใจว่าเมื่อเขียน เมื่อโลกหยุดหมุนเสร็จ
จะต้องเขียนต่อให้เสร็จก็คือ ลานเพชรพร่าง
เขียนถึงคนหนุ่มสาวซึ่งไม่มีคนแก่ ตั้งใจเขียนถึงคนหนุ่มสาวเลย
เขียนค้างอยู่แล้วมีคนมาถามตลอดว่าตัวละครตัวนั้นเป็นใคร ทำลึกลับนิดหน่อยไม่รู้ว่าเป็นใคร
นักอ่านทั้งหลายก็ตื่นเต้นกันใหญ่

 



นงลักษณ์ : โดยส่วนใหญ่ผู้อ่านจะได้อ่านงานของอาจารย์ผ่านทางนิตยสารรายปักษ์
รายสัปดาห์ก่อน
อย่างที่ทราบกันว่าบางเล่มที่เขียนให้ประจำก็ปิดตัวไป
มีผลกระทบกับความสดใหม่ในการเขียนหรือไม่

ชมัยภร : การที่เราเขียนลงนิตยสารมันเป็นการทำงานที่ถูกกรอบเวลาบังคับมีแรงบันดาลใจที่ถูกกระตุ้นโดยเสียงของบรรณาธิการ
มันทำให้เราสามารถทำงานได้ มันเหมือนกับเวลาที่เรากำลังคิดอยู่
พอเสียงบรรณาธิการมามันเหมือนมีการรวมตัวของสมาธิเลย แล้วก็ออกมาเป็นตอนได้
มันเป็นกลวิธีในการทำงาน แต่เมื่อถึงที่สุดแล้วเมื่อจะรวมเล่มมันก็ต้องกลับมาอ่านใหม่ทั้งหมด
เรื่องคุณย่าติดไลน์ คุณยายติดเฟซ
บรรณาธิการทำงานหนักมาก บรรณาธิการติงเยอะมาก ตรงไหนที่เราเห็นว่ามันตัดได้เราจะจัดการเลย
เพราะเมื่อรวมเล่มแล้วคนอ่านจะไม่เหมือนคนอ่านรายสัปดาห์
คนอ่านรายสัปดาห์จะอ่านไปเรื่อยๆ อ่านด้วยความสนุก แต่พอเวลารวมเล่มมันจะต่อกันเลย
เพราะฉะนั้นบรรณาธิการก็จะทำงานหนัก เขาจะเห็นทะลุเลยว่าตรงไหนมันหายไป จริงๆ บางทีเวลารวมเล่มตัดทิ้งไปทั้งบท

นงลักษณ์ : เล่มนี้มีแก้เยอะไหม

ชมัยภร : เรื่องนี้แก้เยอะ
เพราะมีการผูกปมเอาไว้แล้วปมมันซับซ้อนเกินเรื่องเด็ก ก็ต้องแกะปมออก

นงลักษณ์ : ก่อนหน้านี้ได้พูดว่าตัวละครในเรื่องต้องไปอยู่ในป่า
และถ้าใครได้ติดตามเฟซบุ๊กของอาจารย์ก็จะเห็นเรื่องเกี่ยวกับเมืองต้นไม้ อยากให้เล่าว่า เมืองต้นไม้คืออะไร

ชมัยภร : คือสามีเป็นคนทะเล ปลูกต้นไม้ไม่เป็น ปลูกต้นไม้ไม่เป็นหมายความว่า
ปลูกผลไม้ ทำสวน หรือปลูกอะไรที่ค้าขายได้ ทำไม่เป็น ถ้าจะให้ปลูกสวนเงาะ
สวนมังคุด สวนทุเรียน เราก็คงจะลงทุนฟรีไปเลย แต่ว่าสามีเป็นคนชอบป่า
เพราะฉะนั้นให้ปลูกป่าดีที่สุด ซึ่งเขาก็รู้สึกสนุกกับการทำแบบนี้
ก็คือมีที่ดินแปลงหนึ่ง ที่แปลงนี้เป็นแปลงที่เป็นไร่ข้าวโพด แต่ว่าสามีเอาต้นไม้อะไรก็ได้ไปจิ้มไว้
10 ปีผ่านไปมันโต
มันโตเป็นป่า  โดยที่เราไม่ได้ใส่ยา
ไม่ได้ใส่ปุ๋ย เพราะฉะนั้นในป่านั้นมันก็เป็นป่าที่บริสุทธิ์ไม่มีสารเคมี
ในขณะที่รอบๆ เราเป็นสวนลำไย ซึ่งแน่นอนเขาก็ต้องมีใส่ปุ๋ย ใส่ยาฆ่าแมลง แต่สวนเราไม่มี
แต่มันไม่มีสัตว์ป่านะ คือมันเป็นป่าที่มันถูกล้อมด้วยสวน เป็นป่าจริงๆ
แล้วก็เป็นแรงบันดาลใจสำหรับคนที่ไม่รู้จักป่า พาเด็กนักศึกษาบ้าง
เพื่อนนักเขียนบ้างไปดู เพื่อให้รู้ว่าถ้าเราปลูกเองมันเป็นแบบนี้นะ
เราปลูกตามมีตามเกิด
ใครที่สนใจก็ไปคุยกันในเพจเมืองต้นไม้ได้


“หน้าที่ของเราคืออุดรอยรั่วหรือช่องโหว่ของงานเขียน” – กว่าชื่น บางคมบาง
บรรณาธิการสำนักพิมพ์คมบาง

นงลักษณ์ : อาจารย์บอกไว้ว่าเป็นความกล้าหาญในการก้าวข้ามความเป็นแม่ลูก
ที่มาดูแลงานตรงนี้ให้

กว่าชื่น : แรกเลยกับการดูงานเขียนของคุณชมัยภร
แรกสุดเราจะไม่กล้า แต่เราจะบอก คือจะบอกทุกบรรทัดเลย เช่น
ตอนนั้นจำได้ว่าเป็นเรื่องคุณปู่แว่นตาโต
แล้วก็จะมีเรื่อง ป้าจ๋า โก้ ติ๊ดตี่ น่ะจ้ะ
เป็นยุคแรกของการเป็นบรรณาธิการงาน เวลาข้อบกพร่องอะไร เราจะเขียนไว้
แล้วก็เอาไปถาม ทีนี้มันเยอะ หมายความว่าอย่างเช่น เรื่อง
ป้าจ๋า โก้ ติ๊ดตี่ น่ะจ้ะ
มันมีเรื่องที่ตัวละครดูนก
แต่ว่าคุณชมัยภรไม่ใช่นักดูนก
เวลาการอธิบายนกก็เลยอธิบายบางจุดที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ในการอธิบายนก เช่น
ถ้าจะบอกว่านกชนิดนี้จุดเด่นของมันคือหัวแดง แต่คุณชมัยภรอาจจะไปอธิบายว่า
ปีกสีน้ำตาล ซึ่งนักดูนกเขาไม่อธิบายแบบนั้นกัน สำหรับนกชนิดนี้ จุดเด่นคือหัวแดง
เราต้องพูดถึงหัวแดงเป็นอันดับแรก มันก็จะเป็นสิ่งที่เราจะคอยพยายามบอกว่า
มันต้องแบบนี้นะ คุณชมัยภรก็เกิดความงุนงงว่า จู้จี้จังเลยกับเรื่องนก
เธอก็แก้ไปสิ มันก็เหมือนเป็นใบอนุญาตว่าต่อไปเธอแก้ได้แล้วนะ
จากการที่เราไม่กล้าแก้ก็เรียนรู้ว่าเขาให้เราแก้ได้

                หรือว่านิยายบางเรื่องเราอ่านแล้วเราก็รู้สึกกว่า
ตรงนี้มันไม่ใช่ ขับรถกันยังไงมันถึงตกเขาได้ ทำไมมันถึงตกเขา คือจริงจังมากนะ
จะวาดรูปเลยขับรถชิดซ้าย แล้วมันวนทางนี้ ทำไมมันตกเขา
ถ้ามันชนแบบนี้มันต้องไม่ตกเขา เราก็ตั้งคำถาม แล้วในที่สุดคุณชมัยภรก็เฉลยว่า
เราให้มันขับรถชิดขวา คือเขาไม่ใช่คนขับรถ
เวลาที่เขียนเขาก็เขียนไปตามความเคยชินว่ารถอยู่ข้างขวา มันก็เป็นจุดเล็กๆ
ที่นักอ่านจะไม่สังเกต เพราะว่าความสำคัญตรงนี้คือตัวละครมันขับรถแล้วตกเขา
แต่ในฐานะบรรณาธิการคือ ขับรถไปทางนี้ เลี้ยวไปทางนี้ โดนชนแบบนี้
แล้วจะตกเขาได้ยังไง นักอ่านจะไม่ได้สังเกตเพราะจิตเขาไม่ได้อยู่ตรงนั้น
แต่เราจะสงสัยทุกเรื่อง ทำไมไปอย่างนี้ แล้วทำไมตัวละครนี้ถึงไปแบบนี้
คือมันยิบย่อย

 นงลักษณ์ : ก็ต้องหาข้อมูลประกอบใช่ไหม

กว่าชื่น : ใช่ เราเอาหนังสือคู่มือดูนกมาเปิดนะ สมมติว่าในเรื่องนั้นตัวละครพูดถึงอะไร
เรื่องอะไร กิจกรรมอะไรในนั้น เราจะต้องลงไปดูในรายละเอียดว่าเขาทำกันแบบนี้ใช่ไหม
อย่างคุณย่าติดไลน์ คุณยายติดเฟซ
มันจะมีบางจุดที่ไม่ใช่
อย่างปกติเราเรียก ติดเฟซ เล่นเฟซ แต่ว่าในการตีพิมพ์เป็นเล่ม เราปรับนะ
เราไม่ได้ใช้คำว่า “เล่นเฟซ” ไปทุกคำ เราต้องพูดเต็มว่า เฟซบุ๊ก
เพราะมันอยู่ในงานพิมพ์ อันนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่ง อีกเรื่องก็คือ
เรื่องรายละเอียดในงาน เช่น จะมีตัวละครในตอนที่คุณย่าเริ่มผูกสัมพันในเฟซบุ๊ก
ในไลน์ มันจะเริ่มจากคุณย่าเล่นเกมก่อน คุณชมัยภรก็จะผูกเรื่องให้คุณย่าเล่นเกม
เพื่อจะไปพบเพื่อนเก่า ซึ่งในความเป็นจริงเราเปิดเกมตามเลยนะ
ในเรื่องเขียนถึงเกมอะไรเราเปิดเลย ไหน โหลดเพื่อนตรงไหน
คือในงานเขียนของคุณชมัยภรค้นหาชื่อเพื่อนจากเกมในทีแรกที่เขียน  เราก็หาไม่เจอ เปิดอีกเกม ก็ไม่ใช่
มันเพิ่มเพื่อนจากเกมไม่ได้ ในที่สุดเราก็ได้ข้อสรุปว่า
มันเพิ่มเพื่อนจากเกมไม่ได้ มันต้องเพิ่มจากเฟซบุ๊กก่อน
มันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะเพิ่มเพื่อนจากเกม
เพราะมันเป็นนโยบายของเกมว่าต้องรักษาความเป็นส่วนตัวของคนเล่นเกม
สุดท้ายเราก็ต้องหา วิธีให้เป็นไปตามพล็อตที่คุณชมัยภรเขียนว่า
ตัวละครต้องหาเพื่อนจากการเล่นเกม คือหมายความว่าคุณชมัยภรคงตั้งโจทย์ว่า
จากเกมพัฒนาเป็นไลน์และเฟซบุ๊ก แต่มันพัฒนาไปไม่ได้เพราะมันย้อน เราต้องหาทางให้ตัวละครมันไปให้ได้ตามพล็อตที่คุณชมัยภรตั้งไว้
เพราะไม่ฉะนั้นเรื่องมันจะดำเนินไปไม่ได้

                หรือว่าเรื่องภาษา
ตัวละครบางตัวบางครั้งใช้ภาษาที่ไม่ใช่ตัวละครนั้น อย่างที่อาจารย์สุวรรณาบอกว่า
ตัวละครเป็นเด็ก แต่คือคุณชมัยภร อย่างที่บอกบางครั้งตัวละครใช้ภาษาที่ไม่ใช่
น้ำอุ่น (ชื่อตัวละครเด็กในคุณย่าติดไลน์ คุณยายติดเฟซ) น้ำอุ่นไม่มีวันพูดแบบนี้
แต่คุณชมัยภรเขียนให้น้ำอุ่นพูด เนื่องจากว่าตัวละครเล่าเรื่องผ่านน้ำอุ่น
แม้กระทั่งความคิดในความเป็นจริงคือมันคือความคิดผู้เขียน
เราต้องพยายามปรับให้เป็นน้ำอุ่นให้ได้
ซึ่งขนาดปรับแล้วก็ยังถูกผู้อ่านที่รู้ทันบอกว่านี่คือน้ำเสียงของคุณชมัยภร
เวลาที่เราเป็นบรรณาธิการเราต้องคอยปรับให้มันเสมอให้ได้ บางจุดต้องปรับสำนวน
บางจุดตัดสำนวนพูดออกเลย เพราะว่ามันไม่ใช่น้ำอุ่นแน่ๆ แต่เป็นคุณชมัยภร
แต่ว่าจุดแบบนี้บางทีก็ไม่ได้แจ้งผู้เขียน ต้องบอกไว้ก่อน
เพราะมันละเอียดมันยิบย่อย แต่ถ้าเป็นจุดใหญ่ๆ จะบอกก่อน อย่างจุดเรื่องเล่นเกม
มาเล่นเฟซบุ๊ก เพิ่มเพื่อน อะไรพวกนี้ เราจะบอกก่อนว่ามันทำไมได้นะแบบนี้มันต้องทำอีกแบบหนึ่ง
สมมติถามไปสามวันแล้วลงไม่จบก็จะบอกว่าถ้าอย่างนั้นจะแก้ให้แล้วลองไปอ่าน
คือบางจุดผู้เขียนก็จะรู้สึกว่าต้องใช้เวลาในการแก้ เราก็จะแก้ให้
แล้วส่งให้ดูว่าเราแก้แบบนี้เอาไหม หรือว่าบางจุดเปิดเรื่องไว้ว่าตัวละครตัวนี้จะต้องเป็นอัมพาต
แต่มีอีกฉากหนึ่งที่เดินได้ ซึ่งบางทีมันหลุด
คือเขาอาจจะผูกไว้ว่าให้ป่วยแต่ลืมไปว่าเขียนไว้ว่าเป็นอัมพาต เราก็ต้องไปหา
ถ้าไม่มีแปลว่าเราแก้นะตรงนี้ แต่ถ้าบางจุดเขามีจริงๆ
เขียนไว้แต่ลืมว่าเขียนไว้ก็มี ผ่านไปสามตอนกลับไปเป็นแบบแรกอีกก็มี คือรายละเอียดแบบนี้มันยิบย่อย
การทำงานเป็นบรรณาธิการคือการที่จะต้องไล่ตามตัวละครทุกตัวว่ามันมีพัฒนาการไปทางไหน
แล้วก็จะต้องตามพล็อตให้ได้ บางทีต้องยอมรับว่าบางตัวละครเปิดมาแล้วถูกทิ้ง
เพราะว่าการเขียนงานเป็นตอนมันเป็นแบบนั้น บางทีเปิดมาแล้วก็ไม่รู้ว่าจะให้มันสำคัญตรงไหน
อย่างเช่นตัวละครที่เป็นเพื่อนของน้ำอุ่นจะมีหลายช่วงที่มีชื่อนั้นชื่อนี้
ทำไมน้ำอุ่นมีเพื่อนเยอะแต่ว่าถูกทิ้ง น้ำอุ่นตอนเริ่มต้นเพื่อนจะชื่อหนึ่ง
เราก็เอาเพื่อนตอนท้าย กับเพื่อนตอนต้นมารวมเป็นเพื่อนเดียวกัน
ไม่อย่างนั้นน้ำอุ่นจะมีเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งโผล่มาแล้วก็หายไป

 


 นงลักษณ์ : แต่ก่อนจะพิมพ์จริงก็จะให้คุณชมัยภรอ่านอีกรอบหนึ่ง

กว่าชื่น : ก็จะบอกก่อน ตรงไหนที่แก้ก็จะต้องบอก

นงลักษณ์ : มีแก้กลับคืนมาไหมว่าแก้ทำไม แบบนี้ก็ดีแล้ว

กว่าชื่น : ไม่มี เขาก็จะบอกว่า แก้ไปเถอะ ถ้าเราบ่นเยอะๆ
เขาก็จะบอกว่า เป็นหน้าที่บรรณาธิการก็แก้ไปสิ นี่คือหมายความว่าในตอนหลังแล้วนะ
ในตอนที่ไว้ใจฝีมือกันแล้ว แต่ก่อนหน้านั้นก็เคยมีช่วงที่งอนกันเล็กน้อยว่า
เขียนอะไรก็ไม่ดี มาแก้เยอะแยะไปหมดอะไรแบบนี้ก็มี

นงลักษณ์ : ซึ่งคุณชมัยภรก็เรียนรู้กระบวนการเป็นบรรณาธิการของคุณแล้ว

กว่าชื่น : ถูกต้อง คือต่างฝ่ายต่างเรียนรู้กัน
เพราะว่าเมื่อก่อนเวลาเราแก้เราก็นิสัยไม่ดี
เราก็เขียนตัวแดงไปทั้งหน้าไว้ในต้นฉบับ ก็ดูไม่ดี
ดูเหมือนแบบเขียนอะไรก็ไม่ดีเหรอ

นงลักษณ์ : เหมือนไปทำให้เขารู้สึกไม่ดี

กว่าชื่น : อารมณ์มันเหมือนแบบอย่างให้เห็นอะไรชัดๆ
มันเลยแดงไปหมด เราก็เข้าใจนะ แต่ตอนที่เขียนทีแรกมันคิดอีกแบบหนึ่ง
เราคิดว่าเดี๋ยวไม่เห็น แต่พอผ่านไปแล้วมีเหตุการณ์งอนเกิดขึ้นแล้ว ก็เลยคิดได้ว่า
มันก็แดงไปจริงๆนะ ตอนหลังก็จะปรับด้วยการแก้ที่
Word เลย (แก้ในไฟล์ต้นฉบับที่เป็น Microsoft Word) แต่ว่าการแก้ word เลยต้องคุยกันแล้วนะ
จุดใหญ่จะแก้ที่
Word จุดใหญ่อย่างเช่นเรื่องดาวน์โหลดโปรแกรม
หรือว่าเรื่องตัวละครจะแก้ใน
word แต่จะบอก บางงานจะแก้ส่งให้เขาแล้ว เขาก็จะแก้อีกก็มี
เพราะว่าเราอาจจะไปผูกตัวละครให้เขาใหม่ เขาก็ไม่เอา เขาก็จะผูกตัวละครเดิม
แต่บางทีปรับแล้ว แต่บังเอิญมีบทอื่นที่มันไปสัมพันธ์กัน คือไปปรับตรงนี้
แต่ไปกระทบกับอีกบทหนึ่ง บรรณาธิการก็จะมาไล่ดูว่าที่ปรับไป
ไปกระทบกับตรงไหนหรือเปล่า 
ไดอะล็อกบางอันมันไปผูกพันกับอีกบทหนึ่ง เราก็ต้องตามไปปรับ
คือเราก็ต้องยึดสิ่งที่เขาแก้ คอนเซ็ปต์นักเขียน ว่าเขาจะแก้ตรงนี้
เราก็ต้องยึดว่าเดี๋ยวเขาจะแก้แบบนี้นะ เดี๋ยวเราตามไปแก้อีกสามบท
อีกสี่บทที่เขาลืมไปแล้วว่ามันต่อเนื่องกัน หน้าที่บรรณาธิการก็เป็นแบบนี้

นงลักษณ์ : คุณกว่าชื่นให้ภาพได้น่าสนใจว่ามันมีรายละเอียดเยอะมาก
ใครที่อยากเป็นบรรณาธิการ ก็เอาหลังตรงนี้ไปปรับใช้ได้

กว่าชื่น : ตอนนี้กำลังมีประเด็นกันอยู่ว่าอาชีพบรรณาธิการกำลังจะหายไป  บรรณาธิการคือผู้อยู่เบื้องหลัง
ถ้างานเล่มนั้นดี นักเขียนได้คำชม
แต่ถ้างานเล่มนั้นเกิดมีข้อผิดพลาดความผิดจะอยู่ที่บรรณาธิการทันที เช่น
บรรณาธิการปล่อยออกมาได้ยังไง เราจะเคยได้ยินแบบนี้ แต่ถ้าเล่มนั้นดีมากๆ จริงๆ แล้วเบื้องหลังจะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้แต่จะได้ยินว่า
นักเขียนเล่มนี้ดีมากเลย คนแปลเล่มนี้ดีมากเลย
แต่ว่าขั้นตอนระหว่างนั้นอย่างเช่นนักแปลบางคน
การทำงานกับบรรณาธิการตบตีงานกันน่าดูก็ต้องยอมรับ ใช่ไหมคะ

นงลักษณ์ : เคยไปฟัง นักแปลเขียนกำกับไว้เลยว่าห้ามแก้แม้แต่คำเดียว

กว่าชื่น : ความเป็นจริงบรรณาธิการอาจจะเห็นอะไรที่นักแปลไม่เห็น
หรือที่นักเขียนก็ไม่เห็น บรรณาธิการเขาจะเห็นช่องโหว่ บางครั้งก็อาจจะเป็นภาษา
บางครั้งก็อาจจะเป็นความละเมียดละไม ซึ่งคนเขียนบางทีอ่านของตัวเองก็อาจจะไม่เห็น
หรือคนแปลอ่านของตัวเองก็อาจจะไม่เห็น  อาชีพบรรณาธิการ เป็นอาชีพผู้อยู่เบื้องหลัง
ผู้สร้างสรรค์ แต่ไม่ค่อยได้รับคำชมเท่าไร
ถ้าได้รับคำชมก็แปลว่าคุณเป็นบรรณาธิการที่ใหญ่พอสมควร
ระดับบรรณาธิการนิตยสารใหญ่ๆ อะไรแบบนี้

นงลักษณ์ : เกิดอยู่ในบ้านที่มีแม่เป็นนักเขียน
พ่อเป็นนักแปลแบบนี้ หนังสือที่บ้านคืออ่านโดยอัตโนมัติเลยใช่ไหม

กว่าชื่น : ไม่ เป็นเด็กดื้อ เป็นเด็กไม่ชอบอ่าน

นงลักษณ์ : คุณมาเริ่มอ่านตอนไหน

กว่าชื่น : เด็กๆ ก็อ่าน เช่น เจ้าชายแคสเปี้ยน ประมาณ
ทอม ซอว์เยอร์ ผจญภัย เราจะถูกพ่อบอกให้อ่าน เราก็อ่านนั่นแหละ
จำได้ว่าตอนเด็กๆ พ่อพูดว่า ไม่ต้องเรียนมันหรอกหนังสือน่ะ
อ่านหนังสือบนชั้นนี้ให้หมดก็พอ ในใจเราเถียงชะมัดเลย
จะไม่ให้เรียนหนังสือแล้วให้มาอ่านหนังสือ แต่เราก็เป็นคนที่คุ้นเคยกับหนังสือ
คุ้นเคยกับการใช้ภาษา เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่คนในบ้านคุยกัน เช่น
นั่งดูข่าวอยู่ในบ้านกันสามคน ภาษาข่าวขึ้นมาแบบฮาๆ เราจะรีบถกกันเลย
ว่าทำไมใช้ภาษาแบบนี้ คือมันเป็นธรรมชาติของครอบครัว
แต่ถ้าถามว่าเราเป็นนักอ่านตัวยงไหม ไม่ ต้องยอมรับว่าไม่ แต่เราอ่านหนังสือไหม
เราอ่าน แต่ด้วยการที่อยู่ในครอบครัวแบบนี้เราจะรู้จักวิจารณ์
คือเราจะรู้ว่าอันนี้มันไม่ดียังไง มันเป็นการเรียนรู้ลักษณะคุณค่างานวรรณกรรม
เราก็เลยเป็นคนเลือกอ่าน
โดยนิสัยไม่ดีคือไม่ได้อ่านทุกเล่ม

นงลักษณ์ : ในฐานะที่คุณกว่าชื่นเป็นบรรณาธิการ
และเป็นลูกของนักเขียนด้วย ดูงานคุณชมัยภรมาเกือบทุกเล่ม ได้เห็นพัฒนาการอะไรในงานของคุณชมัยภรบ้าง

กว่าชื่น : ถ้าถามว่างานของคุณชมัยภร
ถ้าเป็นนิยายก็เป็นไปตามวัยของคุณชมัยภร คือมันแก่ลง ตัวละครมันแก่ลงๆ จริงนะ
อย่างเมื่อก่อนอ่านจดหมายถึงดวงดาว
มันก็จะเป็นตัวละครวัยรุ่น รังนกบนปลายไม้ บันทึกจากลูกผู้ชาย หน้าต่างสีชมพู
ประตูสีฟ้า
มันหรรษา มันวัยรุ่น มีความรักแก้มแดงอะไรแบบนั้น
มันยังมีความรักแบบใสๆ แบบเด็กๆ แบบวัยรุ่นให้เราอ่านแล้วเราก็จั๊กจี้ไป
แต่พอเริ่มในช่วงกลาง งานจะหนักขึ้น ไม่ใช่เฉพาะบรรณาธิการ นักอ่านก็พูด
นักอ่านจะบอกว่าเดี๋ยวนี้ชมัยภรเขียนงานหนัก มันถึงมีเรื่องปุยนุ่นกับสำลี ขึ้นมาหนึ่งเรื่อง
เนื่องจากว่าผู้อ่านได้บ่นไปกับบรรณาธิการขวัญเรือน คุณมณฑา ศิริปุณย์
ว่าเขียนแต่เรื่องหนักๆ คุณชมัยภรก็เลยตั้งชื่อเลยว่า ปุยนุ่นกับสำสี เบาพอไหม เหมือนประชดเลย
แล้วก็เป็นเรื่องที่สุด เพราะเขาตั้งใจว่าจะเขียนเรื่องที่เบาๆ แต่ว่าประเด็นก็ยังหนักอยู่นะ   แต่เขียนให้สนุก
ประเด็นหนักอยู่ ประเด็นผู้หญิง แต่เขียนให้ตลก มีตัวละครคนใช้ มีด็อกเตอร์
คุณชมัยภรจริงๆ แล้วเขามองประเด็นที่มันหนัก เขาเป็นคนเขียนเรื่องหนัก แม้ว่าจดหมายถึงดวงดาว จะมีพระเอกสามคน นางเอกสามคน
แต่ประเด็นในเรื่องมันหนักมาก พอวัยคนเขียนเยอะขึ้นเรื่อยๆ
คนเขียนก็พัฒนาตัวละครไปสู่คนที่มีอายุ มองประเด็นความรักไปสู่ประเด็นครอบครัว
จากนั้นเรื่องความตายเข้ามา คุณชมัยภรไม่เคยเขียนเรื่องตายตอนจบ นักอ่านจะรู้
ในฐานะคนขายหนังสือด้วย นักอ่านจะถามว่าตอนจบตายไหม คุณชมัยภรไม่เขียนตายตอนจบ เพิ่งมีเรื่องในเวิ้งฟ้าอันไพศาลที่มีการตายเกิดขึ้น
แม้ว่าจะไม่ใช้ตัวเอกเสียทีเดียวแต่ก็ตาย แล้วก็เศร้า คุณชมัยภรไม่เคยจบเศร้า
ถึงจะจบไม่แฮปปี้ พระเอกไม่ได้คู่นางเอก หรือว่าไม่ได้รักกันขนาดนั้น
แต่ก็ไม่เศร้า จะจบเหมือนชีวิตจริงมากกว่า แต่ก็จะไม่เศร้าไม่ตาย แต่เล่มนี้มีตาย
เป็นความตายในนิยายที่กระตุ้นให้เรารู้สึก
ถ้าถามถึงความประสบความสำเร็จในการเขียนและในการกล่าวถึงประเด็นการคิดถึงความตายอย่างสงบ
ก็ประสบความสำเร็จนะ

นงลักษณ์ : ในส่วนของคุณยายติดไลน์
คุณยายติดเฟซ มีอยู่ในส่วนของอีบุ๊ก คมบางจะวางงานในอีบุ๊กเพิ่มขึ้นไหม

กว่าชื่น : เป้าหมายก็จะวางเพิ่มขึ้น
แต่ถ้าถามว่ามันจะมาทดแทนกับสิ่งพิมพ์ไหม มันก็ไม่ แต่ว่าจะไปคู่กัน
เพราะว่าอย่างที่บอก มันเป็นทางเลือกสำหรับคนที่อยู่ไกล คนที่อยู่ต่างประเทศ
ถามว่าเราส่งหนังสือไปให้เขา ลำบากไหม ก็ลำบาก จะถึงหรือเปล่าก็ไม่รู้อีก  ค่าส่งเท่าไรอีก
และคนที่อยู่ต่างประเทศเขาก็ใช้เครื่องมือสื่อสารได้ดีกว่าเรา
คือวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆ ไปถึงทางโน้นแล้ว เขาเฉยๆ กับการไม่ต้องอ่านตัวเล่มแล้ว
ทีนี้มันก็กลายเป็นว่า ถ้าเราเข้าถึงกลุ่มคนตรงนั้นได้มันจะดี ทั้งกับเรา
ทั้งกับคนอ่าน แล้วก็ทั้งกับการสร้างกระแสการอ่านให้มันแพร่หลาย ณ
ปัจจุบันไม่ใช่แค่ว่าคนไทยอ่านหนังสือ มันก็รอบโลก เราเล่นเฟซบุ๊กกับคุยคนที่อยู่ฟินแลนด์ได้เลย
ทำไมเราจะอ่านหนังสือผ่านเครื่องมือนี้ไม่ได้ มันก็น่าจะได้ แต่มันอาจจะยังไม่ชิน
อย่างคนญี่ปุ่นก็มีส่วนหนึ่งที่ไม่ซื้อเล่ม ฝรั่งเขาก็ไม่ซื้อเล่มเพราะหนัก
แบกไปไม่ได้อะไรแบบนั้น ถือว่าเป็นทางเลือก อย่ามองว่ามันเป็นศัตรูกัน
ให้มองว่ามันเป็นสิ่งที่ไปคู่กัน เป็นทางเลือกอีกทางเลือกหนึ่ง เป็นโอกาส
จากการที่เราทำงานสิ่งพิมพ์มาจนถึงตอนนี้
เราก็ไม่ได้คิดว่าอีบุ๊กมันจะทำให้หนังสือขายไม่ได้ หนังสือมันขายไม่ได้
มันขายไม่ได้เพราะอย่างอื่น แต่อีบุ๊ก คนอ่านอ่านอีบุ๊กกับอ่านหนังสือ
จริงๆ แล้วอาจจะเป็นคนกลุ่มใกล้ๆ กันนิดเดียว
คือเป็นกลุ่มคนที่อ่านหนังสืออยู่แล้ว มันก็สมมติเหมือนคนฟังเพลง
เมื่อก่อนเราต้องซื้อแผ่น พอช่วงหนึ่งมีดาวน์โหลดเพลงฟรีเยอะ มีละเมิดลิขสิทธิ์
ปัจจุบันคนทำเพลงปล่อย
I-Tune ออกมาก่อนทั้งนั้น
แล้วถึงมาออกแผ่นตามหลัง

 

 


6

เปิดตัวหนังสือ และ E-book คุณย่าติดไลน์ คุณยายติดเฟซ

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม และ สำนักพิมพ์คมบาง
ขอเชิญผู้สนใจ และสื่อมวลชนทุกท่านร่วมงาน เปิดตัวหนังสือ และ E-book

คุณย่าติดไลน์ คุณยายติดเฟซ

และเตรียมรับสังคมผู้สูงวัยด้วยสัมมนาและปฏิบัติการการเขียน 
เขียนอย่างไรให้เป็นวรรณกรรมโลกใสวัยสวยเพื่อคนสูงวัย

วันพฤหัสบดีที่ 6 เมษายน 2560 (เป็นวันหยุดราชการ)
ณ ห้อง Meeting Room 4 ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

**ลงทะเบียนล่วงหน้า ได้รับโค้ด E-book อ่านฟรี จาก Meb**
ลงทะเบียนได้ที่ช่องทางดังนี้ หน้าเพจเฟซบุ๊กสำนักพิมพ์คมบาง E-mail: combangweb@gmail.com 
โทร. 0841428932

กำหนดการ
ภาคเช้า
9.30 น. ลงทะเบียน
10.00 น. พิธีเปิดงาน
10.15 น. เปิดตัวหนังสือ วรรณกรรมโลกใสวัยสวยเพื่อคนสูงวัย
กว่าจะเป็น คุณย่าติดไลน์ คุณยายติดเฟซ และ สายาห์สาละวน โดย ชมัยภร แสงกระจ่าง สุวรรณา เกรียงไกรเพ็ชร์ นรีภพ สวัสดิรักษ์ ดำเนินรายการโดย จรูญพร ปรปักษ์ประลัย
12.00 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน
13.00 น. หนังสือชมัยภรออนไลน์ไปเป็น E-book
โดย คุณรวิวร มะหะสิทธิ์ จาก Meb ผู้นำด้าน E-book 
และ กว่าชื่น บางคมบาง จาก สำนักพิมพ์คมบาง
13.30 น. เขียนอย่างไรให้เป็นวรรณกรรมโลกใสวัยสวยเพื่อคนสูงวัย 
โดย ชมัยภร แสงกระจ่าง (นวนิยาย) เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์ (บทกวี) ประชาคม ลุนาชัย (สารคดี) ดำเนินรายการโดย ธารา ศรีอนุรักษ์
15.00 น. พักรับประทานอาหารว่าง
15.15 น. การฝึกปฏิบัติการเขียน วรรณกรรมโลกใสวัยสวยเพื่อคนสูงวัย โดยวิทยากรคณะเดิม
16.30 น. ปิดรายการ
————————–————————–——————–

สามารถสั่งจองหนังสือ คุณย่าติดไลน์ คุณยายติดเฟซ ได้ที่ กล่องข้อความเพจ สำนักพิมพ์คมบาง (หนังสือจะจัดส่งในช่วงงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ) หรือเดินทางไปซื้อด้วยตนเองในงานสัปดาห์หนังสือ ที่ บูธ สำนักพิมพ์คมบาง N35 โซน C1 ชั้นล่าง

สำหรับนักอ่านท่านใดที่อยู่ไกล ไม่สะดวกมาที่งานและต้องการความสะดวกรวดเร็ว เร็วๆนี้ เตรียมพบกับ คุณย่าติดไลน์ คุณยายติดเฟซ ในรูปแบบ E-book 

งานสัปดาหนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 45 ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
วันที่ 29 มีนาคม 2560 จะเปิดให้ประชาชนเข้าชมงาน 
เวลา 10.00 -13.00 น. และ 19.00 – 21.00 น.
วันที่ 30 มีนาคม ถึง 9 เมษายน 2560 เปิดให้เข้าชมงาน
เวลา 10:00 – 21:00 น.

การเขียน การอ่าน วรรณกรรมในมุมมองของ ชมัยภร แสงกระจ่าง

บทสัมภาษณ์ : การเขียน การอ่าน วรรณกรรมในมุมมองของ ชมัยภร แสงกระจ่าง

รายการ หลบมุมอ่าน : นงลักษณ์ เหล่าวอ บัตเลอร์ ดำเนินรายการ


ภาพถ่าย ชมัยภร โดย : สุณิสา เจริญนา


การเขียนสารนิยาย ถึงบุคคลสำคัญของโลก เล่มแรกและเล่มล่าสุด
 – เล่มแรกที่เขียนคือของศรีบูรพา เพราะท่านเป็นนักเขียน เป็นบุคคลสำคัญของโลก ก่อนหน้าที่จะเขียนของบุคคลสำคัญ เคยเขียนประวัติของ ส.บุญเสนอ ซึ่งท่านเป็นผู้ที่อุทิศที่ดินและบ้านให้สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ซึ่งตอนนั้นเป็นนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ก็เลยเขียนประวัติท่าน เพื่อให้คนอื่นได้รู้จักกว่าท่านเป็นใครมาอย่างไร แต่เขียนเป็นลักษณะของสารนิยาย ตีพิมพ์ในนิตยสารสกุลไทย พอเขียนเสร็จเราก็รู้ว่าเวลาหาข้อมูลอะไรต่างๆ เราต้องระมัดระวังอย่างไร พอมาเขียนประวัติของศรีบูรพา ก็ทำให้ข้อมูลเป็นชุดเดียวกัน เพราะเป็นคนในช่วงใกล้เคียงกัน ก็เขียนประวัติศรีบูรพาในวาระครบรอบ 100 ปี และที่ได้ประกาศให้ท่านเป็นบุคคลสำคัญของโลก ก็เป็นลักษณะการหาข้อมูลแบบเดียวกัน จากนั้นก็มาเขียนในช่วง 110 ปี ท่านปรีดี พนมยงค์ ของศรีบูรพาชื่อว่า กุหลาบแห่งแผ่นดิน ของท่านปรีดีชื่อว่า สันติ ปรีดี และล่าสุดก็มาเขียนของ อ.ป๋วย อึ๊งภากร บุคคลสำคัญของโลกเหมือนกัน ในหัวข้อทำนองเดียวกัน คือหัวข้อ สารนิยายประวัติชีวิตท่าน ในชื่อว่า ดอกหญ้าเหนือผืนดิน  ก็เป็นบุคคลสำคัญของโลก ทั้ง 3 ท่าน ซึ่งทั้ง 3 ท่านไม่ได้อยู่ในประเทศไทยทุกท่าน นี่เป็นความเศร้ามาก


โศกนาฏกรรม ของทั้ง 3 ท่าน มีผลกระทบต่อการเขียนอย่างไรบ้าง

– ตอนที่เขียนศรีบูรพา เพราะว่าท่านเป็นนักเขียน  และเราก็เป็นนักเขียน เรามีความรู้สึกว่า
ยังไงเราก็ต้องเขียนประวัติท่าน
แล้วก็เรื่องข้อมูลเกี่ยวกับงานเขียนเราก็อ่านหนังสือของท่านมาตลอด
มันก็ไม่ได้ทันคิดในเรื่องที่ว่าบั้นปลายชีวิตท่านเป็นแบบนี้ แต่ว่าเราสะเทือนใจ
เพราะตอนที่เขียนศรีบูรพา  คุณชนิด
สายประดิษฐ์ ท่านยังมีชีวิตอยู่ และท่านก็เป็นผู้ให้สัมภาษณ์
ถึงฉากสุดท้ายของชีวิตของศรีบูรพา เราสะเทือนใจมาก เพราะว่าเรียนถามท่านว่า
ท่านได้นั่งอยู่เคียงข้างศรีบูรพาในขณะที่ศรีบูรพากำลังจะจากไปใช่ไหม คุณชนิด
ตอบว่า “ไม่ใช่ ดิฉันนอนป่วยอยู่อีกห้องหนึ่ง” ซึ่งประโยคนี้มันสะเทือนใจมากๆ ว่า
ด้วยความที่เราเป็นนักเขียน เราจะชอบจินตนาการ ว่า ภรรยาคงจะกุมมือจนวินาทีสุดท้าย
ซึ่งมันคนละเรื่องเลย ความเป็นจริงมันโหดร้ายกว่านั้น
คือท่านนอนป่วยอยู่คนละห้องเลย
และประวัติของท่านเวลาที่เขียนแล้วจินตนาการมากๆ ตามแบบนักเขียน คุณชนิด
สายประดิษฐ์ ท่านก็กรุณาแก้ให้ ท่านคงไม่อยากให้เราเห็นว่า ศรีบูรพาเป็นเทวดา อะไรทำนองนั้น
ท่านก็บอกว่า ไม่เอาๆ แบบนี้ศรีบูรพาไม่เป็นหรอก คือเราโกรธแทน เราใส่อารมณ์
ฟูมฟายเล็กน้อย ว่าศรีบูรพาน้อยใจประเทศไทย คุณชนิดท่านบอกว่า ไม่ๆ ศรีบูรพาไม่เคยน้อยใจประเทศไทย
เราก็มานั่งคิดว่า จริงนะ บางที่ผู้ที่อยู่ใกล้เขาจะเข้าใจ
แต่เราเป็นผู้หญิงที่เขียนประวัติผู้ชายเราก็ไปใส่อารมณ์แบบผู้หญิง
ซึ่งท่านก็แก้ตรงนี้ให้

พอมาเขียนประวัติของท่านปรีดี
ใน  สันติ ปรีดี โชคดีมากที่ลูกทั้ง
3
คนของท่านยังอยู่ยังสามารถให้ข้อมูลได้ครบถ้วน
โดยเฉพาะ อาจารย์ดุษฎี พนมยงค์ ท่านจะบอกรายละเอียดเยอะ
เราก็ประมวลประวัติของท่านปรีดีมาแล้วก็ค่อยๆ เขียน  ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์เอง
ท่านก็เขียนประวัติของท่านไว้โดยละเอียดลออมากแบบเห็นเป็นภาพเลย
ทำให้ทำงานง่ายขึ้น ยากที่สุดก็คือตอนที่ท่านอยู่เมืองนอกเพราะเราไม่เคยได้ไปกราบท่าน
ก่อนหน้านั้นก็ยังไม่ได้รู้จักท่านอย่างเต็มร้อย
เพราะว่าเราอยู่ในสังคมที่ข้อมูลถูกปิดไปครึ่งหนึ่งตลอด และข้อมูลเบี้ยวๆตลอด  เพราะฉะนั้นการมาเขียนประวัติของศรีบูรพา
และท่านปรีดี
2 เล่มแรก เท่ากับเราต้องไปเปิดข้อมูล
เราก็ค่อยๆตระหนกตกตื่นไปเรื่อยๆ ว่า ข้อมูลมันเป็นแบบนี้นะ แล้วก็ค่อยๆเขียน
เพราะฉะนั้นช่วงที่อยู่ต่างประเทศก็ต้องไปหาข้อมูลต่างๆ และเป็นลักษณะเดียวกันเลย
ช่วงของศรีบูรพาหาจากคุณชนิด แต่ไม่บอก ช่วงของท่านปรีดีหาข้อมูลต่างประเทศยาก
แม้ว่าอาจารย์ดุษฎีจะบอกแต่ข้อมูลมันไม่มีปรากฏ พอมาถึงเล่มที่
3 ของอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากร ท่านก็เขียนของท่านไว้ในตอนแรกๆเหมือนกัน
เราก็เพียงแต่เอาทั้งหลายทั้งปวงมาเชื่อมแล้วก็ใช้เทคนิคการเขียนนวนิยายทำให้สอดคล้องเป็นเรื่องเดียวกัน
แต่พอถึงช่วงต่างประเทศ พอท่านเส้นโลหิตในสมองแตก เขียนยากมาก เริ่มงง
เราจะอธิบายยังไง เราจะบรรยายยังไง เราจะรู้ได้อย่างไรว่าท่านคิดท่านรู้สึกอย่างไร
เราต้องทำให้ดีที่สุด
เท่าที่เราคิดว่าคนที่เส้นโลหิตในสมองแตกแล้วท่านยังดูมีความสุขกับชีวิตที่เป็นอยู่ในขณะนั้นได้ควรจะเป็นอย่างไร
แต่เรียกว่าทั้งสามเล่มนี้เสียน้ำตามาก คือเขียนไปร้องไห้ไป
ตอนที่เขียนของศรีบูรพาเรารู้อยู่แล้วว่าท่านเสียชีวิตที่เมืองจีนและรายละเอียดก็พอสมควรก็สะเทือนใจเพราะว่าได้ยินคุณชนิดพูดเรื่องฉากสุดท้าย
พอมาถึงท่านปรีดี สะเทือนใจ ตื่นใจ ตกใจ มีหลายข้อมูลมาก
เพราะข้อมูลของท่านปรีดีจะเป็นข้อมูลที่ปิดที่สุดในความรู้สึก
เมื่อเขียนของท่านปรีดีครบสมบูรณ์ได้ในตอนจบ ก็พบว่าท่านมีคนที่อยากให้ข้อมูลความยิ่งใหญ่ของท่านเยอะมาก
 เราก็สามารถเขียนไปได้  พอมาถึงของอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากร
ช่วงท้ายของท่านเป็นช่วงที่ไม่มีใครเปิดข้อมูล พอเราไปหาข้อมูล กลายเป็นว่าเราต้องไปหารายบุคคล
หรือไปหาตามเว็ปไซต์ คนที่สนิทก็ไม่รู้อยู่ตรงไหน
ส่วนลูกก็ทราบว่าท่านก็ไม่อยากให้ใครมาเขียนเรื่องย่อคุณพ่อมากนัก
เราก็ต้องระมัดระวัง แต่เนื่องจาก อาจารย์ป๋วยเกี่ยวข้องกับข้อมูลที่เราใกล้ชิดก็คือข้อมูล
6 ตุลา เป็นข้อมูลที่เราได้ยินด้วยหูของเราเอง
ในบ้านในเมืองของเราเองใกล้ที่สุด มันสะเทือนใจมาก
ยิ่งถึงตอนสุดท้ายที่ท่านกลับมาเมืองไทยแล้วท่านจะกลับไปเมืองนอก  มันใกล้ตัวมาก
มันสะเทือนใจจนเรารู้สึกว่าเราทนแทบไม่ได้ บางเวลาก็ร้องไห้แล้วทุบโต๊ะไปด้วย มีความรู้สึกอย่างนั้นจริงๆว่า
ทำไมมันต้องเป็นแบบนี้ 
รู้สึกจริงๆว่าทำไมประวัติของอาจารย์เป็นแบบนี้
คนที่ทำอะไรให้แผ่นดินบ้านเราทำไมเป็นแบบนี้หมดเลย มันเหมือนกับ
3 ครั้ง ที่ซ้อนกันเข้ามา     

ใช้วิธีการเขียนอย่างไรให้คนอ่านเข้าถึงได้ง่าย

 –
ทั้ง
3 ท่าน จริงๆ แล้วมีประวัติตามที่ต่างๆ
หนังสือที่ท่านเขียนก็มีตามที่ต่างๆ แต่ว่าสำหรับเยาวชนจะหาอ่านได้ยาก
หรืออ่านแล้วจะไม่สามารถปะติดปะต่อได้ 
การที่ใช้วิธีของนวนิยายเข้ามาสร้างให้เห็นเป็นภาพชีวิตของทั้ง
3 ท่าน มันทำให้เรื่องหรือข้อมูลที่มันแหว่งๆ มันมาต่อกันหมด
เมื่อมันมาต่อกันหมด คนอ่านจะอ่านรวดเดียวจะเข้าใจภาพรวม
จุดประสงค์ไม่ใช่คนที่เป็นผู้ใหญ่แล้วเขารักหรือตามงานอยู่แล้ว
แต่สำหรับเด็กและเยาวชนที่ไม่รู้จักทั้ง
3 ท่านเลย คนรุ่นหลังไม่รู้จัก เวลาพูดถึงทั้ง 3 คน
จะพันกันหมดบางที่เอามารวมกันเฉยเลย ก็อยากให้คนรุ่นหลังได้รู้จัก
ได้อ่านและได้เข้าใจ ได้เห็นภาพรวมและไม่ไปพูดผิดๆ อีก

 ทำไมถึงเขียนถึงบุคคลทั้ง 3 ท่านนี้

– เป็นคนที่ถ้าอยากทำแล้วจะทำ  เป็นคนที่ไม่ค่อยได้ฟังว่าคนอื่นจะมีปฏิกิริยาอย่างไร
ตอนที่เลือกเขียนศรีบูรพา ทางเลือกมันน้อยมากเพราะไม่มีคนเขียน
และเป็นกรรมการจัดงาน
100 ปี ศรีบูรพา ด้วย
เลยตัดสินใจเหลือเวลาอีกประมาณ
 3 เดือนก็เขียนเลย
พอลงมือเขียนแล้วก็เกิดความฮึกเหิมว่าเราเขียนสารนิยายได้
เราสามารถเอาประวัติชีวิตคนมาเรียบเรียงในแบบนวนิยายได้ เมื่อเราทำศรีบูรพาได้แล้ว
พอมาถึงท่านปรีดีก็คิดว่า
เรายังทำให้ศรีบูรพาได้เลยแล้วทำไมเราจะทำให้ท่านปรีดีไม่ได้ เราก็คิดว่าเราทำได้
ไม่ได้สนใจว่าจะถูกใครว่าอย่างไร ตอนที่ลงในนิตยสารขวัญเรือน ก็ทราบมาจากคนอื่นๆ หลังจากที่ลงจบแล้วว่า
ชมัยภรได้ข้อมูลผิดอะไรทำนองนี้ เราก็ฟังแล้วก็ยิ้มๆ แล้วบอกว่า
เขาเองก็คงได้ข้อมูลผิดเหมือนกัน

                ทั้ง 3 คนนี้เป็นสุดๆ ของชีวิตแล้ว มีความรู้สึกว่าเราขอบคุณตัวเองที่เราทำงานชิ้นนี้ได้
สามารถหาข้อมูลพอสมควร มันอาจจะมีอะไรที่ไม่สมบูรณ์ก็เป็นเรื่องปกติ
แต่ก็ถือว่าการนำประวัติของแต่ละท่านมาเรียงตั้งแต่ต้นจนปลายสามารถทำให้เห็นเป็นภาพได้

ในส่วนของกวีนิพนธ์
อาจารย์ชมัยภรเห็นว่ามีความสำคัญมากน้อยแค่ไหนถ้าเทียบกับนวนิยายที่อ่านง่ายกว่า

– กวีนิพนธ์เป็นเรื่องของคำ
เรื่องของเสียง เป็นเรื่องของภาพ ถ้าคนอ่านเห็น คำ ภาพ
เสียงชัดเจนเข้าถึงอารมณ์ของบทกวีนั้นได้มันจะทะลุเลยกว่านวนิยาย
เนื่องจากมันเป็นงานประเภทที่ใช้คำน้อย มีความหมายลึกที่สุด กว้างที่สุด
ถ้าคนที่อ่านเอาไปตีความ เขาจะตีความได้หลากหลายได้แตกต่างมาก โดยที่ยังคงอยู่บนฐานเดิม
เพราะฉะนั้นความสามารถในการตีความมันขึ้นอยู่กับตัวผู้อ่านแต่ละคน
เมื่อตัวผู้อ่านและตัวกวีทั้งสองฝ่ายต่างมีประสบการณ์
แล้วพอประสบการณ์มันมาทาบทับกันแล้วมันเกิดการตีความออกไปมันจะมีความลึกมาก กวีนิพนธ์จึงเป็นงานที่สร้างยาก อ่านยาก แต่ถ้าเข้าถึงแล้วจะทะลุไกล
ลึกซึ้ง สามารถยกระดับจิตวิญญาณได้
ไม่ต้องถึงกับปีนบันไดอ่าน
แต่ใช้การอ่านมาก เพราะการอ่านมากเราจะเห็นคำมาก
พอเราเห็นคำมากเราจะไม่เห็นคำเป็นคำๆ เดียว ไม่ใช่ว่าเห็นคำนี้แล้วความหมายเดียว
เราจะเห็นคำนี้แล้วมีความหมายลึก ความหมายแตกต่าง เมื่อคำที่มีความหมายแตกต่างมาอยู่ด้วยกัน
เวลาเราอ่านมันก็จะได้ความหมายใหม่ขึ้นมา คำชุดใหม่ กลุ่มความรู้สึกใหม่ ยิ่งเล่น
ยิ่งอ่าน ยิ่งสนุก กวีนิพนธ์จะมีความงามตรงนี้
พอยิ่งสนุกก็อาจจะหลบเร้นเข้าไปอยู่ในโลกของตัวเอง
เป็นโลกเฉพาะที่เข้าถึงแล้วจะเข้าได้อย่างลึกซึ้ง เข้าถึงแล้วจะเข้าได้ถึงจิตวิญาณ
เป็นพี่น้องกับการนั่งสมาธิได้เลย

                เนื่องจากกวีนิพนธ์เป็นงานมรดกด้วย
หมายถึงว่าเป็นงานที่มันเกิดขึ้นของเราเอง เป็นลักษณะทางวัฒนธรรมของเราเองโดยเฉพาะ
เรายิ่งทำความเข้าใจเรายิ่งเห็นรากของวัฒนธรรมที่มันซ้อนอยู่ในภาษา ในคำแต่ละคำตามยุคตามสมัยด้วย
ยิ่งเราอ่านวรรณคดี เราก็จะเจอคำ แล้วคำเหล่านั้นมันพัฒนามาจนปัจจุบันมัน เป็นอะไร
และคำแค่นี้มันจะมีความหมายไปขนาดไหน ต้องอ่านเยอะๆ อ่านออกเสียง
หรืออ่านวรรณคดีเก่าๆ ด้วย
เพราะวรรณคดีจะให้คำและให้เราได้รู้รากฐานของวัฒนธรรมด้วย

เล่าถึงการอบรมการเขียนในที่ต่างๆ ที่ได้อบรมมาว่าในการอบรมแต่ละครั้งแต่ละที่ได้เห็นพัฒนาการของผู้เข้าอบรมอย่างไร


ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดที่ไปอบรมแต่ละที่คือ ไม่เคยบอกเลยว่าเมื่อคุณเขียนแล้วคุณจะรวย
เมื่อคุณเขียนแล้วคุณจะมีอาชีพจากการเขียน ไม่เคยบอกเลย เราจะบอกตลอดเวลาว่าคุณมาเรียนเพื่อที่คุณจะรู้จักตัวเอง
การเขียนคือการเรียนรู้จักตัวเอง คุณจะได้รู้ว่าคุณคิดอะไร
อารมณ์ความรู้สึกคุณเป็นอย่างไร ถ้าคุณรู้จักตัวเองชัดเจนว่าคุณคิดอะไร
อารมณ์ความรู้สึกชัดเจนแล้วถ่ายทอดออกมา
เช่น กำลังอึดอัด กำลังทุกข์
ถ้ามันถูกถ่ายทอดออกมา มันก็จะเป็นการเยียวยา เหมือนกันหมดไม่ใช่แค่อบรมเยาวชน
หรือผู้ใหญ่ แม้แต่นักโทษก็พูดแบบเดียวกัน นักโทษที่อยู่ในคุกเขาไม่ได้คิดหรอกว่าเราไปอบรมแล้วพ้นโทษมาเขาจะมีอาชีพเป็นนักเขียน
แต่เราเข้าไปเพื่อจะบอกเขาว่าข้างในคุณมีก้อนอะไรอยู่ มันดันอยู่ใช่ไหม เอาออก กระจายออก
แผ่ออก มองเข้าไปให้ทะลุ เมื่อเราเข้าใจตัวเองชัดเจนขึ้น คุณจะเข้าใจคนอื่น
เพราะฉะนั้นเวลาไปพูดจะทำความเข้าใจเลยว่าคุณเขียนไปเพื่ออะไร
เขียนเพื่อดูแลตัวเอง อบรมเพื่อรักษาตัวเอง รักษาใจตัวเอง
ให้อยู่ในสถานะโกรธก็ให้รู้ว่าโกรธ เกลียดก็ให้รู้ว่าเกลียด
เกลียดอย่างไรอธิบายได้ แล้วมันจะหาย ถ้ามันยังอยู่ข้างในแล้วไม่เคยเอาออก
มันก็จะไประรานผู้อื่น แต่ถ้ามันระบายออกไปแล้ว
และถ้าเรายิ่งเอาฝีมือทางวรรณศิลป์เข้าไปจับ แล้วเราอธิบายมันได้
มันก็กลายเป็นสุนทรียะ บางทีเราเกลียดตัวเอง แต่ถ้าเราสามารถอธิบายมันออกมาแล้วมันมีความงามของมันออกมาด้วย
เราก็จะรู้สึกว่าเราก็ทำอะไรดีๆ ได้ การเขียนจึงเป็นการเยียวยาตัวเอง
การอ่านก็เป็นการหาข้อมูลเพื่อเยียวยาตัวเอง แต่เวลาไปอบรมบางกลุ่มหรือหลายๆ คนก็จะคาดหวังจะเอาไปใช้ประโยชน์ได้ก็จะบอกเขาว่า
เอาไปใช้ประโยชน์ได้เฉพาะเรื่องการเยียวยาแต่ไม่สามารถเอาไปใช้เป็นอาชีพได้
ไม่สามารถเอาไปทำเป็นเงินได้

เวลาที่เขียนงานตัวเองเขียนเพื่ออะไร
คิดว่าเป็นการเยียวยาด้วยหรือเปล่า

มันก็น่าจะเป็นการเยียวยาโดยอัตโนมัติ
เราไม่ได้พูดไปโดยที่เราไม่ได้ทำด้วยตัวเอง
เราทำด้วยตัวเองเราเลยรู้ว่าทำไมเราจึงมีชีวิตแบบนี้มาได้

ที่สรุปเป็นแบบนี้เพราะว่า สังเกตจากงานตัวเอง สมัยก่อนเวลาที่เรามีความทุกข์
มีเรื่อง มีคดีความ พอเราลงมือเขียนเราสังเกตเรื่องที่เราเขียน
อย่างคำทักของคนที่เป็นนักอ่านก็มีความหมายกับเรา เช่น ทักว่า ทำไมเรื่องมีแต่พระ
ทำไมตัวละครต้องฝัน เราก็คิดว่า เราฝันนี่เราคงกดดันอะไรสักอย่าง
เรามีพระเราคงต้องการหาทางออกให้ชีวิต 
มันเห็น แต่ละเรื่องก็ค่อยๆ เขียนไป ค่อยๆ เรียนรู้ไป
หรือบางเรื่องที่เราเขียน เราคิดว่าเราสอนตัวละคร ปรากฏว่ามีนักอ่านบอกว่า
อ่านแล้วรู้สึกว่าคนเขียนกำลังสอนตัวเอง เราก็มาดูว่าที่เราวางไว้ทั้งหมดมันคือความทุกข์ของเราเอง
แต่เราเอามาใส่ตัวละคร แล้วเราก็สอนตัวละครแต่ในขณะเดียวกันเราบอกตัวเราเอง
มันก็คือกระบวนการเยียวยาตัวเองโดยที่เราไม่รู้ตัว ทำมาเรื่อยๆ เราเป็นคนทำงานเยอะ
ต้องขอบคุณนิตยสารเพราะเขาทวงต้นฉบับไม่เลิก เมื่อเขาทวงไม่เลิก เราก็ต้องทำงานไม่เลิก
เราก็มีโอกาสได้เยียวยาตัวเองไปเรื่อยๆ เมื่อเยียวยาตัวเองไปมันก็มีผิดมีถูก มีดี
มีไม่ดี ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดา
แต่ว่ามันเท่ากับเราได้ปฏิบัติด้วยตัวเราเองว่าเราเขียนแบบนี้แล้วมันช่วยตัวเราได้  


นวนิยายเล่มล่าสุด “สายาห์สาละวน”
มีแรงบันดาลใจอย่างไร

– เรื่องสายาห์สาละวน เกิดจากความรู้สึกว่าสังคมไทยมีแต่คนแก่
และเราเองก็แก่ลงไปทุกวัน คนแก่จะเชื่อมกับคนที่เป็นวัยหนุ่มสาวได้อย่างไร
เชื่อมได้ด้วยอะไร หรือว่าต่างคนต่างจะทำความเข้าใจกันได้อย่างไร
อะไรเป็นตัวประสาน ก็เลยคิดขึ้นมา แต่ตอนที่คิดเรื่องสายาห์สาละวนคิดอยู่ด้วยว่าเราควรจะเขียนเรื่องสนุกๆ
บ้าง ให้คนแก่สนุก แต่ด้วยนิสัยไม่ใช่คนแบบนั้น เวลาเขียนไปแล้วก็อดไม่ได้ที่จะลงสาระของชีวิตจริงๆ
คือคนแก่ก็สนุกแต่ไม่ใช่สนุกจนไม่เข้าใจว่าบั้นปลายชีวิตคืออะไร

วรรณกรรมในอาเซียนมีพัฒนาการเป็นอย่างไรบ้าง

– ถ้าเป็นอาเซียนด้วยกัน
สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยทำโครงวรรณกรรมสัมพันธ์เป็นโครงการร่วมกันว่าเราจะเอางานของประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียนเลือกเรื่องมาแปลไปเป็นภาษาของอีกฝ่ายหนึ่ง
แล้วก็เอาไปอ่าน ให้อีกฝ่ายหนึ่งได้เรียนรู้ว่าประเทศไทยเขียนเรื่องเป็นอย่างไร และเราก็ได้รู้ว่าเขาเขียนเรื่องเป็นอย่างไร
โครงการนี้เริ่มต้นสมัยคุณประภัสสร เสวีกุล เป็นนายกสมาคมนักเขียนฯ
ท่านก็เริ่มจากกัมพูชา แปล ไทย-กัมพูชา
และก็มีแปลภาษาอังกฤษด้วยในเล่มเดียวกันเพื่อให้คนที่ไม่รู้ทั้งสองภาษาได้รู้ด้วยว่าชาตินี้เขียนเป็นเรื่องสั้นอ่านว่าอะไร
เป็นอย่างไร พอมาถึงสมัยเราก็จะทำมาเลเซียกับจีน พอสมัยคุณเจน (สงสัมพันธ์)
ก็มาต่อที่ลาวซึ่งทำมาอยู่แล้วสมัยคุณประภัสสร แล้วก็ต่อเนื่องมา
สิ่งที่มองเห็นหลังจากที่ทำวรรณกรรมสัมพันคือเรื่องที่แต่ละชาติคัดออกมาก็จะเป็นเรื่องที่แสดงวัฒนธรรมตัวเอง
แล้วก็จะมีลักษณะร่วม แต่ปัญหาที่สำคัญที่สุดคือปัญหาเรื่องการแปล
เพราะเราก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า เขาแปลออกมามันได้สะท้อนต้นฉบับจริงๆ หรือเปล่า

เช่น ของกัมพูชา เราอ่านแล้วเราจะรู้สึกว่าเรื่องอ่อน
ของลาวเราก็รู้สึกว่าเรื่องอ่อน ก็ไม่รู้ว่าเกิดจากภาษาหรือเกิดจากตัวเรื่องแท้ๆ
เพราะสองชาตินี้เราต้องยอมรับว่าเขาผ่านสงคราม
ลักษณะช่วงหนึ่งเหมือนเขาไม่ได้พัฒนา คำว่าอ่อนหมายถึงว่าเรื่องมันชั้นเดียว
มันไม่ลึกมาก แต่มันสะท้อนความเป็นจริง ในขณะเดียวกัน ที่ทำของจีนสิ่งที่เห็นคือ
ไทยอ่อน จีนเรื่องซับซ้อนมากทั้งๆ ในเรื่องแบบเดียวกัน  คือสังคมของเขามันซับซ้อน
คนเลยมีความคิดซับซ้อนด้วย  ปัญหามันก็คือภาษาเรื่องการแปล
แปลมันอาจจะทำให้ความซับซ้อน ความเข้าใจบางอย่างมันหายไปก็ได้
เพราะฉะนั้นเราก็ต้องพัฒนากันต่อ เวียดนามบทกวีดีมาก ลึกมาก สิ่งที่น่าสนใจคือ
เขาผ่านสงครามแต่เขาผ่านแบบเจ็บปวด  เรื่องของเวียดนามจะมีลักษณะคล้ายจีน
มีความซับซ้อน อ่านแล้วรู้เลยว่าเขาหลายชั้น และเวียดนามจะไปไกล ในขณะที่ลาว
กัมพูชายังชั้นเดียว เหมือนวัฒนธรรมถูกทำลาย
แต่ของเวียดนามไม่ถูกแล้วเขาไปต่อได้เลยด้วยความเจ็บปวด ด้วยความรู้สึกเลย

ฝากถึงการอ่าน

– เรื่องของการอ่านก็อยากให้ทุกคนได้รับรู้ว่า
ในชีวิตเราการอ่านมันคือการนำเข้าที่สำคัญ
เราไม่ได้อ่านแต่หนังสืออย่างเดียว เราอ่านชีวิตรอบๆ ตัวเราไปพร้อมกันด้วย
ถ้าเราไม่อ่านเลย เราไม่นำเข้าอะไรเลยในชีวิต ชีวิตเรามันจะงอกเงยตรงไหน
มันจะต่อเติมไปได้อย่างไร มันจะเอาอะไรไปสังเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต
ในขณะเดียวกัน การเขียนก็เป็นการถ่ายทอด
เพราะฉะนั้นสองกระบวนการนี้มันเป็นพี่น้องกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

ถ้าเราทิ้งอันใดอันหนึ่ง คำว่าเขียนในทีนี้
ไม่ได้หมายถึงเขียนเป็นอาชีพ
มันอาจจะเป็นการเขียนบันทึก บันทึกมันมีความหมายมาก อย่างน้อยที่สุดมันจะทำให้ใจของคุณที่มันกำลังเป็นก้อนไม่รู้ว่าเรื่องอะไร
มันคลี่คลายออกไปได้ แล้วมันก็จะดีขึ้น เพราะฉะนั้นอ่านเขียน วนเวียนอยู่ในชีวิตคุณเสมอ






ความฝันของคนเพ้อเจ้อ สายรัสเซียของแท้

มันเป็นฝัน หรือความจริง หรือนี่คือโลกมโน ของสายรัสเซีย!

ของขวัญไม่จำเป็นต้องสวยเสมอ เพ้อบ้าง เหี้ยมบ้างด้วยวรรณกรรมสายรัสเซีย ของ นักเขียนอมตะนาม ฟีโอดอร์ ดอสโตเยฟสกี้ ความฝันของคนเพ้อเจ้อ หรือ The Dream of a Ridiculous Man สุดยอดวรรณกรรมโลก เล่มเล็กบางๆ อ่านจบได้ในหนึ่งวัน แต่สารและแก่นหนักแน่นจุกอกกันเลยทีเดียว

โลกความจริงกับโลกของความฝัน ต่างกันมาก แต่คงไม่ผิดถ้าเราจะบอกว่า แม้บางฝันจะเพ้อเจ้อเพียงใด มันก็เป็นกำลังใจให้เรา ใช้ชีวิตในสังคมผุๆ พังๆ นี้ได้

ความฝันของคนเพ้อเจ้อ มีผู้แปลหลายสำนวน สำหรับสำนวนนี้ของ สิทธิชัย แสงกระจ่าง (ปัจจุบันใช้ชื่อ ดลสิทธิ์ บางคมบาง) เป็นต้นฉบับเก่าที่เคยแปลไว้หลายสิบปี และเพิ่งค้นพบและนำมาจัดพิมพ์ใหม่

การอ่านคือการเปิดโลกใบใหม่ ลองส่งวรรณกรรมแปลสายรัสเซียเล่มนี้ให้คนที่คุณรัก เพื่อบอกให้เขารู้ว่าคุณปรารถนาดีแค่ไหนที่อยากจะให้เขาได้เข้าสู่โลกใบใหม่แห่งการอ่าน

ชีวิตที่มีเรา ธรรมะในชีวิต ชีวิตในธรรมะ

ชีวิตที่มีเรา เล่มเล็กๆ นี้ เหมาะอย่างยิ่งที่จะมอบให้คนที่คุณรักและหวังดี ทำไมน่ะหรือ เพราะอ่านง่าย เล่มไม่หนา อ่านเพลิน อ่านสนุก แต่ในความเพลิดเพลินนั้นทำให้มองเห็นตัวเอง ยิ้ม หัวเราะ ร้องไห้ และมีบทเรียนในชีวิต

ชีวิตที่มีเรา – (เล่มแรกในชุด “ใช่ไหม-เราควรใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวัง”) รวมเรื่องสั้นของ ชมัยภร แสงกระจ่าง ที่ตีพิมพ์ในนิตยสารซีเคร็ท คอลัมน์ Dhamma is everywhere โดยหยิบยกเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตประจำวันมาเขียน ให้อ่านง่าย สนุก ตลก แต่แฝงธรรมะเตือนสติไว้ในทุกๆ ตอน มองความเป็นไปของชีวิตในแต่ละวันอย่างเข้าใจและมองความทุกข์ให้เป็นเรื่องสามัญธรรมดาที่ผ่านมาแล้วก็จะผ่านไป

ส่งต่อ ชีวิตที่มีเรา เท่ากับ ส่งต่อ ความ รัก-ห่วง-เข้าใจ ให้คนที่คุณรัก เตือนสติ เตือนใจ ด้วยธรรมะ เพราะธรรมะแฝงอยู่ในชีวิตประจำวันของเราเสมอ

อาม่าบนคอนโด โลกของคนสองรุ่นที่ต้องเรียนรู้

                ได้รางวัล
2 เวที
ได้รับคัดเลือกให้เนหนังสือประกอบการเรียนวิชาสังคมศึกษา (หน้าที่พลเมือง ) ของ
สพฐ. แถมได้รับการแนะนำจากคุณหมอ เพจเข็นเด็กขึ้นภูเขา ว่าเป็นหนังสือควรอ่าน  เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า อาม่าบนคอนโด มี
“อะไรดี” สำหรับการมอบให้คนที่คุณรักได้อ่าน

                อาม่าบนคอนโด
 เป็นวรรณกรรมเยาวชนที่เด็กอ่านได้ ผู้ใหญ่อ่านดี  สะท้อนภาพของ “ความใหม่” ปะทะ”ความเก่า”
ของคนรุ่นหนุ่มน้อยกับอาม่ารุ่นเดอะ

เรื่องราวของหนุ่มน้อยชื่อ
โชค ที่มีชีวิตติดอยู่กับโลกออนไลน์ ต้องมาปะทะกับอาม่าวัย
80 ปี เพื่อนร่วมคอนโด เมื่อคนหนึ่งมองโลกปัจจุบันที่ง่ายเพียงแค่ปลายนิ้ว
ต้องมาเจอกับอีกคนที่มองโลกด้วยความเป็นจริงอย่างคนอายุมากกว่าที่ผ่านโลกมาเยอะ
ความวุ่นวาย ชวนขบขัน และชวนคบคิดจึงเกิดขึ้น

อาม่าบนคอนโด   ได้รับรางวัลดีเด่น รางวัลดีเด่น ประเภท หนังสือสำหรับเด็กวัยรุ่น อายุ
12-18ปี (บันเทิงคดี)
ประจำปี 2557 สพฐ. กระทรวงศึกษาธิการ  รางวัลชมเชย
เซเว่นบุ๊กอวอร์ด (ไม่มีรางวัลดีเด่น) ปี 2557
และยังได้รับเลือกเป็นหนังสืออ่านนอกเวลา สพฐ. กระทรวงศึกษาธิการ  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาสังคมศึกษา

เลือกหญิงหนังสือที่อ่านแล้วมีความสุข
ดังเช่น อาม่าบนคอนโด  อ่านง่าย อ่านสนุก
อ่านได้ทุกวัย สำหรับคนที่คุณรักและหวังดี สำหรับเด็ก และสำหรับผู้ใหญ่ ทุกคน

ขวัญสงฆ์ หนังสือดีตลอดกาล และทุกสถานการณ์

ไม่ใช่แค่หนังสือนอกเวลากลุ่มสาระวิชาภาษาไทย  ของ สพฐ. เท่านั้น ที่ทำให้เราเสนอขวัญสงฆ์ให้เป็นของขวัญแทนใจ

                แต่นี่คือ
วรรณกรรม ระดับมาสเตอร์พีซ ของศิลปินแห่งชาติ ชมัยภร แสงกระจ่าง
กับการเขียนบทร้อยกรองในรูปแบบร้อยแก้ว 
ด้วยเนื้อหาที่กินใจ และสอนให้เข้าใจโลกด้วยธรรม

ขวัญสงฆ์  เรื่องราวของเด็กน้อยที่ถูกวางทิ้งไว้หน้าวัด
เติบโตมาพร้อมกับธรรมะจากหลวงตา และการเลี้ยงดูอย่างดีจากตาส่งและยายหนู  แต่ชีวิตย่อมต้องเรียนรู้และรู้จักโลก
อันเต็มไปด้วยรักโลภโกรธหลง ขวัญสงฆ์เข้าใจและผ่านไปได้ ด้วยการใช้ธรรมนำทาง

ขวัญสงฆ์
จะสอนให้คุณได้เติบโต เศร้าซึ้ง อิ่มเอมและประทับใจไปพร้อมๆ  กัน

ให้ ขวัญสงฆ์ แด่คนที่คุณรัก

อ่าน 
ขวัญสงฆ์  ให้เต็มเสียง

รัก 
ขวัญสงฆ์  ให้เต็มหัวใจ

แล้วคุณจะรู้ว่า ธรรม อยู่ในใจของเราทุกคน